เช้านี้หนูตื่นขึ้นมาที่วัดอากาศหนาวมาก ๆ ค่ะ ลงมาช่วยงานในครัว มองไปมองมา ตัดสินใจลงนั่งล้างจานช่วยยาย ยายท่านก้มหน้าก้มตาขัดหม้อ ขัดกะทะ อย่างเงียบ ๆ ขมักเขม้น หนูคอยเป็นลูกมือให้ท่าน เมื่อเช้าบรรยากาศในครัว ดูเงียบสงบ ทั้ง ๆ ที่มีคนหลาย ๆ คน ช่วยกันทำอาหาร แต่ละคนรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง หากจะมีการสื่อสารกันก็เพียงเบา ๆ ค่ะ ทำให้หนูระลึกถึงคำสอนครูที่ว่า “เจริญสติผ่านการทำงาน เป็นแบบนี้เอง ไม่มีเสียงโครมคราม ไม่รู้สึกถึงความอึมครึม แต่เป็นสบาย ๆ”
ประมาณเจ็ดโมงเช้าทุกอย่างก็เรียบร้อย มีน้อง ๆ ในหมู่บ้านเข้ามาช่วยล้าง หนูจึงเลี่ยงออกมาเห็นหลาย ๆ ท่านขมักเขม้นกวาดใบไม้อยู่ หนูจึงเดินไปหยิบไม้กวาด ไม่นานหนูก็ได้เวลาขนกับข้าวขึ้นศาลา หนูขับรถขึ้นไป มีป้าเพ็งชาวสิงคโปร์ แต่พูดไทยได้บ้างนั่งมาด้วย ท่านมาด้วยแรงศรัทธา และมุ่งมั่นมากค่ะ
มาถึงศาลาวันนี้ พ่อ แม่ น้า และป้านึกสหธรรมมิกกับน้ามาด้วย หลังพิธีที่ศาลาเสร็จ น้ามีน้ำหมักมาฝากป้าที่ครัว เราทั้งหมดจึงมาทานอาหารที่ครัว เป็นอีกบรรยากาศที่เรามานั่งทานข้าวร่วมกันในวัด วัดเป็นอีกที่ ๆ หนึ่งที่ครอบครัวหนูมากันเป็นปกติ หนูรู้สึกอบอุ่นสงบสบาย ยิ่งได้มานั่งทานข้าวร่วมกับพ่อและแม่ ในที่แห่งนี้เป็นความรู้สึกเป็นสุขแบบสบาย ๆ บอกไม่ถูกค่ะ
หนูบอกพ่อกับแม่ว่า ขอเก็บต้นไม้ไปทำงานด้วย ป้านึกท่านทราบว่าต้นไม้ที่หนูต้องการอยู่ที่ไหน พ่อจึงขับรถอีกคนหนึ่งกลับคนเดียว แล้วหนูกับญาติ ๆ แวะไปเก็บต้นไม้กัน ทุกท่านกระตือรือล้นมาก ๆ ค่ะ กับการช่วยเป็นธุระให้หนู สนุกสนานเบิกบาน นอกจากต้นไม้ แล้วเรายังเก็บลูกกะสัง เอามาทำน้ำหมักได้อีกด้วย ระหว่างทางแม่ท่านทราบว่าหนูชอบทานข้าวโพด หมู่บ้านนี้เขาจะปลูกขายแล้วคนปลูกก็ตั้งเบิงหมาแหงน ต้มขายเองค่ะ แม่ถามหนูว่า “เอาข้าวโพดไหม” หนูยิ้มร่า จอดรถทันร้านสุดท้ายพอดี
การได้อยู่กับแม่เป็นความสุขแบบนี้แหละค่ะคุณครู แม่ท่านจำรายละเอียดทุกอย่างของลูกแต่ละคนได้ ท่านเป็นสุดยอดแห่งความเอาใจใส่คนรอบข้าง ดูแลทุกคน โดยเฉพาะเวลาไม่สบาย แม่หนูท่านจะเป็นพยาบาลมือวางอันดับหนึ่งของบ้านเลยค่ะ เวลาที่หนูดูแลใครหนูก็นึกขึ้นมาว่า หนูได้ข้อดีส่วนนี้มาจากแม่ค่ะ
กลับถึงบ้านพี่สาววานให้ไปซื้อของให้ เป็นงานที่หนูพอจะช่วยคนที่ได้บ้านได้ขณะที่กลับมาบ้าน เสร็จงานหนูก็ไปอาบน้ำเตรียมของไปขอนแก่น หนูไม่ได้ลืมขัดห้องน้ำนะคะ ทุกครั้งที่ขัดห้องน้ำทำให้หนูนึกย้อน ถึงภารกิจที่ครูให้เจริญสติผ่านการขัดห้องน้ำ ละความเห็นแก่ตัว ทำให้ดีที่สุด
หนูไปขึ้นรถอีกอำเภอหนึ่ง พ่อ น้าและน้องตาล ไปส่งแล้วทั้งสามคนจะไปธุระที่หมู่บ้านใกล้ ๆ ที่หนูไปขึ้นรถด้วย หนูนั่งรถป.2 แต่เห็นกระเป๋ารถท่านบ่นว่า มีคนอาเจียนรดพื้นและเบาะเต็มเลย ท่านทำใจอยู่นานกว่าจะจัดการให้เรียนร้อยได้ ตอนที่ท่านบ่นหนูสำรวจที่ใจตนเอง แล้วนึกย้อนว่า
ไอ้ที่อ๊วกออกมาก็คือ อาหารที่เรากินเข้าไป อาหารที่หนูหลงไหลในรสชาด ขัดรถหาที่ท่าน ราคาบางทีก็แพงแสนแพง บางทีหนูก็ร้องไห้ เหมือนตอนที่ไปหาส้มตำปลาเผากับครูแล้วยังไม่มีขายแล้วหนูร้องไห้ออกมา หนูทบทวนมาถึงตรงนี้ แต่เหมือนก็ยังไม่ลงใจค่ะ
ตลอดเวลานั่งในรถหนูทบทวน อันที่จริงหนูก็อยู่คนเดียวมานานไปไหนมาไหนคนเดียว แต่ทำไม หนูไม่รู้สึกเป็นอิสะ ก่อนหน้านี้หนูคอยคิดแต่ว่าโดนคนโน้นครอบงำ คนนี้ครอบงำ แต่กลับไม่คิดว่า ตนเองนั่งแหละครอบงำตนเอง แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าอยากเป็นอิสระก็ภาวนาซิ หายใจ หนูหายใจได้แป๊บเดียว ก็ไปคิดอีก หนูก็ยังหายใจไม่เป็นอยู่ดีค่ะ
มาถึงขอนแก่น ต่อรถเข้าคณะไปเก็บตัวอย่าง ใช้เวลาไม่นาน แล้วหนูก็มาซื้อตั๋วกลับกรุงเทพ
หนูมาถึงหอพักประมาณห้าทุ่มครึ่งค่ะ หลังจากอาบน้พทำ Detox จึงนั่งลงถอดบทเรียน
ศีล
- หนูเพ่งโทษตนเองเบาลงค่ะ แต่ก็ยังเพ่งโทษผู้อื่นอยู่แต่ก็น้อยลง
- ไปเก็บตัวอย่างที่คณะ แม้จะแจ้งเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ท่านไม่สะดวกมาด้วย ใจหนูก็เหมือนไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ค่ะ
- ไม่ได้แย่งแฟนใคร ตลอดทั้งวัน เห็นใจตนเองกระโดดไปกระโดดมา คิดเรื่องผู้ชายคะ
- ไม่ได้พูดปดค่ะ แต่ยังทำอะไรล่าช้ากว่าที่บอกไว้อยู่
- ไม่ได้ดื่มเหล่าค่ะ แต่ก็ยังหายใจไม่เป็น
ครูอ้อยมาตั้งใจอ่าน จดหมายถึงคุณครูค่ะ
ขอบคุณค่ะ มีความสุขมากๆๆนะคะ
ขอบพระคุณค่ะ ครูอ้อย แซ่เฮ
ที่เมตตาแวะมาอ่านอย่างเอาใจใส่
(^_^)