หากท่านไม่เครียด ใจสบาย ร่างกายของท่านก็พร้อมและสามารถเยียวยาตนเองได้ค่ะ สู้ ๆนะคะ

วันนี้ตอนนั่ง ๆ อยู่กับครูท่านมองเห็นแผลที่ขาของหนูท่านเอ่ยขึ้นว่า

“หายดีแล้วนี่”

หนูตอบว่า "ค่ะ"

"ไม่ได้ใช้ยา แอนตี้ไบโอติกเลยใช่ไหม”

“ค่ะ”

“ดี ๆ งั้นเขียนบันทึกด้วย จะได้เป็นการพิสูจน์ว่า การแผ่เมตตาและธรรมชาติบำบัดช่วยเยียวยาได้”

หนูรู้สึกงง ๆ เพราะมีความคิดขึ้นมาว่า

 “หนูเคยเขียนแล้วค่ะ (หนูนึกถึงบันทึกนี้ค่ะได้เรียนรู้อะไรจากแผลที่ขา)” 

ครูบอกว่า “เออ เห็นแล้ว แต่เราก็ให้เขียนอีก มันเป็นประโยชน์”

 

หนูมานั่งทบทวนในตนเองว่า อืม กระบวนการเจ็บป่วยตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง (ถ้าอยากรู้ละเอียดหนูเคยเล่าบางส่วนในบันทึกนี้ค่ะ ได้เรียนรู้อะไรจากแผลที่ขา)

 

 

      ถ่ายเมื่อ 4 ธันวาคม 52                        ถ่ายเมื่อ 7 ธันวาคม 52

 

อืม ครั้งแรกที่เห็นเหมือนกับเป็นแผลเล็ก ๆ เหมือนยุงกัด แต่นาน ๆ ไป เริ่มแดงร้อนขยายขนาด จากแค่เจ็บ ๆ คัน ๆ มันกลายเป็นเปื่อยปวดแสบปวดร้อน และแผลก็แดงและมีขนาดใหญ่มากขึ้น หนูยังไม่ได้ใช้ยาอะไร ปรึกษาครู ท่านเมตตาบอกหนูว่า

 “ก็ภาวนาแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรและเชื้อโรค”

อาการดูจะยังลุกลามอยู่

ครูแนะให้ใช้ธรรมชาติบำบัดคือ อดอาหาร แล้วท่านก็อดร่วมกันกับหนูด้วย พี่ชายหนูที่ท่านบวชอยู่ ครูให้เรียนท่านว่า “ช่วยแผ่เมตตาให้หนูด้วย” โดยไม่ได้นัดหมายท่านก็อดอาหารภาวนาช่วยหนูอีกคน  หนูอดได้เพียงวันครึ่ง หลวงพี่อด 2 วัน ครูอด 4 วัน ด้วยความเมตตาของผู้มีพระคุณของหนู

ช่วงหนูอดอาหารแผลเริ่มแห้งตกสะเก็ด แต่หนูก็รู้สึกคัน แล้วมีโอกาสเดินทางไปหาครู ท่านถามว่าเป็นไง หนูบอกว่าแผลเริ่มดีขึ้นแล้วค่ะ แต่หนูก็ยังคัน หนูพยายามอดทน แต่ด้วยที่บริเวณที่เป็นแผลเป็นจุดที่พับของขา ลักษณะการลามของ 2 จุด วงขนาดของแผลเท่า ๆ กัน หนูนั่งขัดสมาธิ บ่อยครั้งที่รู้สึกได้ว่า น้ำเหลืองไหลจากแผลติดกางเกง ได้แต่ดูไปเรื่อย ๆ ค่ะ

สองอาทิตย์ผ่านไป แผลก็หายแห้งสนิท จริง ๆจะว่าไปแผล เริ่มแห้งตั้งแต่อาทิตย์แรกค่ะ หนูมานั่งทบทวนในตนเอง

 

ถ่ายเมื่อ 21 ธันวาคม 52

อืม ถ้าสมมุติว่าหนูกิน ยาปฏิชีวนะ หนูก็ต้องกินจนครบ คอร์สคือ 14 วัน
โอ้วิธีนี้แผลก็หาย ภายใน 14 วัน น่าทึ่งทีเดียวค่ะ แห้งตั้งแตอาทิตย์แรก อาทิตย์ที่สองก็หายสนิท อืม

หลังจากนั้นมีงานแข่งกีฬาหนูใส่กางเกงกีฬาขาสั้น พี่ท่านหนึ่งทักอย่างห่วงใยว่า "ขาเป็นอะไร"

หนูตอบว่า "ไม่ทราบค่ะ อยู่ดี ๆ มันก็เปื่อย เปื่อยแล้วก็หาย หายแล้วก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ"

 ท่านถามอีกว่า “แบบนี้ก็เป็นแผลเป็นซิ”

หนูยิ้มให้ท่านแล้วก็บอกว่า “ก็ถูกแล้วนี่ค่ะ เคยมีแผลก็ต้องมีร่องรอยเป็นธรรมดา”

 

 

ถ่ายเมื่อ 10 มกราคม 2553

 

ในความเป็นเภสัชกรของพี่ที่ถาม ท่านก็พยายามจะเสนอยาที่ลดรอยแผล ต่าง ๆ ให้ รู้สึกขอบพระคุณท่านมาก แล้วท่านก็เหมือนนึกขึ้นมาได้

"เธอก็เป็นเภสัชนี่นา ก็น่าจะหายารักษาเองได้" 

หนูยิ้มแล้วก็บอกท่านว่า แล้วแต่เขาจะเป็นไปค่ะ

 

การเป็นแผลครั้งนี้หนูได้เรียนรู้ว่า

ร่างกายเราสามารถเยียวยาตนเองได้

หากใส่ใจการบริโภคอาหารอย่างจริงจัง

 และการแผ่เมตตา ก็ช่วยให้ใจหนูสบายไม่เครียด

ทำให้แผลหายเร็วขึ้น

ถ้าเทียบกันจริง ๆ หายเท่า ๆ กับการกินยาปฏิชีวนะ

อืม ไม่แน่เหมือนกันนะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ใช้ยาปฏิชีวนะกันเกลื่อน 14 วันอาจจะยังไม่หายก็ได้ เพราะถ้าหนูกินยา หนูคงใส่ใจในธรรมชาติบำบัดหรือ อาหารน้อยลง อืม อีกอย่างที่หนูทำเพิ่มขึ้นมาก็คือ การ Detox ด้วยกาแฟ ค่ะ จากที่ทำมาทั้งหมด ก็ทำให้แผลหายสนิท ดังรูปสองรูปสุดท้ายนี่แหละค่ะ

 

เอามาเทียบกันชัด ๆ

 

 

เป็นกำลังใจให้คนที่เจ็บป่วยนะค่ะ

(^_^)  หากท่านไม่เครียด ใจสบาย ร่างกายของท่านก็พร้อมและสามารถเยียวยาตนเองได้ค่ะ สู้ ๆนะคะ