เพราะเหตุใดเราจึงรัก
เชื่อเหลือเกินว่า คนเราร้อยทั้งร้อยต้องเคยรู้สึกว่าชีวิตนี้ยังขาดอะไรบางสิ่งบางอย่างไป และกำลังรอคอยอะไรสักอย่างมาเติมให้เต็มแต่ก็ตอบไม่ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
รู้ไหมว่า สิ่งที่เรารอคอย แท้จริงแล้วก็คือ “ความรัก” นั่นเอง เพราะ “รัก”เท่านั้นที่จะสามารถเติมชีวิตที่พร่องนี้ให้เต้มขึ้นได้
ดังตฤณ กล่าวไว้ใน รักแท้มีจริง ผลงานเล่มล่าสุดของเขาว่า เหตุที่คนเราทุกคนแสวงหาความรัก ก็เนื่องจากการมีคู่เป็นสัญชาตญาณของสัตว์ที่มีเพศ “ถ้าเอาร่างกายชายหญิงมาอยู่ใกล้กันความดึงดูดทางเพศจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครบงการ เพราะกายเป็นวัตถุทางเพศโดยตัวเอง มีพลังขับดันทางเพศในตนเอง ทำให้คุณเกิดสัญชาตญาณทางเพศเองโดยไม่ต้องเรียนรู้จากไหน ราวกับร่างกายเป็นวัตุส่งพลังดึงดูดถึงกันได้
“ความเป็นเพศหนึ่งๆนั่นแหละคือทีมาของความรู้สึกขาดต้องการคู่ประกบ ต้องการส่วนเติมเต็มที่หายไปของเพศตน”
“หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีเพศ ก็ขอให้ทราบว่า นับจากตรงนั้นแหละที่ตัวคุณถูกออกแบบให้เหงา และความเหงาจะเป็นตัวการบีบให้คุณคิดถึงการแสวงหาคู่”
คนเราจึงมักทำตามสัญชาตญาณที่จะเลือกคู่โดยไม่รู้ตัวด้วยการดูความสามารถในการสืบพันธุ์ และถ่ายทอดสายพันธุ์ที่ดีสู่ลูกหลานเป็นหลัก เช่น ผู้ที่มีโครงสร้างสมส่วนและสมดุลซ้ายขวามักจะเป็นที่ต้องตาเพศตรงข้ามมากกว่า เพราะนั่นสื่อถึงสายพันธุ์ที่สมบูรณ์ ปราศจากข้อบกพร่อง ในขณะที่ฝ่ายชายมักจะมองหาผู้หญิงที่มีส่วนโค้งส่วนเว้าชัดเจน เพราะนั่นแสดงถึงสุขภาพและการเป็นแม่พันธุ์ที่ดี กล่าวอย่างง่ายๆก็คือ คนเรามักจะเลือกคู่โดยดูว่าเราต้องการเห็นลูกหลานของเราออกมาเป็นอย่างไรนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การแสวงหาความรักนั้นก็ไม่ได้หมายถึงการแสวงหาคู่เพื่อการสืบทอดเผ่าพันธุ์เพียงอย่างเดียว
เขมานันทภิกขุ กล่าวไว้หนังสือ ชีวิตกับความรักว่า เหตุที่คนเราต้องแสวงหาความรักก็เพราะความรักเป็นกับดักที่ธรรมชาติวางไว้ เพื่อให้บุคคลได้ลิ้มรสแห่งความสุขของพระนิพพาน “เมื่อบุคคลสัมผัสกับความรักเข้า จะรู้สึกถึงความลิงโลดในใจของเขาความวิตกกังวลในชีวิตดูเหมือนจะปลาสนาการไปสิ้น ความเศร้า ความโศกซึมจะไม่มี ความว้าเหว่จะไม่เหลือ
“ความรัก จึงเป็นสินค้าตัวอย่างที่พระธรรมเจ้า หรือพระธรรมชาติ ได้วางไว้สำหรับดักเราไม่ให้พลาดจากการได้ชิมรสแห่งพระธรรมและพระนิพพานผ่านทางความรักนั่นเอง”
“ความรัก”จึงเป็นสินค้าตัวอย่างของพระธรรมด้วยเหตุนี้
ความร้ายของความรัก
รู้ไหมว่า ความรักทำร้ายสมองได้มากพอๆกับยาเสพติด
เมื่อคนเรากำลังอยู่ในห้วงรักนั้น ภาพสแกนสมองของเราจะมีลักษณะไม่ต่างไปจากภาพสแกนสมองของผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางจิต!
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีคำกล่าวว่า “ความรักทำให้คนตาบอด” “เมาเหล้าหรือจะร้ายเท่าเมารัก” เพราะอิทธิพลของความรักต่อคลื่นสมองของเรานั้นไม่ต่างอะไรกับอิทธิพลของเหล้าและยาเสพติดเลยแม้แต่น้อย
นอกจากนั้น แอนเดรอัส บาร์เทลส์(Andreas Bartels) และ ซีเมียร์ เซกิ(Semir Zeki) นักวิจัยภาพสแกนสมอง ยังกล่าวด้วยว่า ความรักจะปิดสวิตช์ระบบการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเชิงลบ การตัดสินคนในแง่ลบ การลงโทษ ทำให้ความสามารถในการตัดสินใจของเราแย่ลง ในขณะที่ความใคร่จะเพิ่มมากขึ้น
ดังตฤณกล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้คนเราโง่เรื่องความรัก ก็ไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่ากาม สิ่งที่ทำให้คนเรา ติดกับ ตั้งแต่เริ่มต้นนั้นนอกจากความงามแห่งรูปแล้ว ก็เห็นจะได้แก่ความ ดูดีไปหมด หรือคุณสมบัติที่ถูกใจ อะไรๆแบบที่เคยอยากได้มารวมอยู่ในเขาหรือเธอ
“ในโลกความจริง อะไรที่ดูดี ดูเกินๆจริงนั้น มักเป็น กับดัก มากกว่า รางวัล คุณหลงดีใจว่าตะครุบรางวัล แต่ที่สุดอาจต้องแหกปากร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อพบในภายหลังว่าที่แท้มันเป็นเพียงกับดัก!”
ดร.โรเบิร์ต เอ็ปสไตน์(Robert Epstein) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แซนดีเอโก กล่าวว่า “ความรักเป็นเพียงเรื่องเดียวในชีวิตที่คนส่วนมากปล่อยให้เป็นไปตายถากรรม” ในขณะที่เราวางแผนการศึกษาของเรา อาชีพการงานของเรา การเงินของเรา แม้กระทั่งการเกษียณอายุของเรา แต่เรากลับรู้สึกไม่แน่ใจว่าเราควรที่จะวางแผนชีวิตรักของเราด้วยหรือไม่
“เรามักจะเชื่อมั่นว่าข้างนอกนั้นต้องมี ใครสักคน ที่เกิดมาเพื่อเราและวันหนึ่งเราจะพบเขาหรือเธอ แล้วเราก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป ความเชื่อเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง
“ดังนั้น หากคุณตกหลุมรักใครในทันทีทันใด เพราะเห็นว่าเขาช่างตรงสเป็คคุณไปเสียทุกเรื่องนั้น ขอให้รู้ไว้เถอะว่า คุณไม่ได้กำลังรักเขาหรอก แต่คุณกำลังตกหลุม ‘ความรัก’ ต่างหาก”
ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์
เมื่อเห็นข้อเสียของความรักแล้ว ดูเหมือนว่าคำกล่าวที่ว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์”จะเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย
แต่หาก “ความรัก”เป็นสินค้าตัวอย่างของพระธรรมจริง แล้วเพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์”เล่า
เขมานันทภิกขุกล่าวว่า “คำพูดที่ว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ นั้นไม่จริง พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนี้” แต่ที่ใดมีความรัก ที่นั่นมีสันติ และที่ใดมีทุกข์ ที่นั่นจะมีความรักที่แท้จริง คือความเมตตาสงสาร
“ส่วน ‘ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์’นั้น ต้องหมายถึงรักด้วยอำนาจของราคะ หรือรักด้วยอวิชชา(ความไม่รู้จริง)เท่านั้น”
ว.วชิรเมธีให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หนังสือ รักแท้ คือกรุณาว่า “เมื่อถูกพูดขึ้นมา บริบทของคำว่าความรักกับความทุกข์หรือความรักคือความทุกข์ มักจะเป็นบริบทของความรักในเชิงชู้สาวเสียมากกว่า
“ในทรรศนะของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ‘ทุกๆความยึดติดถือมั่นมีค่าเป็นความทุกข์อยู่เสมอ’ (ดังนั้น) ความรัก(จึง)เป็นต้นธารของความทุกข์ ขณะเดียวกันเมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็เป็นประตูของความสุขด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องเพราะ ‘รักแท้ คือกรุณา’ รักแท้มาเมื่อไหร่ ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และการเป็นผู้ให้ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น”
รักแท้คืออะไรและรักอย่างไรให้ฉลาด
เขมานันทภิกขุกล่าวว่า “รักแท้ไม่ใช่ความถูกใจ แต่คือความถูกต้อง”
ถูกต้องในที่นี้หมายถึง ถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมชาตินั่นเอง
ดังนั้น ผู้ที่ใคร่จะมีความรักจึงต้องคำนึงถึงสิ่งที่ Secret ขอสรุปและเรียกว่า “ความจริงแห่งรักแท้ 9 ประการ" ดังต่อไปนี้
ความจริงประการที่ 1 ความรักนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดความรัก หมายความว่าชีวิตของเรากำลังถูกกำหนดให้เปลี่ยนแปลงไป เพราะความรักอาจหมายถึงการเปลี่ยนสถานะจากการอยู่เดี่ยวๆมาเป็นการอยู่ร่วมกันเป็นคู่ ดังนั้นก่อนมีความรักเราจึงต้องถามตัวเองก่อนว่า “เราพร้อมที่จะรับผิดชอบซึ่งกันและกันแล้วหรือยัง” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “เราเอาตัวเองรอดได้ดีพอที่จะแบกภาระของอีกคนหนึ่งขึ้นบ่าไปพร้อมๆกันแล้วหรือ”
ดังตฤณกล่าวว่า “คนคนหนึ่งคือบ่อเกิดของเหตุการณ์ นั่นหมายความว่า เมื่อคุณคบกับคนคนหนึ่ง ก็คือการเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่คนคนนั้นสร้างไว้ และกำลังจะสร้างขึ้น
“เฝ้ามองเหตุการณ์เหล่านั้นให้ชัด แล้วค่อยถามตัวเองว่าใจของคุณเข้ากับเหตุการณ์เหล่านั้นได้ไหม (เพราะ)การเลือกคบคนแบบใด ก็เท่ากับเลือกใจแบบนั้นด้วย”
ความจริงประการที่ 2 ความรักที่แท้จริงจะต้องไม่ใช่การตักตวงรสอร่อยทางเนื้อหนังจากกันและกัน แต่หมายถึงการกระทำเรื่องกามอย่างประณีตและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เพื่อให้เกิดความปิติซาบซึ้งมากพอที่จะทำให้รู้สึก “พอ” และ “ผ่าน” เรื่องทางกามไปได้อย่างรวดเร็วที่สุดเท่านั้น
ความจริงประการที่ 3 รักแท้จะต้องไม่หมายถึงการพร่องอยู่ข้างใน เพื่อจะหาตัวบุคคลอี่นมาเติมให้เต็ม แต่รักแท้ต้องหมายถึงความเต็มเปี่ยมที่ล้นออกไปสู่ผู้อื่นเท่านั้น ดังนั้นความรักจึงหมายถึง การให้ ไม่ใช่การเรียกร้องเลยแม้แต่น้อย
ฐิตินาถ ณ พัทลุง กล่าวไว้ใน เข็มทิศชีวิต ผลงานชิ้นแรกที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าของเธอว่า “มนุษย์ต้องการความรัก ความรักทำให้เรามีความสุข แต่การรักไม่เป็นก็ทำให้มีความทุกข์ ตัวปัญหาก็คือตัวเดิม คือใจของเราที่มีความอยากให้สิ่งต่างๆเป็นอย่างใจเรานั่นเอง
“เมื่อไรที่เรารักคนด้วยใจที่มีหลุม เราทำทุกอย่างให้เขา เพราะต้องการการสนองตอบมาเติมหลุมในใจเรา เป็นความรักที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง ใช้กิเลสของเราเป็นตัววัด เมื่อไรที่การตอบสนองของเขาไม่ได้อย่างใจเรา อย่างที่ความโหยหาในใจเราต้องการ เราก็น้อยใจ หงุดหงิด ขุ่นเคือง หนักเข้าก็แสดงออกเป็นการกระทำคำพูดที่ไม่เอื้อให้ชีวิตรักของเรางอกงามเลย”
ความจริงประการที่ 4 รักแท้ไม่ใช่การมีอีกฝ่ายไว้เพื่อเสริมตัวตนของเราให้ยิ่งใหญ่ขึ้น และไม่ใช่การรักตัวเองโดยขอยืมมือของอีกฝ่ายสนับสนุน หากแต่ความรักที่แท้จริงนั้นจะต้องหมายถึงการลด ”ตัวกู ของกู”ลงอย่างฉับพลัน เพื่อรักผู้อื่นอย่างปราศจากเงื่อนไขเท่านั้น
ความจริงประการที่ 5 รักแท้ไม่มีที่ว่างให้กับความหยิ่งถือศักดิ์ศรี ติช นัท ฮันห์ กล่าวไว้ในหนังสือ รักแท้ว่า “ทุกครั้งที่เธอทุกข์เธอต้องไปหาคนที่ทำให้เธอเป็นทุกข์ แล้วขอให้เขาช่วย นั่นคือรักแท้ อย่าปล่อยให้การถือเกียรติถือศักดิ์ศรีมากางกั้นเธอออกจากกัน ถ้าเธอคิดว่าความรักที่เธอมีให้คนคนนี้คือรักแท้แล้วละก็ เธอต้องเอาชนะศักดิ์ศรีในตนเอง และต้องเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อนเสมอ นี่เป็นอะไรที่ตรงๆง่ายๆ แต่ทำยากอยู่สักหน่อย”
ความจริงประการที่ 6 รักแท้คือการหมั่นพัฒนาตนด้วยความบากบั่นอยู่เสมอ เพื่อรักษาระดับของธรรม 4 ประการอันได้แก่ ศรัทธา คือ ความเลื่อมใสในชีวิตที่ดีงาม ศีล คือ ความประพฤติอันใสสะอาด จาคะ คือ ความเสียสละ ไม่เอารัดเอาเปรียบ และ ปัญญา คือ ความรู้ผิดชอบชั่วดี ตามความเป็นจริง ให้สมดุลกันอันจะเป็นเครื่องรักษาชีวิตรักให้ราบรื่นอยู่เสมอ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ความรักที่แท้จริงต้องเป็นดั่งความสัมพันธ์ระหว่างดอกอุบลกับน้ำ คือ น้ำลึกเท่าใด สายบัวก็ต้องมีส่วนสูงขึ้นเท่านั้น”
ความจริงประการที่ 7 รักแท้คือการอยู่กับปัจจุบัน โดยปล่อยวางอดีต และไม่คาดหวังอนาคต ด้วยเหตุนี้รักแท้จึงไร้กาลเวลา ดังที่ปราชญ์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “ขณะที่อยู่ในความรัก กาละจะไม่ปรากฏ”
ความจริงประการที่ 8 รักแท้ไม่ได้หมายถึงการมีความสุขตลอดการ แต่หมายถึงการร่วมสุขร่วมทุกข์กันตลอดไป ติช นัท ฮันห์ กล่าวว่า “เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ความรักคือการอยู่ตรงนั้นอย่างเต็มเปี่ยม อย่างแท้จริง ของขวัญล้ำค่าที่สุดที่เธอสามารถมอบให้คนที่เธอรักคือ การอยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริงกับคนที่เธอรัก ด้วยภาวะที่เปี่ยมสติ เปี่ยมสมาธิ แล้วจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเขา พร้อมกับเปล่งคำวิเศษว่า ‘ที่รัก ฉันอยู่นี่เพื่อเธอ’”
ความจริงประการที่ 9 รักแท้คือการปลดปล่อยซึ่งกันและกันสู่อิสรภาพ ที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมต้องมีการพลัดพรากเป็นธรรมดาด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ความรักทำให้เกิดความโศก ความรักทำให้เกิดความกลัว(ที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก)”
รักแท้จึงไม่ใช่การรักเพื่อติดยึดและดึงใครหรืออะไรมาเป็นของตน แต่เป็นการเดินทางร่วมกันโดย”ให้รักเป็นเพียงลมผ่านระหว่างกัน”ดังที่กวีท่านหนึ่งกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “ขอให้คู่รักทั้งหลายเป็นเหมือนสายพิณที่อยู่คนละสาย แต่เมื่อบรรเลงแล้วเป็นเพลงเดียวกันอย่างไพเราะเพราะพริ้ง”
ความจริงแห่งรักแท้ข้อสุดท้ายจึงน่าจะหมายถึงการเรียนรู้ธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของความรักไปพร้อมๆกัน โดยมี “ธรรมะ”เป็นสายสัมพันธ์ที่จะผูกพันคนสองคนเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อที่ว่าวันหนึ่งจะได้ใช้ธรรมะเป็นเครึ่องปลดเปลึ้องชีวิตไปสู่อิสรภาพอย่างแท้จริง
ขอบคุณมากค่ะ ที่นำข้อมูลเรื่องความรัก มาให้อ่าน ดีค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณหาดทรายขาว
“รักแท้ไม่ใช่ความถูกใจ แต่คือความถูกต้อง”
แหม.... คารมดีจริงๆนะคะท่าน
มา ลปรร. กันดีกว่าค่ะ
ว่าด้วยความรักและคู่รัก
คนโง่กระหายคู่
เวลาอยู่คนเดียวจึงไม่เป็นสุข
ต้องดิ้นรนไปพึ่งพาอาศัยผู้อื่นเสมอ
.......................................................................
คนฉลาด ปฏิเสธคู่
จึงเป็นสุขเมื่ออยู่คนเดียวและเป็นทุกข์เมื่ออยู่กับคนอื่น
และหากยังต้องพึ่งพิง ก็ยิ่งระทมและขมขื่น
.......................................................................
คนเจ้าปัญญา ไม่แสวงหา แต่ก็ไม่ปฏิเสธ คู่ที่พึงมี
หากมีคู่ก็ประคับประคองกันไปสู่ชีวิตที่สูงส่งขึ้นทั้งคู่
จึงอยู่คนเดียวก็ได้เป็นสุขดี อยู่กับคู่ก็ดีเป็นสุขได้
..........................................................................
ถึงเลือกว่า จะเป็นคนโง่ คนฉลาด คนเจ้าปัญญา ก็หนีไม่พ้นเพราะ แฝงอยู่ในตัวคนเดียวกัน ฮา.....
ที่มา หนังสือ "คนโง่ คนฉลาด คนเจ้าปัญญา"
สวัสดีครับ คุณครูอ้อย
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมบันทึกครับ บทความนี้ผมอ่านเจอในนิตยสาร ซีเคร็ต เห็นว่ามีประโยชน์ดีเลยนำมาเผยแพร่ต่อนะครับ
สวัสดีครับ คุณครูจิ๋ว
“รักแท้ไม่ใช่ความถูกใจ แต่คือความถูกต้อง” ไม่ใช่คารมของผมครับแต่เป็นของท่าน "เขมานันทภิกขุ " ซึ่งตัวกระผมเองก็ยังปฏิบัติไม่ได้เลยครับ บางครั้งก็ยังมีกิเลสครอบงำจิตใจ เปรียบไปตัวผมเองก็ยังเป็นคนโง่ตามบทความของคุณครูจิ๋วอยู่เลยครับ
สวัสดีค่ะ คุณทรายขาว ขอบคุณบทความดีๆด้วยนะคะ ในส่วนตัวแล้ว รักแท้ คือ การให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน ค่ะ จึงจะทำให้เรามีความสุข เพราะทุกวันนี้ ดิฉันก็ให้ความรักกับครอบครัวแบบนี้ ทุกวัน ค่ะ <div style=";"></div>