ปรัชญาการศึกษากับแนวทางพุทธศาสตร์

ถ้าจะกล่าวถึงปรัชญาแล้วส่วนจะมีหลากหลายแบบเพราะว่าทุกคนย่อมมีจุดมุ่งหมายในการศึกษา   ส่วนอุดมคติของแต่ละบุคคลต้องแยกออกเป็น  2  แนวทางคือ  ปรัชญา

ความหมายของปรัชญา  คือ  มีความหมายกว้างขวางมาก  ซึ่งเป็นเรื่องของความคิดของแต่ละบุคคลเป็นไปในลักษณะทางธรรม  การที่จะให้ความหมายของคำว่าปรัชญาที่แน่นอนจึงเป็นเรื่องยากแต่นักปรัชญาและนักคิดได้พยายามให้ความหมายของปรัชญาไว้มากมาย  ซึ่งความหมายหนึ่งอาจเป็นที่ยอมรับของคนอีกลุ่มหนึ่ง  แต่ไม่อาจเป็นที่ยอมรับของคนอีกกลุ่มหนึ่ง  สุดแล้วแต่ว่าบุคคลใดจะมีมุมมองอย่างไร

            การพิจารณาความหมายคำว่าปรัชญา  ออกเป็น  2  แบบ  คือความหมายตามรูปศัพท์  และความหมายโดยอรรถ

            1.  ความหมายของรูปศัพท์

            คำว่า  Philosophy  ตามรูปศัพท์อังกฤษที่นำมาใช้คือ  ไพทากอรัส  ( Pythagoras )  เป็นผู้เริ่มใช้เป็นคนแรก  มาจากภาษากรีกว่า  Philosophy  เป็นคำสนธิระหว่างคำว่า  Philos  แปลว่าความรัก  ความเข้าใจ  ความเลื่อมใส  กับคำว่า  Sophia  ซึ่งแปลว่าความรู้  ความสามารถ  ความฉลาด  หรือ  ความรักในความปราดเปรื่อง  ความหมายตามรูปศัพท์ภาษาอังกฤษเน้นที่ทัศนคตินิสัยและความตั้งใจ  และกระบวนการแสวงหาความรู้

            คำว่าปรัชญาในภาษาไทยเป็นคำที่  พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์  ประพันธ์  ทรงบัญญัติขึ้นใช้แทนคำว่า  Philosophy  ในภาษาอังกฤษ  เป็นการบัญญัติเพื่อให้มีคำภาษาไทยว่าปรัชญา  ได้คำว่าปรัชญาซึ่งเป็นคำในภาษาสันสกฤต  ประกอบด้วยรูปศัพท์  2  คำคือ  ปร  แปลว่า  ไกล  สูงสุด  ประเสริฐ  และคำว่า  ชญา  แปลว่า  ความรู้  ความเข้าใจ   เมื่อรวมกันเรียกว่า  ปรัชญา  แปลว่า  ความรู้อันประเสริฐ  เป็นความรู้ที่กว้างขวาง  ความหมายความรู้ศัพท์ในภาษาไทยเน้นที่ตัวความรู้  หรือผู้รู้  ซึ่งเป็นความรู้ที่กว้างขวาง  ลึกซึ้ง  ประเสริฐ

            จะเห็นได้ว่า  มีความแตกต่างในความต่างกัน  ในความหมายของคำว่า  Philosophy  และปรัชญา  Philosophy  เป็นความรักในความรู้  อยากที่จะแสวงหาความรู้ หรืออยากค้นหาความจริงอันนิรันต์ ( Ultmaterealtty )   เพื่อให้พ้นจากความสงสัยทีมีอยู่  ส่วนคำว่า  ปรัชญา  เป็นความรู้อันประเสริฐ  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการแสวงหาความรู้จนพ้นความสงสัย  แล้วนำไปปฏิบัติเพื่อมนุษย์หลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวงนำไปสู่ความสุขอันพึงประสงค์

            2.  ความหมายโดยอรรถ

            นักปรัชญาและนักคิดได้อธิบายถึงความหมายของปรัชญา  ถือว่าเป็นศาสตร์ทั้งหลายซึ่งหมายถึง  ปรัชญาเป็นวิชาแม่บทของวิชาแขนงอื่นๆ  และมีความสำคัญกับวิชาอื่นๆด้วยทั้งหมด  ปรัชญาจะทำหน้าที่สืบค้นเรื่องราวต่างๆ  ที่มนุษย์ยังไม่รู้และสงสัย  จนกระทั้งรู้ความจริงและมีคำตอบของตนเองอย่างชัดเจน  ในเรื่องราวนั้นจะแยกตัวเป็นวิชาหรือศาสตร์ต่างออกไป  วิชาที่แยกตัวออกไปเป็นวิชาแรกคือศาสนา  จากนั้นก็พัฒนาวิชาอื่นๆกลายเป็นศาสตร์มากมาย  เมื่อมีศาสตร์พัฒนาออกไปมาก  เนื้อหาของปรัชญาก็ไม่ค่อยมี  แต่ปรัชญาจะทำหน้าที่ในการนำเนื้อหาต่างๆมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์และพัฒนาศาสตร์นั้นเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ  ถ้าจะมองปรัชญาในอีกลักษณะหนึ่ง  อาจกล่าวได้ว่า  ได้นำเอาแนวคิดพื้นฐานของปรัชญามาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับวิชาต่างๆ  เพื่อวิเคราะห์ศาสตร์ต่างๆเหล่านั้นให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น  เช่น  ปรัชญาสังคม  ปรัชญาการเมือง  ปรัชญาทางศาสนา  ฯลฯ 

            จากลักษณะของปรัชญาดังกล่าว  ได้มีนักปรัชญา  นักคิดและนักวิชาการได้พยายามให้ความหมายของปรัชญาได้แตกต่างกันดังนี้

            ปรัชญา  คือ  ศาสตร์หนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ที่ว่า  จัดหมวดหมู่หรือระบบความรู้สาขาต่างๆอย่างสมบูรณ์  แบบปรัชญาว่าประกอบด้วยวิชา  ตรรกวิทยา  จริยาศาสตร์  สุนทรีย์ศาสตร์  อภิปรัชญาและศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้ทั้งหลายของมนุษย์ 

            ปรัชญาคือความรู้ความคิดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้  หรือยังสรุปแน่นอนยังไม่ได้  แต่ถ้าหากพิสูจน์ได้จนลงตัวแล้วก็จัดว่าเป็นศาสตร์

            ปรัชญา  คือ  ศาสตร์หนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ที่ว่า  จัดหมวดหมู่หรือแบบความรู้  สขาต่างๆเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจและแปลความหมายข้อเท็จจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            ความหมายของคำว่าปรัชญา  มีผู้ให้ทัศนะไว้อีกมากมายและจะมีความแตกต่างกัน  ตามลักษณะของปรัชญาแต่ละยุคแต่ละสมัย  และตามทัศนะของแต่ละบุคคล  นักปราชญ์บางท่านอาจกล่าวว่า  ปรัชญาหาคำตอบไม่ได้  สรุปได้ว่าปรัชญาจะมีลักษณะดังนี้

            1.  ทำหน้าที่รวบรวมรายละเอียดต่างๆของโลกและความคิดไว้หมด

            2.  พยายามหาคำตอบที่เป็นความจริงที่เป็นนิรันด์  สามารถอธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้

            3.  ใช้วิธีทางตรรกวิทยาในการค้นหาความจริง  ซึ่งเป็นวิธีการคิดอย่างมีเหตุและผล

            4.  เนื้อหาของปรัชญาจะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย  แล้วแต่ว่าจะศึกษาในเรื่องใดหรือปัญหาใดอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์

            แนวคิดและปรัชญาการศึกษา

            ความหมายของปรัชญาการศึกษา

“ปรัชญา”  คือแนวคิดที่นำไปสู่การแสวงหาความจริง      

“การศึกษา”  คือกระบวนการที่ทำให้บุคคลได้เกิดการเรียนรู้  ทักษะและเจตคติที่ดีงาม  เป็นกิจกรรมและกระบวนการทางด้านสังคมที่มุ่งพัฒนาบุคคลให้เกิดการเจริญงอกงาม 

            การศึกษาที่เป็นแนวคิดที่เป็นจุดมุ่งหมายอันพึงประสงค์ที่จะให้เกิดกับมนุษย์  การศึกษาจะมีแนวคิดปรัชญาเป็นพื้นฐาน  ปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จึงหมายถึงการแสวงหา  ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษา  เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตามแนวคิดที่วางไว้

            ภารกิจของปรัชญา

1.  ด้านเนื้อหาสาระของการศึกษา  ปรัชญามีส่วนช่วยในการกำหนดจุดมุ่งหมายเพื่อให้แนวทางการจัดการศึกษาดีที่สุด

2.  ด้านวิชาการ ปรัชญามีส่วนวิเคราะห์หลังคนตีความด้วยเหตุด้วยผล ที่เกี่ยวกับแนวคิด หลักทางการศึกษาเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญาและการศึกษา

ปรัชญาและการศึกษามีจุดร่วมกันคือ มนุษย์ ปรัชญาเป็นการแสวงหาคุณค่า ความจริง ความหมายของชีวิต ส่วนการศึกษาเป็นการมุ่งพัฒนาคนให้มีความคิดที่ดี

ปรัชญาการศึกษาจะศึกษาวิเคราะห์สาระของธรรมชาติการศึกษา เพื่อจะกำหนดจุดมุ่งหมายและวิธีการศึกษาที่สอดคล้องกับคุณค่าและความหมายของชีวิตที่ดี  ตามอุดมการณ์ของสังคม 

1. นิรันตะนิยม  (Perennailism)

พัฒนาและดัดแปลงมาจากลัทธิจิตนิยม  โดยเชื่อว่า  นักเรียน เป็นผู้ที่มีเหตุผลและจิตใจบริสุทธิ์  การศึกษาจึงมุ่งให้รู้จักคิดและเข้าถึงความจริงอันเป็นแก่นแท้และไม่เปลี่ยนแปลง  การศึกษาจึงเน้นการเตรียมตัวเพื่อออกไปดำรงชีวิต  ที่มีการศึกษา  จึงเชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็นแบบเดียวกันสำหรับทุกคน  เพราะความรู้ที่แท้จริงเหมือนกันทุกหนทุกแห่ง

สรุป  หลักการที่สำคัญของปรัชญานิรันตะนิยมคือ

 1.  ปรัชญาการศึกษาที่ยึดมั่นว่าธรรมเนียมใดในอดีตที่ดีงามควรที่ทุกคนได้เรียนรู้  ดังนั้นการศึกษาจึงดำเนินตามหนทางอันย้อนกลับไปสู่วัฒนธรรมอันดีงามในอดีต

2.  การศึกษาควรมุ่งพัฒนาความมีเหตุผลเพื่อให้คนมีเหตุผล  และใช้ความมีเหตุผลนี้อยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างมีความสุข

3.  ปรัชญาการศึกษานี้ยังให้ความสำคัญต่อการคิดขั้นพื้นฐาน  คือ  อ่าน  เขียน  เรียน  เลข

4.  การศึกษามีใช้เรียนแบบชีวิต  แต่เป็นการเตรียมตัวเพื่อชีวิต

5.  โรงเรียนมีบทบาทในการเตรียมให้พร้อมสำหรับอนาคต  เพราะถือว่าโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้และความจริง

6.  การศึกษาจะต้องหาทางให้คนยอมรับและเข้ากับความจริง  ดังนั้นการปรับตัวเข้ากับความจริงเป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนการสอน

7.  ครูตามปรัชญาการศึกษาจะเป็นศูนย์รวมของความคิดความมีวินัย  ครูจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสดที่เรียนจะต้องให้ความเคารพเชื่อฟัง

8.หลักสูตรของการจัดการศึกษาตามปรัชญานั้นมุ่งเนื้อหาวิชาเป็นสำคัญ

2.  สารัตถนิยม  (Essntialism)

เกิดจากการผสมผสานระหว่าง  ลัทธิจิตตนิยม  และ  สัจจลัทธิ  บทปรัชญาเล่มนี้  ถือว่า  ความรู้ทักษะ  ทัศนคติและความคิดของสังคม  เป็นสิ่งที่จะต้องถ่ายทอดให้อนุชนคนรุ่นหลังบทเรียนทุกคนจะต้องเรียนรู้อย่างเดียวกันในเรื่องเหล่านี้  ในด้านหลักสูตร  การเรียน  การสอน  เนื้อหาวิชาเป็นสำคัญบทเรียนจะต้องจดจำเนื้อหาที่เป็นแก่นสาร  ต้องเคารพเชื่อฟังครุยึดถืครูเป็นแบบอย่าง

กลุ่มที่เชื่อในลัทธินิยม  จะจัดหลักสูตรหนังในทางสังคมศาสตร์  เช่น  ประวัติศาสตร์  วรรณคดี

ฝ่ายที่เชื่อลัทธิสัจจนิยม  จะจัดหลักสูตรหนักในทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์แต่ยัมุ่งให้นักเรียนจดจำข้อเท็จจริงที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบหรือวางกฎเกณฑ์ไว้แล้วไม่สนใจการพิสูจณ์ทดลองความรู้ไม่

ครูที่ยึดปรัชญานี้ต้องการให้เด็กเคารพเชื่อฟังห้ามโต้แย้งแต่พยายามทำความรู้จักและเป็นกันเองกับเด็ก 

สรุปหลักการของสารัตถนิยมคือ

1. จุดมุ่งหมายของปรัชญาการศึกษานี้เพื่อถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์  ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและเห็นว่ามีคุณค่าที่สุดให้แก่บรรพชนรุ่นหลัง

2.  ปรัชญาการศึกษานี้เป็นว่า  ผลการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนมีความพยายามและมีวินัยและการที่ผู้เรียนมีความจดจำเนื้อหาวิชาได้ทั้งหมด  คือ  หัวใจของการศึกษา  ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่จดจำไปแสวงหาความรู้ใหม่ๆ  ได้ต่อไปในชีวิตประจำวัน

3.  ลักษณะของห้องเรียนตามปรัชญานี้  จะเหมือนห้อง  ปาฐกถา  โต๊ะ  เก้าอี้เคลื่อนย้ายไปได้  นักเรียนต้องตั้งใจฟังครู  ซึ่งจะบอกเนื้อหาให้  การสอนของครูส่วนใหญ่จะใช้วิธีอธิบาย

4.  ปรัชญาการศึกษานี้เน้นเนื้อหาวิชาการ  ในระดับประถมเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะเบื้องต้นในการอ่าน  เขียน  เลขคณิต  ในระดับมัธยมมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะเพิ่มขึ้นไปอีกโดยให้  คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  มนุษย์ศาสตร์และวรรณคดี  และจะเป็นพื้นฐานสำคัญทางการศึกษาโดยทั้วไปในอนาคต

5.  บทบาทของโรงเรียนจะเป็นผู้ท่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้แกอนุชนรุ่นหลังโรงเรียนจะเป็นสถานที่ที่ผู้เรียนจะได้ความรู้  ทักษะ  เจตคติ  ค่านิยมที่จำเป็นต่อการเป็นสมาชิกที่ดีต่อชุมชน

6.  ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดในการเรียนรู้และเป็นตัวแปลที่มีค่าที่สุดของการเรียนแบบ  ครูจะได้รับการยอมรับนับถือในด้านความรู้ในชั้นเรียนมากที่สุด

3. พัฒนาการนิยม

ยึดหลักประสบการณ์นิยมเป็นหลัก  เชื่อว่า  นักเรียนเรียนรู้ได้โดยใช้ประสบการณ์และการกระทำจริง   ครูจึงมีส่วนที่จัดเตรียมประสบการณ์ที่ดีและเหมาะสมให้นักเรียนเพื่อให้เขาได้รับประสบการณ์และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆของสังคม  การเรียนการสอน  จะทำให้ลักษณะการกำหนดปัญหาให้นักเรียนหาทางแก้ไข

หลักการปรัชญาพิพัฒนาการ

1.  ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางถ้าเด็กเป็นฝ่ายกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมและริเริ่มกิจกรรมการเรียนรู้  ครูเป็นผู้สอนและแนะนำ  และจัดเตรียมประสบการณ์ไม่เป็นเนื้อหาวิชา  แต่มุ่งให้เด็กพัฒนาทั้งทางร่างกาย  อารมณ์  สังคม  และสติปัญญา

2.  เน้นการทดลองและการปฏิบัติจริงโดยเฉพาะการฝึกแก้ไขปัญหา

3.  ถือว่าการศึกษาคือชีวิต  เป็นการพัฒนาทุกๆด้าน  มุ่งให้เกิดความเจริญงอกงามและเพิ่มพูนสติปัญญาสำหรับดำเนินชิวิต

4.  เน้นการร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน  เน้นการรับผิดชอบ

5.  มุ่งเสริมวิธีทางประชาธิปไตย  สอนให้นักเรียนรู้จักทำงานเป็นหมู่คณะ  รู้จักเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี  ให้รู้จักแสดงความคิดเห็น

การจัดชั้นเรียนคละกันทั้งเด็กเก่งและเด็กอ่อนตามสภาพที่เป็นจริงของสังคมภายนอกได้เรียนรู้การทำงาน  เป็นกลุ่มและการร่วมมือกันรีจักแก้ปัญหาหรือทำกิจกรรม  โต๊ะ  เก้าอี้  สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามความเหมาะสม  กับสถานการเรียนการสอน  แม้แต่ตารางเรียนก็จัดแบบยืดหยุ่นได้  มุ่งที่ความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ  การศึกษาคือชีวิต  จึงควรให้โอกาสแก่เด็กทุกคน  ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

สรุปหลักการสำคัญของพิพัฒนาการ

1.   การศึกษาคือชีวิตไม่ใช่ศึกษาเพื่อชีวิต

2.  การเรียนรู้นั้นต้องสัมพันธ์โดยตรงกับความสนใจของเด็ก

3.  โรงเรียนจะต้องส่งเสริมให้มีการร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน

4.   ห้องเรียนจะต้องเป็นห้องปฏิบัติการที่เรียนรู้ชีวิตจริงและเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย

5.  การเรียนรู้ต้องการแก้ไขปัญหา

6.  บทบาทของครูต้องไม่ใช่ผู้นำตลอดไป  แต่ต้องเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนที่จะแก้ปัญหา  ดังนั้นครูจึงต้องอดทน  ยืดหยุ่น  มีวินัย  ความคิดก้าวหน้าและต้องฉลาด

7.  ประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทั้งในด้านความคิด  และบุคลิกภาพที่ดีในสังคม 

4.  บูรณาการนิยมหรือปฏิรูปนิยม

ถือว่าการศึกษามุ่งสร้างสังคมใหม่ด้วยการปฏิรูปสังคมส่งเสริมชีวิตแบบประชาธิปไตย  เป็นการจัดการศึกษาเพื่อสังคมอนาคตไม่ใช่ปัจจุบัน  หลักสูตรเน้นวิชาพฤติกรรม  เช่น  จิตตวิทยา  เศรษฐศาสตร์  สังคมวิทยา  ฯลฯ  ถือว่าโรงเรียนหล่อหอม  โดยพลังของสังคมโดยอาศัยการศึกษาเป็นเครื่องมือแต่ต้องสอดคล้องกับค่านิยม  และวัฒนธรรมตามเดิมและจะต้องเตรียมเยาวชนให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีสำหรับสังคมอนาคต  นักเรียนแต่ละคนมีเป้าหมายว่า  จะออกไปทำอะไรหรือเป็นอะไรอนาคตจะได้ฝึกฝนเสียตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน 

วิธีสอน  ยึดยึดงานเป็นหลังหรือกิจกรรมและครูเป็นผู้ชี้นำ  กระตุ้นกระเตือนและสั่งสอนตามแนวทางของสังคมที่กำหนดไว้  มุ่งให้นักเรียนหาประสบการณ์ด้วยตนเองมากที่สุด  และที่สำคัญคือ  นักเรียนต้องรู้จักตัวเองให้รู้ว่าต้องการจะทำอะไรในอนคตแล้วเตรียมตัวตามแนวทางนั้น

สรุปหลักการที่สำคัญของปรัชญาบูรณาการมนิยม

1.   หลักสูตรปรัชญาการศึกษานี้มุ่งเรื่องสังคมการเมือง  ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้ามนุษย์

2.  โรงเรียนจะต้องมีบทบาทเสมือนการเป็น  “ศิวกรสังคม”  ที่จะช่วยแก้ปัญหาทางสังคม  การเมือง  เศรษฐกิจ  ให้พัฒนากลายเป็นสังคมใหม่ที่ต้องการ

3.  ส่งเสริมให้โรงเรียนมีบทบาทสนับสนุนในการให้ผู้เรียนรู้จักปฏิรูปสังคม

4.  แนวคิดตามปรัชญาการศึกษานี้  ได้ก่อให้เกิดโรงเรียนชุมชนขึ้นเพื่อให้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชน

5.  บทบาทของครูตามปรัชญาการศึกษานี้มุ่งสอนให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหาต่างๆที่ประจันหน้ามนุษย์  สอนให้เด็กมีทักษะสำคัญในการแก้ไขปัญหา

 

 

5.  อัตภาระนิยม

สุลักษณ์  ศิวรักษ์  ได้กล่าวไว้ว่า  นักอัตภาระนิยมชเอว่าสิ่งซึ่งเป็นความจริง  คือ  สิ่งที่เรามีชีวิตอยู่จริงๆนั้นเอง  การมีอยู่ของมนุษย์  มีมาก่อนลักษณะเป็นแก่นหรือสารัตถะของมนุษย์  มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความว่างเปล่า

ดังนั้น  การที่มนุษย์จะเป็นอะไรก็ตาม  ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของตัวเขาเอง  มนุษย์มีสิทธิ์ที่จะเลือกลักษณะของตัวเองตามแบบอย่างที่ตนปราถนา  เพราะมนุษย์มีเสรีภาพในการตัดสินใจ

จุดมุ่งหมายของการศึกษาตามลัทธินี้ได้ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความเป็นมนุษย์  รู้จักใช้ความมีเสรีภาพทำสิ่งต่างๆโดยมีความรับผิดชอบ  ในสิ่งที่ตนเลือกนั้น  ซึ่งหมายถึงการศึกษาต้องสร้าความเป็นผู้มีวินัยในตัวเอง  ให้มนุษย์เข้าใจตนเอง  เข้าใจโลกได้อย่างฉลาด  และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้สอนต้องมีความจริงที่จะเสนอทัศนะความรู้อก่ผู้เรียนอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม

สรุปหลักการที่สำคัญของอัตภาระนิยมคือ

1.   การศึกษาจะต้องมุ่งให้เด็กมีวินัยในตนเอง

2.  ปรัชญาการศึกษานี้  เน้นให้ให้แต่ละตนพัฒนาศักยภาพของตนเพื่อความสำเร็จ

3.  ครูของปรัชญานี้  ไม่เพียงแต่เป็นผู้ประสบความสำเร็จเท่านั้น  แต่จะต้องมีความซื่อสัตย์  เพราะครูที่มีความซื่อสัตย์  ความเชื่อและควมไว้วางใจจะเกิดขึ้น

4.  โรงเรียนจะต้องสนับสนุนให้นักเรียนมีความเป็นตัวของตัวเอง  มีโอกาสเลือกและรู้จักเลือกโดยอิสระ

สรุป  ปรัชญาการศึกษาดังกล่าว  แต่ละลัทธิจะมีจุดเน้นแตกต่างกัน  ซึ่งไทยได้นำมาประยุกต์  ใช้ในการกำหนดนโยบาย  หลักการในการจัดการศึกษา  หลักสูตรและการเรียนการสอน  เป็นต้น

พุทธปรัชญา

พุทธปรัชญา  เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย  ผู้สถาปนาคือ  เจ้าชายสิทธัตถะ  หรือพระพุทธเจ้า  พระองค์ไม่ได้อาศัยพระเวท  ในการวางรากฐานแนวความคิดของปรัชญา  และไม่ได้เชื่อพระเจ้าว่าเป็นผู้สร้างสิ่งที่มี  แนวความคิดแบบเทวนิยมของอินเดีย  หรือที่เรียกว่า  ปรัชญาฮินดู  พระพุทธองค์ไม่ทรงประกาศหลักจริยธรรม  ตลอดจนระเบียบการดำเนินชีวิต  ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ 

ท่านผู้รู้ได้กล่าวถึง  พุทธปรัชญาไว้ดังนี้

๑.  ไม่อภิปรายโต้แย้งในเรื่องที่ไร้ประโยชน์  พระพุทธองค์ทรงอะบายพุทธธรรมด้วยพระปัญญาอันชาญฉลาดและมีเหตุผลด้วยหลักการทางวิทยาสาสตร์เพื่อชี้ให้เข้าใจและเป็นหลักปฏิบัติที่จะให้เกิดผลจริงๆ  ดังนั้นพุทธจริยศาสตร์  ของพระพุทธองค์จึงเน้นหลักปฏิบัติที่ลึกซึ้งมีเหตุผล  เพื่อความพ้นทุกข์ด้วยตัวของผู้ปฏิบัติเองจะไม่ทรงอภิปรายหรืออธิบายเรื่อที่อยู่ไกลตัว  เช่น  ร่างกาย  อย่างไรก็ตามการไม่ทรงอธิบายไม่ใช่การแสดงความไม่รู้  แต่เป็นการความรู้อย่างหนึ่งเพราะเรื่องบางเรื่องแม้แต่จะอภิปรายกันยืดยาวท้ายสุดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นตามวัตถุประสงค์ได้

พระพุทธองค์ทรงอธิบายแนวทางปรัชญาที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้  และสามารถพามนุษย์รอดพ้นจากความทุกข์  เพราะมนุษย์ตกอยู่ในความทุกข์  การที่จะอธิบายเรื่องไกลตัว  ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาของชีวิตที่รุมเร้าชีวิตมนุษย์อยู่จึงเป็นเรื่องไร้สาระ  เช่น  ในพระไตรปิฎก  ภาษาไทยฉบับหลวง  พ.ศ.  2525  เล่มที่  13  ได้กล่าวถึงปัญญาที่ไม่ทรงอธิบาย  มี  10  ข้อคือ

1.   โลกเที่ยงหรือ ?

2.  โลกไม่เทียงหรือ?

3.  โลกมีที่สุดหรือ ?

4.  โลกไม่มีที่สุดหรือ ?

5.  ชิ้นหรือสรีระเป็นอันเดียวกันหรือ ?

6.  ชิ้นก็อย่างสรีระก็อย่างหนึ่ง?

7.  สัตว์ตายอีกแล้วหรือ ?

8.  สัตว์ตายไม่เกิดอีแล้วหรือ  ?

9.  สัตว์ตายแล้วเกิดก็มีตายไม่เกิดก็มี  ?

10.  สัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็ไม่ใช่ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่  ?

  ในการปฏิบัติการที่จะเสียเวลาตอบปัญหาเหล่านี้  จึงเห็นว่าไร้ประโยชน์

เน้นในการมองโลกที่ไม่โสภีมีทุกข์  เป็นที่ตั้งได้แก่การมองโลกว่าเต็มไปด้วยทุกข์  คือทำความพยายามที่จะ  บรรลุตามเพราะการบรรลุธรรม  คือการพ้นทุกข์ที่เรียกว่านิพพาน  ถึงม้าว่าพุทธปรัชญา  จะเริ่มต้นมองโลกในแง่ภัย  ซ่างประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของมนุษย์จะต้องเผชิญหน้ากับความต้องการ  หลีกเหลี่ยงไม่ได้  เพราะปัญหาที่เน้นตัวกิเลส  เครื่องร้อยรัดจิตใจให้มีความต้องการ  อันเป็นเหตุให้มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิด  แต่ในบั้นปลายหากทำลายกิเลสได้  มนุษย์จะเข้าใจโลกและมีความสุขอย่างแท้จริง

๓.  เน้นในหลักความจริงของชีวิตเหมือนในสัจจะนิยมพระพุทธองค์ทรงวิจารณ์ศรัทธาที่ไร้เหตุผลในคัมภีร์ที่ปฏิบัติต่อกันมา  จนกลายเป็นประเพณี    เช่น  คัมภีร์พระเวท  เนื่องจากคำสอนของพระองค์  เน้นเรื่องกรรมคือการกระทำของแต่ละบุคคล  โดยรับความมีอยู่ของพระเจ้าrพระองค์ทรงเน้นในประสบการณ์ชีวิตอย่างจริงจัง  และทรงปฏิบัติเสธสิ่งบอกเหมือนความพยายามและความเข้าใจของมนุษย์จะพึงมีได้

๔.  เน้นในการปฏิบัติ  เพื่อบรรลุสัจจะธรรมสูงสุด  พุทธะปรัชญาส่วนใหญ่เน้นที่การปฏิบัติอย่างแท้จริง  โดยที่พระองค์ทรงเสนอความจริงอันประเสริฐ  ๔  ประการที่จะทำให้บุคคลบรรลุคุณประโยชน์  การได้รับประโยชน์  จึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับคำสอน  พื้นฐานทางศาสนา  โดยพระพุทธองค์ตรัสว่า  การไม่ยึดมั่นถือมั่น  การทำลายกิเลสตันหา  ดับความทุกข์ทั้งปวงเสียได้  ผู้นั้นย่อมบรรลุความสงบใจ  ความรู้แจ้ง  มีปัญญาสมบูรณ์  และนิพพานได้  สิ่งใดไร้ประโยชน์ไม่ใช่ทางที่จะบรรลุสันติสุข  กล่าวคือ  พระนิพพานได้แล้วจะไม่ทรงตรัสเป็นอันขาด

ดังนั้นสัจธรรมที่ทรงค้นพบก็คือ  อริยะสัจจะธรรม  คือความจริงอันประเสริฐ  ๔  ประการ  ที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง

อภิปรัชญา

พระพุทธองค์มีหลักอยู่ว่า  ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่อุบัติขึ้นก็ตาม  ความจริงก็อยู่ตามธรรมชาติของมันอย่างเป็นกลาง  พระพุทธองค์ทรงค้นพบสิ่งนั้นแล้วนำมาเปิดเผย  นำมาเปิดเผยสาระของความจริง  ก็คือ  ธรรมดาของเหตุปัจจัย  หรือกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย  ผู้ที่มองสิ่งทั้งหลายอย่างที่มันเป็นไม่ใช่มองตามที่ตนอยากหรือไม่อยากให้มันเป็นจึงจะเข้าใจความจริง  ที่เป็นกลางเช่นนี้  ได้เมื่อเข้าใจแล้วจึงจะมองเห็นความจริงในระดับกว้างครอบคลุมไปทั้งหมดจึงมีทิศทางที่เป็นอิสระจากความสงสัยได้อย่างแท้จริง        

ความจริง  ๒  ระดับ

๑.   สมมุติสัจจะ  คือความจริงที่สมมุติกันเกิดขึ้นว่าเป็นความจริงอันเป็นความชั้นนอก  ซึ่งชาวโลกรียกกันในชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดความสะดวกแต่เราก็ยอมรับและเชื่อว่ามีอยู่  เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ในชีวิตประจำวัน  เช่น  คน  สัตว์  สิ่งของ  คนดี  คนชั่ว  โต๊ะ  เก้าอี้  หนังสือ  เป็นต้น  

๒.  ปรมัตถสัจจะ  ความจริงอันสูงสุด    แลความจริงที่แท้จริงแลความจริงที่แท้จริง  และพอที่จะกล่าวได้  พอที่จะพูดเข้าใจกันได้ตามความเป็นจริง  เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ 

เบญจขันธ์ 

เบญจขันธ์คือขันธ์  5  เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงโดยสภาวะของควมจริงของมันจัดเป็นความจริง

๑.   รูปเป็นองค์ประกอบด้วยวัตถุหรือสารและพลังงานมี  ๒  ประเภทคือ

๑.๑  มหาภูตรูปหมายถึงสิ่งที่มีภูมิญานขั้นปฐมภูมิ๔อย่าง  ธดินกายที่มีความหนักความเบาความอ่อนและความแข็ง  ธาตุน้ำสารที่เอิบอาบซึมซาบและประสานเกาะกลุ่ม  ธาตุไฟสภาพที่มีความร้อนและความเย็น  ธาตุลมสภาพที่เคลื่อนไหว

อุปาทายรูปที่มีส่วนเนื้อมาจากมหาพูดรูปมีคุณภาพทุติยภูมิ

๒  เวทนาได้แก่ความรู้สึกสุข  ทุกข์และเฉยๆ

๓  สัญญาได้แก่ความจำได้หมายรู้อาการและลักษณะต่างๆของอารมณ์เช่น    เชื่อสัณฐานสี  กลิ่น  สัมผัสเป็นต้น

๔  สังขารสถานที่ปรุงแต่งจิตได้แก่คุณสมบัติต่างๆของจิตที่มีเจตนาเป็นตัวนำซึ่งปรุงแต่งจิต  ให้มีดีหรือชั่วหรือใช้เป็นกลางๆทำให้เกิดการแสดงออกทางร่างกายและทางวาจา  ที่ก่อให้เกิดการกระทำทุกชนิดที่เรียกว่า  กายกรรม  วจีกรรม

๕  วิญญาณได้แก่ความรู้แจ้งอารมณ์ที่เกิดขึ้นทาง  อายตนะทั้ง๖  เป็นความรู้สึกขึ้นเริ่มแรกเมื่อได้เห็นได้กลิ่นได้ลิ่มรสได้สัมผัสถูกต้องได้นึกคิด  จึงรู้สึกชื้นใจหรือบีบขั้นหัวใจ  (เวทนา)  จึงจะกำหนดว่าเป็นนั่นเป็นนี่สัญญาจึงจะปรุงแต่งไปต่างๆ  (สังขาร)

ไตรลักษณ์

ความเชื่อของพุทธปรัชญาว่าสิ่งทั้งหลายมีอยู่ในรูปของภาพรวมตัวเข้าด้วยกันของส่วนประกอบต่างๆนั้นเป็นแต่เพียงคำกล่าวเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้นในเบื้องต้นเท่านั้นแท้จริงแล้วสิ่งทั้งหลายมีอยู่ในรูปของกระแสส่วนแต่ละอย่างประกอบขึ้นจากส่วนประกอบอื่นย่อยๆ  แต่ละอย่างไม่มีตัวตนของมันเองอย่างอิสระล้วนเกิดกันต่อไปเรื่อยๆไม่เที่ยงไม่คงที่กระแสนี้ไหลเวียนวนดำเนินต่อไปอย่างที่ดูคลายกลับรักษารูปและลักษณะทั้งหมดนี้เรียกว่า  กฎธรรมชาติ

พุทธปรัชญาถือว่าพระพุทธเจ้าแสดงหลักธรรมชาติแห่งความเป็นอยู่และเป็นอยู่ในรูปของไตรลักษณ์และปฏิจจสมุปบาท  เพื่อให้เห็นความจริงอันเดียวกับไตรลักษณ์ที่เรียกว่า  สามัญลักษณะหมายถึงลักษณะที่เสมอเหมือนเท่าเทียมกันของสิ่งทั้งหลายนั้นคือ

๑ อนิจจตา  ความไม่เที่ยงแท้ความไม่คงที่ไม่ยั่งยืนภาวะที่เกิดขึ้นและเสื่อมสลายไป

๒  ทุกขตาความเป็นทุกข์ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไปภาวะที่กดดันขัดแย้งอยู่ในตัวเพราะปัจจัยปรุงแต่งให้มีความเป็นไปอย่างนี้จึงทำให้สิ่งทั้งหลายคงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้

๓ อนัตตา  ความเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง

ปฏิจจสมุปบาท

จุดมุ่งหมายของพุทธปรัชญาที่แสดงหลักปฏิจจสมุปบาทก็เพื่อที่จะแสวงการเกิดดับที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือการเกิดขึ้นแห่งชีวิตที่มีตัวตนซึ่งต้องมีความทุกข์เป็นผลลัพธ์อย่างแน่นอนซึ่งเมื่อบุคคลสามารถทำหลายวงจรในปฏิจจสมุปบาทได้แล้วก็เท่ากับเป็นการทำรายชีวิตแห่งความทุกข์กลายเป็นชีวิตแห่งปัญญาไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเป็นอิสระจากพันธนาการของกิเลสทั้งปวง

องค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท๑๒อย่างแต่ละข้อมีความหมายลึกซึ้งเพื่อที่จะได้เข้าใจสะดวกขึ้นจึงควรที่จะได้ศึกษาโดยละเอียดดังนี้ 

๑  อวิชชา  คือควมไม่รู้ความไม่เข้าใจ  เท่าทันความเป็นจริง 

๒  สังขาร  คือคิดปรุงแต่งความจงใจ  ความจงใจ  ความมุ่งหมาย  ตัดสินใจ  และการแสดงเจตนาออกมาในรูปของการกระทำ

๓  วิญญาณ  การรู้แจ้งต่ออารมณ์  ที่ผ่านมาทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กายใจก่อให้เกิด  นามรูป 

๔  นามรูป  คือความที่มีอยู่ของรูปธรรม  นามธรรม  ในการรับรู้การกระทำ

๕. สฬายะตนะ  คืออวัยวะ สื่อกลาง 6 อย่าง คือ มือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่ติดต่อกับโลกภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และกามมารมณ์ จึงก่อให้เกิดผัสสะ

๖. ผัสสะ คือการเสื่อมต่อระหว่างอายะตนะภายในกับโลกภายนอก พร้อมกับเรียนรู้ของจิตทุกคนไปเมื่อรับรู้สิ่งใดก็ให้เกิดเวทนา

๗ เวทนา คือความรู้สึกทุกข์ ชนิดทั้ง ทางกาย และทางจิตใจ ความรู้สึกเหล่านั้น   แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ความรู้สึกสบายถูกใจ ความรู้สึกเป็นทุกข์ไม่สบาย และความรู้สึกเฉยๆเป็นกลาง ไม่สุข ไม่ทุกข์ ขบวนการย่อมไม่หยุดเพียงนี้จึงเกิดตัณหา

๘. ตัณหา คือความอยาก ความปรารถนา ความต้องการสิ่งที่ยังไม่มี ไม่ได้ และสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องการเพิ่มมากขึ้นฯ

๙. อุปาทาน คือการที่จิตไม่ยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนิ่งได้ด้วยอารมณ์

๑๐. ภพ ได้แก่ความมีความเป็นหมายภาวะจิตมีเจตจำนงจะทำการเพื่อใหได้เป็นไปตามความยึดมั่นในความเห็น ยึดมั่นในแบบแผนความประพฤติและการปฏิบัติ

๑๑. ชาติ คือการมีตระหนักในตัวตนว่าอยู่หรือไม่ได้อยู่ ชีวิตนั้นหมายถึง ภาวะรูปแบบ คาวมไม่แน่นอนเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ชาตินั้นๆจึงก่อให้เกิดชรามรณะ

๑๒  ชรามรณะคือความสำนึกในความเสื่อมโทรม  และความแตกต่างกันของกระบวนการแห่งชีวิต  อันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลง

อริยสัจ  ๔ 

อริยสัจคือความจริงอันประเสริฐที่รวมเอาคำสอนของพุทธปรัชญาเช่น ปรัชญาไตรลักษณ์  กรรม  ปฏิจจสมุปบาท  ไว้ในอริยสัจทั้งสิ้น  การที่พระพุทธองค์ทรงเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็เพราะทรงตรัสอริยสัจ๔  ดังนั้นอริยสัจ๔&nbsp