GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เชื่อม 3 กองทุน ลดค่าใช้จ่ายรัฐ ก้าวสู่ยุทธศาสตร์การป้องกัน

เชื่อม 3 กองทุน ลดค่าใช้จ่ายรัฐ ก้าวสู่ยุทธศาสตร์การป้องกัน
       "ตุลาฯ นี้ ข้าราชการ และครอบครัว รวมถึงลูกจ้างประจำไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลอีกต่อไป กรมบัญชีกลาง ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พัฒนาระบบข้อมูลบุคลากรภาครัฐ ทำระบบจ่ายตรงค่ารักษาของ ขรก. ไปยังสถานพยาบาลเลย เชิญชวนข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และบุคคลในครอบครัว หรือผู้แทนของหน่วยงานต้นสังกัดเข้าปรับปรุงฐานข้อมูลสิทธิ"   คำเชิญชวนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลสุขภาพของ สปสช. ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิประโยชน์ของข้าราชการว่าจะยังคงเดิมหรือไม่
       ล่าสุด "น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์" เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" ยืนยันว่า สวัสดิการทุกอย่างของข้าราชการและลูกจ้างประจำจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพราะนายจ้างคือคนเดิม กรมบัญชีกลางจะเป็นผู้กำหนดสิทธิต่าง ๆ ของข้าราชการ    ทาง สปสช. เพียงแต่เข้าไปบริหารเรื่องฐานข้อมูลผ่านระบบไอทีให้เท่านั้น เพราะในช่วงที่ผ่านมาทาง สปสช. ได้ลงทุนด้านไอทีไปมากกว่า     300-400 ล้านบาท ทำให้มีฐานข้อมูลประชาชนที่ใหญ่ ครอบคลุมประชากรกว่า 47 ล้านคน และมีความพร้อมที่จะเชื่อมต่อระบบไอทีของ 3 กองทุนเข้าด้วย
       น.พ.สงวนกล่าวว่า ที่ผ่านมาข้าราชการไม่มีฐานข้อมูลที่เป็นฐานข้อมูลกลาง มีเฉพาะในส่วนของข้าราชการบำนาญเท่านั้น ทำให้การใช้บริการในสถานพยาบาลบางส่วนซ้ำซ้อนกับ 47 ล้านคนที่ สปสช. ดูแลอยู่ การที่ สปสช.เข้าไปดูแลตรงนี้จะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนน้อยลง โดยทาง สปสช. กับกรมบัญชีกลางได้เปิดให้ข้าราชการเข้าไปปรับปรุงฐานข้อมูลของตนเองที่ http://csmbs.nhso.go.th ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าขณะนี้มีข้าราชการสนใจเข้าไปตรวจสอบสิทธิวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 30,000-40,000 ราย เฉพาะเดือนพฤษภาคมนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าไปตรวจสอบสิทธิไม่ต่ำกว่า 1 ล้านราย เชื่อว่าก่อนเดือนตุลาคม 2549 ที่จะเริ่มใช้ฐานข้อมูลในระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้าราชการ ลูกจ้างประจำที่มีอยู่กว่า 2 ล้านคนและบุคลากรในครอบครัวทั้งหมดกว่า 6.7 ล้านคนจะเข้าสู่ระบบทั้งหมด
       เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ระบบการจัดการแบบใหม่นี้ นอกจากจะทำให้รัฐบาลประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลได้อย่างน้อยปีละ 400-500 ล้านบาทแล้ว ยังลดภาระและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้สิทธิไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่เบิกได้ไปก่อน โดยเฉพาะผู้ที่เจ็บป่วย 4 โรคเรื้อรัง คือ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และความดันโลหิต รวมถึงโรคที่ต้องรักษา   อย่างต่อเนื่อง โดยสถานพยาบาลจะเป็นผู้เบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลาง ฉะนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการขณะนี้นอกจากเรื่องการตรวจสอบสิทธิของข้าราชการแล้วคือการเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลทั้งหมด ขณะนี้ได้มีการอบรมทำความเข้าใจกับสถานพยาบาลไปแล้วกว่า 75.8 เปอร์เซ็นต์จาก 900 แห่ง เหลือเพียงโรงพยาบาลเล็ก ๆ เท่านั้น ที่ยังต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมอีกระยะหนึ่ง คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถดำเนินการได้ครบทุกจุดทั่วประเทศ   และเมื่อระบบของ 3 กองทุน กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุน 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนประกันสังคมเชื่อมต่อกัน ต่อไปบุตรข้าราชการที่อายุเกิน 20 ปีจะถูกตัดจากบัญชีของสวัสดิการข้าราชการเข้าสู่ระบบกองทุน 30 บาทโดยอัตโนมัติ หรือลูกจ้างที่อยู่ในระบบกองทุนประกันสังคมหากตกงานเกิน 6
เดือนแล้ว  ไม่ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนรายชื่อก็จะถูกตัดเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพ 30 บาทเช่นกัน ความซ้ำซ้อนต่าง ๆ ก็จะหมดไป
       ระบบฐานข้อมูลด้านการรักษาพยาบาลต่าง ๆ ก็จะมารวมที่ สปสช. ทั้งหมด ต่อไปกระบวนการวางแผนด้านสุขภาพของประเทศไทยจะดีกว่าเดิม แม่นกว่าเดิม เรียกได้ว่าในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยอาจจะมีฐานข้อมูลด้านสุขภาพที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และเช็คได้ว่าแต่ละปีคนไทยป่วยเป็นโรคอะไรที่ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และเสียค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งเท่าไหร่  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการป้องกันโรค มากกว่า ที่จะรักษาพยาบาล ซึ่งต้องทำให้เป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศในเรื่องของสุขภาพ รวมไปถึงความพยายาม ที่จะใช้สถานพยาบาลใกล้บ้านให้เป็นประโยชน์เพื่อลดภาพรวมด้านการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต
สำหรับทิศทางการพัฒนาโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทนั้น น.พ.สงวนกล่าวว่า ต่อไปจะต้องเสนองบประมาณเพิ่มแบบก้าวกระโดด โดยในปี 2549 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 1,659 บาท    เมื่อเปรียบเทียบกับหลายปีที่ผ่านมานับว่าสูงขึ้นมาก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องมีการกระจายทรัพยากรที่เหมาะสม เพราะงบประมาณที่ได้รับมาในวันนี้ บางสถานพยาบาลเหลือ บางสถานพยาบาลยังขาดแคลน   ฉะนั้น สปสช.      จึงต้องร่วมกับสถานพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุขปรับเรื่องของงบประมาณต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละสถานพยาบาลให้มากที่สุด
       ส่วนเรื่องคุณภาพนั้น ทาง สปสช. ได้ประเมินความพึงพอใจของประชาชนที่เข้ารับบริการและผู้ให้บริการทุก 6 เดือน พบว่าประเด็นหลักที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ยังคงเป็นเรื่องของคุณภาพยาเป็นหลัก ทาง สปสช.    จึงได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยกระดับคุณภาพยา เช่น บัญชียาหลักอาจจะไม่ทันสมัยก็ให้มีการปรับปรุงอย่างน้อยทุกครึ่งปีเพื่อให้ทันสมัยตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจะมียาใหม่ ๆ เข้ามาให้พิจารณา โดยทางคณะกรรมการจะดูว่ามีความจำเป็นที่จะต้องบรรจุในบัญชียาหลักหรือไม่
       จากนั้น ทาง สปสช. ยังได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ออกสุ่มตรวจคุณภาพยาทั่วประเทศ    ซึ่งจากได้ดำเนินการปรับปรุงคุณภาพยาไประยะหนึ่งพบว่าประชาชนผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจกับคุณภาพยามากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเรื่องของคุณภาพยาก็ยังเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีก  "ยุทธศาสตร์ของ 30 บาทนั้นคงไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องการรักษาโรคเท่านั้น ในปัจจุบันจึงได้เปลี่ยนสโลแกนใหม่เป็น "30 บาทช่วยคนไทยห่างไกลโรค" โดยจัดทำโครงการเด็กไทยห่างไกลโรค ผู้สูงวัยห่างไกลโรค และโครงการอื่น ๆ    ที่เน้นด้านการป้องกันเป็นหลัก เช่น โครงการป้องกันเด็กสมองเสื่อม โดยจัดให้มีการตรวจฮอร์โมนไทลอยด์ตั้งแต่เด็ก ตรวจด้านพันธุกรรมเพื่อช่วยลดอุบัติการเรื่องโรคโลหิตจาง (ทาลัส ซีเมีย) หรือการป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากฟันผุด้วยการอุดหลุมร่องฟัน ในส่วนของผู้สูงอายุได้รณรงค์ให้มีโครงการป้องกันโรคเส้นเลือดในสมองแตก โรคหัวใจ นอกจากนั้นยังมีการจัดการเฉพาะโรค เช่น กลุ่มโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง โรคหัวใจเดิมคิวจะยาวมาก   บางสถานพยาบาลต้องต่อคิวนานถึง 8 เดือนกว่าจะได้ผ่าตัดหัวใจ แต่ในสถานพยาบาลบางแห่งเพียงแค่ 4
สัปดาห์ก็ได้ผ่าตัดแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องพยายามประสานเรื่องการส่งต่อคนไข้ในสถานพยาบาลที่เตียงเต็มไปยังสถานพยาบาลที่เตียงยังว่างอยู่ อย่างช้าที่สุดผู้ป่วยไม่น่าจะรอนานเกิน 3-4 เดือน ส่วนโรคอื่น ๆ เช่น โรคเลือดไหลไม่หยุด  มะเร็งในเม็ดเลือดขาว  มะเร็งต่อมน้ำเหลือง  ทาง สปสช. ได้มีกระบวนการขึ้นทะเบียนใหม่แล้วกระจายไปตามศูนย์ต่าง ๆ แล้วมีกระบวนการติดตามอย่างต่อเนื่อง" น.พ.สงวนกล่าว
       น.พ.สงวนกล่าวต่อไปอีกว่า เรื่องของการกระจายบุคลากรเข้าไปในท้องถิ่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ในปีนี้ทาง สปสช. ได้ใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้มีศูนย์แพทย์ชุมชนหรือศูนย์สาธารณสุข       มีพยาบาลและแพทย์ลงไปในชุมชนมากขึ้น เพื่อยกระดับสถานีอนามัย ลบภาพเก่าเรื่องหมอไม่เก่งออกไป โดยการเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานให้มากขึ้น

ประชาชาติธุรกิจ (คอลัมน์สัมภาษณ์)  1  มิ.ย.  49

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 32868
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)