นอกจากความเป็น World Herritage แล้วบักตะปูร์ยังเป็นเมืองที่อ่อนหวานด้วยดอกไม้พื้นบ้านและงานปั้นน่ารักๆ อีกด้วย

บ่ายแก่ๆ แล้วค่ะ ซึ่งเราก็ยังอยู่ในเมืองบักตะปูร์

วันนี้ประสบความสำเร็จในภารกิจตามหาดอกมัสตาร์ด ที่ในเว็บไซด์ของ TKT เชิญชวนว่า ช่วงที่เราไปนี้จะเห็นทุ่งมัสตาร์ดบานไสว...ชอบๆ ... แต่ไหง๋เห็นแค่สีเหลืองลิบๆ เท่านั้น

แต่ที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่เห็นนะคะ เห็นค่ะ ลิบๆ ค่ะ และเป็นแปลงๆ ยังไม่เป็นทุ่ง...สอบถามน้องพจน์ Tour Leader ได้ความว่าถ้ามาก่อนหน้านี้สักประมาณ 2 สัปดาห์น่าจะได้สัมผัสทุ่งมัสตาร์ดเป็นแน่แท้....แป่วเลย...อีกครั้งก็ประมาณเดือนเมษายนนู้น

แต่ไม่ช้ำใจหรอกค่ะ...เราได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศของดอกมัสตาร์ดมาได้จากที่นี่แหละค่ะ "เมืองบักตะปูร์" ชาวบ้านเค้าปลูกกันตามชานบ้าน...ครั้งแรกเราเองดันไปคิดว่าดอกผักกวางตุ้งหล่ะมั้ง ไม่หรอกค่ะ...นี่คือต้นและดอกมัสตาร์ดที่เราตามหา...ชอบจริงๆ เลย

 

กลับมาถึงของดีอีกอย่างของชาวเมืองบักตะปูร์....สิ่งนั้นคือ เครื่องปั้นดินเผาที่ทำจากดินเหนียว ราคาไม่แพงค่ะ แต่เราไม่ได้หอบมา ด้วยกลัวว่าจะดูแลไม่ดี ของอย่างนี้แตกหักเสียหายง่าย

 

   

คืนนี้เราพักที่ Bhadgau Guest House อากาศเย็นมากค่ะ...ประมาณ 19.00 น. มองจากดาดฟ้าโรงแรมเห็นพ่อค้าแม่ขายจะเข็นรถขายอาหารมาขายที่บริเวณลานมณฑปเนียตะโปลา แวะดูประมาณร้านขายลูกชิ้นของบ้านเรา....ลูกค้าเป็นวัยรุ่นซะเยอะ

 

05.30 ของวันใหม่ เสียงระฆังมาจากไหนนะ...ทำให้เราต้องตื่น แต่ดีค่ะ มีเวลาได้มานั่งดูผู้คนที่ลานมณฑปเนียตะโปลา และทำให้ร้องอ๋อ เสียงระฆังมาจากวัด Bhairavnath นี่เอง ด้วยผู้คนที่มากราบไหว้ขอพรเทพก่อนออกไปทำงาน

นั่งนานพอดู ลุกไปหาร้านชาอุ่นๆทาน...ไปคนเดียวเหรอคะ ไม่กล้าหรอกค่ะ เพราะยังมืดอยู่ ได้เด็กหญิงชาวเนปาลีตัวน้อยไปเป็นเพื่อน เด็กหญิงคนนี้มายืนเมียงมองดู "ป้า" ที่สวมถุงเท้ากับรองเท้าแตะ นั่งมองดูผู้คน เป้นที่แปลกตากระมัง...เธอจึงเมียงมองๆ จนเรากลายเป็นเพื่อนกันในเวลาอันสั้น

หลังชามื้อเช้าเราก็เดินชมตลาดสด...ซึ่งอยู่หน้าโรงแรมเพียง 5 ก้าว....งานนี้พูดได้ว่ามาถึงบักตะปูร์ จริ๊งจริง

ต้องเก็บกระเป๋าแล้วค่ะ 08.00 น. เราต้องเคลื่อนขบวนกันต่อ วันนี้เราจะไปเที่ยวที่เมืองปาตัน หรือ ละลิตปูร์ และที่เที่ยวในเมืองกาฐมัณฑุกัน