เราต่างหวังว่า ทั้งหมดจักเป็นแรงบันดาลใจให้แกล้วกล้า ให้เกิดความเพียรทนร่วมกันนำความเปลี่ยนแปลงสู่ท้องถิ่นยั่งยืนอย่างงอกงาม

 

 

เริ่มเดือนแรกของปี, ตั้งแต่วันที่ ๔ มกราคม ผมกับเพื่อนรุ่นน้องผู้ทำหน้าที่ประสานงาน “โครงการพัฒนา อบต./เทศบาล สู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”  มีโอกาสได้ตะลอนๆ ไปตามพื้นที่ในท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการฯ ไปภาคเหนือมาหนึ่งอาทิตย์ อีกอาทิตย์ถัดมาเดินทางอยู่ในเขตภาคกลาง ตะวันออกและตะวันตก เป้าทางต่อไปคือภาคอีสาน และภาคใต้   ทั้งเดือนมกราคมนี้ แผนเดินทางของเราต้องให้ครบทั้งสี่ภาคพื้นที่ประเทศไทย

 

          โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมีมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สสวช.) เป็นผู้ดำเนินการจัดการอบรม “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง”  มี อปท. ทั่วประเทศเข้าร่วม ๓๐๐ แห่ง แบ่งการดำเนินงานออกเป็น ๒ รุ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ในการดำเนินงานของรุ่นที่ ๒

 

          รูปแบบ เนื้อหา และกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดเป็นไปบนหมายหลักของยุทธศาสตร์พัฒนาสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ดังนั้นท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการจึงต้องดำเนินงานบนฐานยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง โดยมีแนวทางการพัฒนาในการสร้างคนให้เกิด “ความพอประมาณ” สร้างความรู้อย่างมีเหตุมีผล และสร้างระบบให้เกิดเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี รวมถึงใช้ยุทธวิธีที่เกิดขึ้นจริงตามบริบทของพื้นที่ และคณะทำงานต้องเป็นทีมยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ

 

          บุคคลที่เข้ารับการอบรม “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง”  คือ นายก อบต. นายกเทศมนตรี ปลัด อบต. ปลัดเทศบาล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และผู้นำชุมชน  ทั้งหมดนี้คือผู้เข้าร่วมในการปรับวิธีคิด กระบวนทัศน์การพัฒนาเพื่อนำไปสู่ความ “รอด พอเพียง มั่นคงอย่างยั่งยืน” ของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นชุมชน ของท้องถิ่นพัฒนาที่แท้จริง

 

          ยุทธวิธีสำคัญในการจัดการชุมชนท้องถิ่น คือ ร่วมสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้การพัฒนาที่ยั่งยืน  การใช้ “ประชาพิจัย” เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ไปสู่การสร้างและพัฒนายุทธศาสตร์ การจัดทำแผนแม่บทชุมชนเชิงยุทธศาสตร์ได้โดยท้องถิ่นเอง  และการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างชุมชน เพื่อให้เกิดเครือข่ายข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา การทำงานร่วมกันในด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ-การผลิตภาคเกษตรกรรม/อุตสาหกรรม/หัตถกรรม การบริโภค การตลาด การจัดการ  ด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ด้านกองทุนและสวัสดิการ ด้านสุขภาพ ฯ

 

          ดังนั้น บทบาทของผู้นำท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง จึงต้องเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ ต้องเป็นผู้เชื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้เกิดนวัตกรรม  และต้องเป็นผู้ประสานเครือข่าย ทำให้เกิดเครือข่ายคน เครือข่ายความรู้ เครือข่ายองค์กร เครือข่ายกับภายนอก กับองค์กรอื่นเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่น

 

          ที่เกริ่นกล่าวมานี้ คือกระบวนการดำเนินงานของโครงการฯ  ซึ่งมี รศ.ดร.เสรี พงค์พิศ ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สสวช.) เป็นผู้วางกรอบทางในการดำเนินงานเพื่อให้เกิด “ขบวนการเปลี่ยนแปลง” บนฐานคิดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นการสร้างพลังท้องถิ่นอย่างเป็นระบบเพื่อร่วมกันนำท้องถิ่นสยามประเทศไทยไปสู่ความอยู่รอดอย่างพอเพียง มั่นคงและยั่งยืน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

          ผมกับเพื่อนรุ่นน้อง เราสองคนร่วมตะลอนๆ กันไปในพื้นที่แต่ละท้องถิ่นโดยรถประจำทางจากจังหวัดหนึ่งสู่อีกจังหวัดหนึ่ง พอถึงในแต่ละจังหวัดก็มีผู้ประสานงานจังหวัดนั้นๆ มารับไปสู่ท้องถิ่นเป้าหมาย   เราพบปะพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ คุยกันอย่างพี่น้องคนไทย เพื่อนร่วมงาน  ทั้งสามฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่ สสวช. ผปส.จังหวัด และผู้นำการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น จากต่างฝ่าย ต่างคนยังไม่แน่ชัดว่า เราจักเดินกันอย่างไร ปัญหาท้องถิ่น ปัญหาองค์กร ปัญหาหลากอย่างเราจักจัดการอย่างไร  พูดคุยกันไปๆ เริ่มเห็นต้นทาง  เพราะเราได้ทบทวนองค์ความรู้ ทบทวนปัญหา วิธีการ กระบวนการ ฯ  ที่สำคัญเราได้ปรับฐานคิดที่สืบต่อมาจากความรู้ที่ได้สั่งสมมาร่วมกัน  การก่อเกิดของทางจึงเริ่มที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน การก่อเกิดแรงหวังจึงเป็นพลัง

 

          เราต่างหวังว่า  ทั้งหมดจักเป็นแรงบันดาลใจให้แกล้วกล้า ให้เกิดความเพียรทนร่วมกันนำความเปลี่ยนแปลงสู่ท้องถิ่นยั่งยืนอย่างงอกงาม