หลังจากกลับจาก กทม. รอบนี้ผมกลายเป็นโรคกลัวโทรศัพท์เอาซะงั้นยิ่งเบอร์ไม่ขึ้นชื่อไม่รับเลยครับ เพราะ ๒-๓ วันมานี้มีคนติดต่อมาเยอะมากครับติดต่อเรื่องนั้นเรื่องนี้โครงการการนั้นโครงการนี้ คำตอบของผมคือประโยคปฏิเสธแบบไม่จำเป็นต้องขึ้นต้นว่า "ไม่" ให้เสียความรู้สึกกันครับ

  • ทาบทามแรกเป็นการติดต่อเป็นวิทยากรร่วมกับท่านรองอธิการวิชาการใจจริงงานนี้ผมตั้งใจจะเข้าร่วมอยู่แล้วแต่ทางผู้จัดจะให้เป็นวิทยากรด้วยเมื่อวานโทรมาทาบทามผมเลยปฏิเสธไปพร้อมเหตุผลที่ทางผู้จัดรับได้ อัลฮัมดุลิลละฮฺ (รอดไปอีกหนึ่ง) แต่มีข้อแม้ว่าไงก็อย่าลืมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนกันให้ได้ อิอิ (ไม่อยากรับปากครับ)
  • วันนี้มีการติดต่อผ่าน Face book บอกว่าอยากเรียนปรึกษาอาจารย์ได้ยินชื่อมานานแล้วและอยากทำงานร่วมกับอาจารย์ เอาแล้ว งง กับตัวเองครับเพราะคนที่ติดต่อมาเท่าที่ผมทราบท่านเชี่ยวชาญงานวิจัยมากกว่าผมครับแล้วอีกอย่างท่านสำเร็จการศึกษาสายนี้ด้วยซ้ำ คุยไปคุยมาก็ได้เข้าใจเจตนารมณ์ของอาจารย์ท่านครับ คือ ท่านสนใจทำงานวิจัยของ สทศ. ผมเลยถึงบางอ้อ...ก็เรียนท่านไปว่า ผมสนับสนุนให้ทำครับเพราะที่ผ่านมาทาง สทศ. ทำงานอย่างสบายใจมากครับไม่ยุ่งยาก ก็เลยบอกเหตุผลท่านไป(ปฏิเสธ) โดยใช้เหตุผลเดิมเหมือนคนแรกครับ
  • เมื่อตะกี้เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากรุ่นน้องที่ไปเรียนต่อ ป.โท ที่ UM โทรมาคุยเรื่องวิจัยผมก็ปฏิเสธไปครับด้วยเหตุผลเดิมๆ

       สุดท้ายอยากจะบอกครับว่า...บางครั้งการปฏิเสธด้วยเหตุและผลอย่างที่ควรจะเป็นด้วยใจจริงโดยไม่จำเป็นต้องใช้ประโยคว่า "ไม่ หรือ ไม่ครับ" ขึ้นต้นก็สามารถรักษามิตรภาพให้คงอยู่ได้ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกปฏิเสธแบบใด และที่สำคัญการปฏิเสธในรอบนี้ทำให้ผมได้รู้จักมิตรภาพและสร้างเครือข่ายแห่งการเรียนรู้เพิ่มขึ้นครับ ไว้ให้ผมเรียนจบอินชาอัลลอฮฺ(หากพระเจ้าทรงประสงค์) ผมจะสร้างความสัมพันธ์ใหม่โดยใช้เหตุผลของการปฏิเสธ ณ วันนี้บอกความต้องการของผม และเมื่อถึงวันนั้นผมเชื่อว่า "เราคงได้ร่วมงานกันครับ" เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ปฏิเสธไปร้อยเปอร์เซนต์หรอกครับเพราะบอกเขาไปว่า "ยินดีให้คำปรึกษาและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้" แต่ถ้าให้ทำขอไว้โอกาสหน้าดีกว่าครับ ดูดีไหม๊ครับ อิอิ

    ขอให้ทุกบททดสอบผ่านพ้นด้วยเถิด...