แนวคิดการบริหารนำไปสู่ความเป็นเลิศ

การบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ มีหลักการ แนวคิด ทฤษฏี 

                                การจัดการศึกษาของชาติ มีความมุ่งหมายเพื่อให้คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  เป็นคนดี มีความสามารถ และมีความสุข การดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีพลังและมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจ และให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ให้มีการจัดระบบโครงสร้าง และกระบวนการบริหารจัดการให้มีเอกภาพด้านโยบาย และมีความหลากหลายในทางปฏิบัติ มีการกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ตามมาตรา 39 ทั้งด้านวิชาการ   งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และงานบริหารทั่วไป อันจะก่อให้เกิดความคล่องตัว มีอิสระด้านการบริหารจัดการ ในระดับปฏิบัติการโดยเฉพาะการใช้ฐานโรงเรียน (School Based) เป็นหน่วยสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

                สถานศึกษานับเป็นหน่วยขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาที่สำคัญโดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นแกนนำพาจัดการศึกษา เนื่องจากเป็นผู้ที่มีภาระรับผิดชอบในการบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม สามารถจัดกิจกรรมทางการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ  ทั้งนี้ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ทักษะและคุณลักษณะที่เป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา ในการส่งเสริม สนับสนุนผลักดัน กระตุ้นและจัดการให้ครู นักเรียนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมาย หรือเป็นการรับผิดชอบภาระงาน และใช้ความสามารถที่เหมาะสมสอดคล้องกับบทบาทที่ปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่นกว่าผู้อื่น ซึ่งเรียกว่า สมรรถนะ(Competency) นั่นเอง

                ในปัจจุบันการปฏิบัติงานในสถานศึกษาเน้นให้สมาชิกเป็นส่วนหนึ่งของทีม และสายการบริหารนิยมแบบราบมากกว่าเป็นแบบปิรามิด ตลอดจนการแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้บริหารและครูผู้สอนโดยยึดกิจกรรมที่ดำเนินการกับผู้เรียนเป็นสำคัญ จะสามารถช่วยให้การทำงานบังเกิดผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ( สำนักงานทดสอบทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.  2545:10- 13 ) จึงมีความจำเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการคุณภาพและสนับสนุนการพัฒนา ปรับปรุงสิ่งต่างๆอย่างต่อเนื่อง หรืออาจกล่าวได้ว่าสมรรถนะนั้นเป็นอาวุธสำคัญคู่กายที่มีอยู่ในตัวตนของผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ อันจะนำไปสู่ความสำเร็จได้  แนวความคิดเรื่องสมรรถนะ ( Competency ) จึงเข้ามามีบทบาทและถูกนำมาใช้ ในการจัดการสถานศึกษาศึกษาอย่างเป็น

รูปธรรมมากขึ้น เหตุเพราะการกำหนดสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องกำหนดให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของหน่วยงาน อีกทั้งยังนำหลักการแนวคิด มาใช้ในกระบวนงานด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในหลายมิติ (อาภร ภู่วิทยพันธุ์ . 2548 : คำนำ ) ผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่และที่ซ่อนเร้นอยู่มาบริหารจัดการการศึกษาและภาระงานที่รับผิดชอบอยู่ให้บังเกิดผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ยิ่งขึ้น

ในการบริหารงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรใด  ยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับการบริหารงาน เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศ  จึงขอยกตัวอย่างของนักทฤษฎี เพื่อมาประกอบการศึกษา Luther  Gulick   เป็นการจัดโครงสร้างของการประสานงานระหว่างหน่วยงานย่อย  ๆ  ของงานที่ถูกแบ่งออกมาจากกิจกรรมหนึ่ง ๆ  โดย     ได้กล่าวเกี่ยวกับการแบ่งงานกันทำว่า “ทำไมต้องมีการแบ่งงาน” เพราะว่าแต่ละคนมีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน  มีความสามารถทางด้านร่างกาย   ความเชี่ยวชาญ   ความคล่องแคล่ว  ความชำนาญ  เพราะคนบางคนไม่สามารถที่จะทำงานสองที่หรือสองอย่าง ได้ในเวลาเดียวกันได้  และอีกอย่างก็เพราะคนนั้นมีขอบเขตของความรู้และทักษะที่มีมากมายมหาศาลและคนก็ไม่มีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  อาจเป็นเพราะคนมีอุปนิสัยและเวลา ที่ต่างกัน  และนักทฤษฎีอีกท่าน McGregor’s :  Theory X  and Theory  Y      Douglas McGregor  เป็นนักจิตสังคมชาวอเมริกา  ซึ่งทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องกับทฤษฎีแรงจูงใจและทฤษฎีความต้องการขั้นพื้นฐานของมาสโลว์  ซึ่ง McGregor  มีความเห็นว่า การทำงานกับคนจะต้องคำนึงถึง   ธรรมชาติของมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์ คือ มนุษย์มีความต้องการพื้นฐาน  และต้องการแรงจูงใจ ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพจะต้องให้สิ่งที่ผู้ตามหรือผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการจึงจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความศรัทธา  และกระตือรือร้นช่วยกันปฏิบัติงานให้บรรลุจุดมุ่งหมาย

     Theory X   พื้นฐานของคน คือ ไม่ชอบทำงาน พื้นฐานคนขี้เกียจ  อยากได้เงิน  อยากสบาย เพราะฉะนั้นบุคคลกลุ่มนี้จำเป็นต้องคอยควบคุมตลอดเวลา  และต้องมีการลงโทษมีกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

                  Theory  Y  เป็นกลุ่มที่มองในแง่ดี  มีความตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบ เต็มใจทำงาน  มีการเรียนรู้  มีการพัฒนาตนเอง  พัฒนางาน  มีความคิดสร้างสรรค์  และมีศักยภาพในตนเอง

ทฤษฏีองค์กรแต่ละยุค

                 ระยะแรกของการศึกษาภาวะผู้นำ เริ่มใน ปี ค.ศ.1940 แนวคิดมาจากทฤษฏี มหาบุรุษ (Greatman Theory of Leadership) ของกรีกและโรมันโบราณ มีความเชื่อว่า ภาวะผู้นำเกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ โดยกำเนิด (Bom leader)  ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สามารถพัฒนาขึ้นได้ ลักษณะผู้นำที่ดีและมีประสิทธิภาพสูง จะประกอบด้วย ความเฉลียวฉลาด มีบุคลิกที่แสดงถึง การเป็นผู้นำและต้องเป็น ผู้ที่มีความสามารถด้วย ผู้นำในยุคนี้ได้ แก่ พระเจ้านโปเลียน ฮิตเลอร์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเจ้าตากสินมหาราช  เป็นต้น ตัวอย่างการศึกษาเกี่ยวกับ Trait  Theories  ของ Gandner ได้แก่

                  1. The tasks of Leadership : กล่าวถึงงานที่ผู้นำจำเป็น ต้องมี 9 ประการ ได้แก่ มีการกำหนดเป้าหมายของกลุ่ม  มีบรรทัดฐานและค่านิยมของดลุ่ม รู้จักสร้างและใช้แรงจูงใจ มีการบริหารจัดการ มีความสามารถในการปฏิบัติการ สารถอธิบายได้  เป็นตัวแทนของกลุ่ม แสดงถึงสัญลักษณ์ของกลุ่ม และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

                  2. Leader – consiyuent  interaction เชื่อว่า ผู้นำต้องมีพลังวิเศษ เหนือบุคคลอื่นหรือมี อิทธิพลเหนือบุคคลอื่นๆ เพื่อที่สนองตอบความต้องการ ขั้นพื้นฐาน ความคาดหวังของบุคคล และผู้นำต้องเป็นตัวของตัวเอง สามารถพัฒนาตนเองและพัฒนาให้ผู้ตามมีความแข็งแกร่ง และสามารถยืนอยู่ด้วยตนเองอย่างอิสระ ทฤษฏีนี้พบว่า ไม่มีคุณลักษณะที่แน่นอน หรือชี้ชัดของผู้นำ เพราะผู้นำอาจไม่แสดงลักษณะเหล่านี้ออกมา