ติดตามการดำเนินการ ม.23 พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551

SWIT ส่งจดหมายจี้อำเภอเชียงดาว

เร่งดำเนินการคำขอลงรายการฯตาม ม.23 พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551

เผยแพร่วันที่ 9 ธันวาคม 2552

 

วันนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ ได้ส่งหนังสือ  ความเห็นทางกฎหมายต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ของอำเภอเชียงดาวและขอให้อำเภอเชียงดาวปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ถึง 1) นายอำเภอเชียงดาว  2) ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ 3) อธิบดีกรมการปกครอง

 

โดยหนังสือระบุว่า สืบเนื่องจากสถาบันฯได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่ายคือโครงการบางกอกคลินิกเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายด้านสถานะและสิทธิบุคคล ภายใต้กองทุนศาสตราจารย์คนึง ฦๅไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่ามีผู้ร้องขอความช่วยเหลือทางกฎหมายคือกรณีของนายกุมาร แซ่กาว ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ได้ไปยื่นคำขอต่ออำเภอเชียงดาว เพื่อขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 โดยอำเภอได้รับคำขอฯ ได้บันทึกวันที่รับคำขอฯ และได้ดำเนินการสอบพยานบุคคล แต่จนถึงปัจจุบัน อำเภอเชียงดาวยังคงไม่ดำเนินการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติคำขอฯ ดังกล่าว หรือไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากทางอำเภอเชียงดาว

 

รวมถึงกรณีของนายอารักษ์ แซ่หยวน ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา ๒๓ เช่นกัน ได้ไปยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยฯ ต่ออำเภอเชียงดาว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 แต่ปรากฏว่าทางอำเภอเชียงดาว เมื่อรับคำขอฯ ดังกล่าว กลับไม่ลงวันที่รับคำขอฯ และได้มีการสอบพยานบุคคลแล้ว (สอบพยานบุคคคลในวันเดียวกับวันที่ยื่นคำขอ) แต่จนถึงปัจจุบัน อำเภอเชียงดาวยังคงไม่ดำเนินการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติคำขอฯ ดังกล่าว หรือไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากทางอำเภอเชียงดาว  ทางสถาบันฯ เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นอาจนำไปสู่การดำเนินการเพื่อให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของอำเภอเชียงดาวโดยกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้

1.  จากข้อเท็จจริงข้างต้นพบว่า เมื่ออำเภอเชียงดาวรับคำขอฯ แต่ไม่ดำเนินการบันทึกวันที่รับคำขอฯ (กรณีของนายอารักษ์ แซ่หยวน) ไม่ดำเนินกระบวนการในชั้นพิจารณา(กรณีของนายอารักษ์ แซ่หยวน และนายกุมาร แซ่กาว) ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อหลักความมีประสิทธิภาพและหลักการพิจารณาโดยเปิดเผย ซึ่งเป็นองค์ประกอบของหลักการดำเนินกระบวนการพิจารณาทางปกครอง

2. นับจากวันทื่ยื่นคำขอฯ จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาที่เกินกว่า 90 วัน อันเป็นเหตุที่อาจพิจารณาได้ว่าอำเภอเชียงดาวได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

3. มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งที่จะเยียวยาบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการถูกถอนและการไม่ได้สัญชาติไทย โดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลว 14 ธันวาคม  2515 และโดยมาตรา 7 ทวิ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ฉบับแก้ไขครั้งที่ 2 และ 3 พ.ศ.2535 โดยการกลับคืนสัญชาติไทยให้แก่บุคคลดังกล่าว ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา บุคคลดังกล่าวต่างได้รับผลกระทบด้านต่างๆ ในระหว่างการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังเช่นกรณีของนายอารักษ์ ความล่าช้าในการออกคำสั่งอนุมัติหรือไม่อนุมัติคำขอลงรายการสัญชาติไทย อาจมีผลต่อการสมัครขอรับทุนเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ประเทศไต้หวัน (ทุนการศึกษาจะเปิดรับสมัครในเดือนกุมภาพันธ์ 2553)

              
ทาง สถาบันฯ และองค์กรเครือข่าย จึงขอคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภอเชียงดาวในฐานะหน่วยงานทางปกครองจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายใหม่เป็นไปตามเจตนารมย์อย่างแท้จริง รวมถึงเพื่อเป็นการคุ้มครองและรับรองสิทธิทางการศึกษา สิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ สิทธิทางการเมืองของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา 23

 

ดาวน์โหลดจดหมายฉบับเต็ม

http://gotoknow.org/file/statelesswatch-swit/23_2552-12-09_-LO-Amphur-ChaingDao-FINAL.pdf