ให้นึกย้อนถึงคำพูดครูว่า "หาตนเอง ถ้ายังนึกไม่ออกให้นึกถึงตนเองตอนเด็ก"
"หนูในตอนเด็กนั้น แสบสัน กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ กล้าแสดงออก ตั้งแต่อนุบาล อืมอาจจะก่อนอนุบาลด้วยซ้ำ ชอบการประกวด ชอบการแข่งขัน อยากได้ของรางวัล ตั้งแต่จำความได้ งานทุกงานที่แสดงบนเวทีหรือ ประกวด หนูไม่เคยพลาด รางวัลเป็นที่โจดขานทั้งเสียงร้องและท่าเต้น มีหลักฐานวัยเด็กเป็นภาพถ่ายจำนวนมาก
วัยประถม หนูคุ้นเคยกับการเป็นผู้นำ ดูเหมือนว่า ไม่เป็นหัวหน้าห้อง กเป็นรองหัวหน้าทุกปี เล่นกีฬาก็เป็นหัวหน้าทีม ถ้าไม่มีตำแหน่งก็เป็นหัวโจกมาตลอด จัดว่าเป็นเด็กฉลาดแกมโกงหน่อย ๆ ยอมแพ้ไม่ได้ ไม่ว่าเพศไหน ๆ เรื่องไหน ๆ ชอบเอาชนะ จึงโดดเด่นทั้งด้านกีฬา การเรียน อาจจะเป็นเพราะว่าหนูอยู่ในสังคมเล็ก ๆ ฐานะครอบครัวก็ปานกลางถึงยากจน ก็ได้เรียนรู้ได้รับโอกาสตามที่ควรจะเป็น
พอขึ้นระดับมัธยมหนูย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน ก็เริ่มมีเรื่องรักในวัยเรียน เห็นความสำคัญของอาชีพมากกว่าการเรียน หนูเก็บตัวเงียบมากขึ้น ไม่ตั้งใจเรียน แต่เป็นเด็กที่ขยันช่วยงานในครอบครัว ทำทุกอย่าง ตื่นตีสี่ มาขายผักส่งของช่วยพ่อแม่ เจ็ดโมงกลับไปอาบน้ำ แปดโมงแม่ไปส่งไปโรงเรียน เลิกเรียน ไปช่วยขายของตลาดเย็น เก็บร้านเสร็จค่อยกลับบ้าน พร้อมพ่อกับแม่ พี่สาวและพี่ชาย
หนูใช้ชีวิตแบบนี้หลายปี จนอาจารย์สอนสังคมศึกษามาคุยกับพ่อแม่ว่า หนูหัวดี แต่ไม่ตั้งใจเรียน ควรจะให้หนูทำงานที่บ้านน้อยลง แล้วให้ตั้งใจเรียน เพราะท่านมาตลาดทีไรเจอหนูทำงานทุกที แต่อยู่โรงเรียนหรือในห้อง ถามอะไรก็เงียบ ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง พ่อกับแม่ จึงเรียกมาคุย ตอนนั้นหนูก็ไม่ค่อยจะสนใจ ยังทำอย่างเดิมอยู่ จนถึง ม.2 เทอมสอง วิชาคณิตศาสตร์ หนูได้คะแนนแค่ 49 คะแนน นั้นหมายถึงว่า หนูจะต้องสอบตก ติด 0 นั่นเอง หนูจ๋อย รู้สึกอึ้ง แต่ด้วยความเมตตาของครูจากคะแนนจิตพิสัย เต็ม 10 หนูได้ 6 อาจารย์ท่านจึงให้ทำงานเพิ่มเพื่อให้ไม่ต้องซ้ำชั้น เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่กระแทกเข้าไปในใจหนูเลยค่ะ เรียกว่า เจ็บแล้วจำ จากเรียนสมัยประถมได้คะแนน 4.00 แต่พอมามัธยม ความคิดเปลี่ยน สะท้อนออกมาหลายด้าน
หนูนั่งคิด ไม่ได้แล้วเว้ย ต้องเรียน หลังจากวันนั้น หนูหันมาตั้งใจกับตนเอง คะแนนตอน ม.3 ก็กระเตื้องขึ้นมาหน่อย เป็นช่วงปรับตัว แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนมากขึ้น ประกอบกับการบาดเจ็บที่หัวไหล่ ทำให้หนูเล่นกีฬาได้ไม่ดีเหมือนก่อน จึงทุ่มเทให้การอ่านตำรา
ม.ปลายเป็นช่วงที่ผลการเรียนชัดมากขึ้น วิชาคณิตศาสตร์ หนูได้คะแนน 4 ทุกเทอม รวมถึงวิชาอื่น ๆ ด้วยโดยภาพรวมหนูติดอันดับหนึ่งในห้าคนแรกของโรงเรียน เพราะความขยันและทุ่มเท
หนูรู้ว่าหนู “ม่ใช่เด็กฉลาด แต่ขยันและอึด ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ถ้าลองว่า เต็มที่แล้ว อะไรก็ไม่เลิก”
อันนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า หนูกัดไม่ปล่อย หากเชื่อมั่นและตั้งใจในตนเองแล้ว คำว่า "ยอมแพ้กับตนเอง ไม่มี นอกจากว่าจะเเพ้ในช่วงสั้น ๆ เพื่อเป็นบทเรียนแห่งความสำเร็จในอนาคต ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น
ยิ่งทบทวนยิ่งเห็นชัดว่า หนูไม่ได้ทำอะไรสำเร็จในเวลาอันสั้น ดูจะล้มลุกคุกคลานมาตลอด แต่ก็ผ่านทุกอย่างมาได้อย่างอดทน
ถามตนเองที่ผ่านมาเคยท้อไหม ก็มีนะ แต่ก็ไม่เคยถอย ที่ผ่านมาแทบ นั่งร้องไห้ ก็มี แต่ไม่ให้พ่อ แม่เห็น เพราะอยากให้ท่านภูมิใจ
ถ้าถึงขั้นต้องร้องไห้ให้ท่านเห็นจริง ๆนี่คือ เหลืออด
สรุปแล้ว นิสัยหนูเป็นยังไงนะ
1. เชื่อมั่นในตนเอง
2. ใจกล้า บ้าบิ่น
3. กล้าแสดงออก ชอบโชว์ อวดเก่ง
4. อดทนกัดไม่ปล่อย
แม้จะดูห้าว ๆ แต่หนูเป็นเด็กขี้สงสาร อย่างเคยแกล้งเพื่อนแล้วเขาบาดเจ็บนี่ หนูแทบร้องไห้ เพราะรู้สึกผิด ไปช่วยเขาเต็มที่ หลังจากนั้นก็จะดูแลเขามาเลยแหละ สมัยเด็กก็เคยจับหนู จับปลา แต่ก็รู้สึกสงสารมันนะค่ะบอกไม่ถูกเหมือนกัน
อืม มาทบทวนดี ๆ บางทีก็มีหวาดกลัวอยู่นะแต่บางทีด้วยศักดิ์ศรีของผู้นำมันค้ำคอค่ะ จึงยอมไม่ได้"
ทบทวนถึงตอนนี้ก็รู้สึกเอ็นดูตนเอง ใช้ชีวิตมากับตัวตนตลอด ฉันดี ฉันเก่ง ฉันต้องเป็นที่หนึ่ง อยากให้ตนเองเป็นคนสำคัญ ใช่แล้วค่ะ เป็นอย่างนี้จริง ๆ
น่าสงสารหนอ โชคดีที่ได้เจอครู