วันนี้เป็นวันศุกร์ งานใหญ่สำหรับมุสลิม(ชายที่นับถือศาสนาอิสลาม)คือประมาณเที่ยงๆ ของวันนี้(วันศุกร์)ต้องออกไปละหมาดที่มัสยิดพร้อมกัน และอีกสักพักผมก็ต้องออกไปละหมาดกับชาวบ้าน ก่อนออกไปก็พลันนึกถึงคำพูดของอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ที่ท่านพูดหลังละหมาดเมื่อสองวันก่อน เกี่ยวกับภาระของมุสลิมในทุกวัน และวันละ 5 เวลา นั้นคือละหมาด
ท่านกล่าวว่า อิสลามเป็นศาสนาเดียวที่กำหนดภาระการเชื่อมโยงกับพระเจ้าอย่างเป็นทางการทุกวันและวันละ 5 เวลา ซึ่งศาสนาอื่นๆจะไม่มีในลักษณะนี้ และก็เล่าฮิกมะฮฺหรือผลประโยชน์ที่ได้จากการละหมาด 5 เวลานี้ และส่วนหนึ่งท่านก็ได้ยกอัลกุรอานที่เกี่ยวกับวันศุกร์
คำถามแรกที่ผมถามตอบหลังจากฟังอธิการบดีบรรยาย คือ ทำมุสลิมต้องละหมาด
ท่านอธิการเล่าว่า หายนะที่เราเห็นกันจะๆและรุนแรงมากในโลกเราทุกวันนี้คือ ซึนามิ แต่ที่รายแรงกว่าซึนามิยังมีอีก และมีอยู่ในตัวเรา มันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และสร้างความหายนะบางครั้ง บางคนไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่ามันกำลังสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล
นั้น คือ ความชั่วที่มนุษย์กระทำขึ้น ...ซึ่งมันมีหลายรูปแบบ หลายลักษณะ บางอย่างความชั่วนั้นทุกคนเห็นว่าชั่ว มันก็ยังเกิดขึ้น แต่มีไม่น้อยเหมือนกันที่คนบนโลกนี้หรือข่าวที่ประโคมขึ้นว่ามันเป็นเรื่องดี แต่มันกำลังสร้างความหายนะแก่โลกอย่างมหันต์ เช่น เราชูเรื่องการค้าขาย เรื่องเศษรฐกิจ คิดแต่ได้กับได้ โดยไม่คิดว่ากำลังไปเบียดเบียนใคร ไม่เคยคิดว่ากำลังมอมเมาผู้ใด และไม่เคยคิดว่ากำลังดูดเลือดจากคนยากคนจน ... ท่านในหลวงของไทย พระองค์ท่านพยายามจูงคนไทยสู่ความสุขที่น่าจะมีได้ .. แต่นั้นเป็นการน้อมรับของฝ่ายบริหารเพียงแค่คำพูด แต่การกระทำกลับตรงกันข้ามสิ้นเชิง ถ้าจะมีก็ให้เห็นว่าทำตามแล้วนะ จนทำให้บางครั้งผมรู้สึกว่า.. เศรษฐกิจพอเพียง.. มีเพียงเป็นนิทรรศการให้เห็นให้ชื้นชมเท่านั้น
การที่จะทำให้มนุษย์สำนึกตน ย้ำอยู่กับการทำดีตลอดนั้น ใจของเขาต้องอยู่กับผู้ทรงอำนาจอย่างแท้จริงตลอดเวลา ยำเกรงพรงองค์ที่เป็นด้านจิตใจที่จะนำสู่การปฏิบัติ ไม่เคยขาด และการที่จะทำให้มนุษย์เราสำนึกแบบนั้นได้ตลอด และอิสลามผูกมุสลิมหรือคนที่ยอมรับในศาสนาอิสลามให้ใจอยู่กับผู้ทรงอำนาจอย่างเป็นทางการและทุกคนจะต้องทำ คือ วันละ 5 เวลา นั้น คือ การละหมาด
ในการละหมาดนั้น ไม่ใช่พีธี ทำแล้วเสร็จก็จบเลย .. แต่คนทำจริงต้องมีจิตใจอยู่กับสิ่งที่ทำ สิ่งที่กล่าวถึง โดยเฉพาะผู้ชายแล้วต้องออกไปทำร่วมกับคนอื่นจะทำคนเดียวไม่ได้นอกจากมีเหตุจำเป็นจริงๆ
ทุกอริยาบทที่กระทำในพิธีนั้น จะยืน จะนั่ง จะกม จะกราบ ต้องเป็นไปตามคำสั่งหรือคำพูดที่ว่า อัลลอฮุอักบัร หมายถึงอัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่ .. ไม่ใช่ว่าจบก็จบเลย แต่เป็นว่าแล้วต้องสำนึกนำสู่การปฏิบัติให้ได้ว่าอัลลอฮฺนั้นยิ่งใหญ่และทรงอำนาจทุกอย่าง
คำที่ทุกคนที่ทำละหมาดจะต้องกล่าวคือ อัลฟาติหะฮฺ เป็นอัลกุรอานสั้นๆ จำนวน 7 อายัต (หรือ 7 ประโยค) แต่เรา(มุสลิม)ทุกวันนี้ อ่านคำนี้แล้ว ว่าคำเหล่านี้แล้ววันละ 5 เวลา จำนวน 17 ครั้งเป็นอย่างต่ำ เคยสำนึกในคำนั้นไหม เคยตะหนักในความหมายของคำเหล่านั้นไหม.. หรือว่า ว่าแล้ว เข้าใจแล้ว ก็เฉยๆ.. หรือ.. ว่าตามเขา ไม่รู้ความหมายอะไรเลย ??? แบบนี้ การละหมาดสามารถจะนำสู่ตามที่อัลกุรอานว่าหรือเปล่า
"เจ้าจงอ่านสิ่งที่ถูกประทานแก่เจ้าจากคัมภีร์(คืออัลกุรอาน)และจงดำรงการละหมาด (เพราะ) แท้จริงการละหมาดนั้นจะยับยั้งการทำลามกและความชั่ว และการรำลึกถึงอัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่มาก และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ"
จากอายัตนี้ เข้าใจได้ง่ายๆว่า
- คนเราเมื่อละหลาดแล้วจะไม่มีสิ่งใดๆเลยที่จะจูงใจให้เขาทำชั่ว
- คนที่ละหมาดแต่ยังทำชั่วอยู่อีกก็หมายถึงการละหมาดของเขาไม่เป็นที่ยอมรับ เหมือนกับว่ายังไม่ได้ละหมาด
เที่ยงกว่าแล้ว.. ไปละหมาดก่อน ค่อยมาต่อในบันทึกต่อไป

อัซตักฟิลุ้ลลอฮ ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้พวกเราด้วยในการหลงลืมการทำอิบาดะห์ต่อพระองค์
เช่นกันครับ
เป็นคำตักเดือนที่มีคุณค่ามากครับ ขออัลลอฮ์ฺทรงตอบแทนความดีแด่ท่าน
ปล. คำแปลอัลกุรอานสุดท้าย รู้สึกว่าอาจารย์ยังพิมพ์ไม่จบหรือเปล่าครับ
พอดีผมรีบไปละหมาดเลยไม่ได้ดู
สวัสดีครับ
ชื่นชมข้อปฏิบัตินี้ของอิสลาม
เป็นการสร้างสติและสะกัดกั้นอกุศลได้ดีครับ
ผมสนใจศึกษาศาสนามานานแล้ว รวมทั้งอิสลาม
มีคำหนึ่งที่กล่าวว่า All is one ,one is all น่าสนใจดีครับ
ผมเป็นคนศึกษาศาสนาจากต้นฉบับภาษาอาหรับ ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาเปรียบเทียบกับภาษาอังกฤษ
คำกล่าวที่ว่า All is one ,one is all หมายถึงอะไรผมก็ไม่แน่ใจ
มีคำสอนจากท่านนบีตอนหนึ่งว่า
ความรักความเมตตาของมุสลิมที่มีต่อกันนั้นเสมือนร่างกายร่างเดียว ส่วนไหนเจ็บป่วย ส่วนอื่นๆก็จะร้องรู้สึกเจ็บป่วยไปด้วย
อัสสลามมุอะลัยกุ้มคับบ
วะอะลัยกุมุสสาลาม ครับ
การละหมาด มิใช่ศาสนกิจ แต่เป็นการทำภาระหน้าที่ ที่น้องแสดงความกตัญญูอย่าเปิดเผย ตรงต่อเวลา มีแบบแผนที่ชัดเจน ต่อ ผู้ให้ออกซิเจน ต่อพระพุทธเจ้า ท่านมูฮัมมัด ท่านเยซู ท่านโมเสส หายใจ รวมถึงการสร้างธรรมชาติมาให้มนุษยชาติ ทุกๆคน พ่อแม่เรา จัดการเรื่องกรรมชุดที่1 ในชาติที่1(สำหรับผู้มีวรรณกรรมเรื่องภพชาติ). อิสลามไม่มีศาสนพิธีใดใดเลย นอกจากภาระหน้าที่ ทุกประการ. เพราะมนุษย์มีสัญญาขันธ์ ต่อผู้สร้างมนุษย์ จึงมีผู้มีพระเจ้าเป็นสิ่งกตัญญู มากกว่ามีเป็นสิ่งเนรคุณ ปฎิเสธ.
จะโกหก คิดถึงรอด. จะดื่มเหล้า นึกถึงความสนุกสนาน. จะผิดประเวณี นึกถึงมันสสส์. จะเล่นการพนัน นึกถึงรวย. เอาแค่นี้พอ หาก นึกถึงพระพุทธเจ้า ได้แบบ ที่ผู้มีสายสัมพันธ์กับพระเจ้า เขานึกถึงพระเจ้าทุกลมหายใจที่เขาได้สูดเสพ จากการสร้างของผู้มีพระคุณนั้น แบบสุดจิตสุดใจเล่า. ชาวไทยจะประพฤติตนในทางผิดๆได้อย่างไรล่ะ. ลองนำพระพุทธเจ้ากลับมวให้มั่นคงก่อนเถิด. มิใช่จะบริจากทาน ก็นึกถึงนักบวชที่ท่านพึงใจว่าจะต้องผู้นั้นผู้นี้ แทนที่จะนึกถึงภาระหน้าที่ ที่จะช่วยให้สังคมเกิดความเท่าเทียมกัน. เส้นที่ขีดแบ่งระหว่ามนุษย์ที่เคยเป็นพี่น้องกัน. เรามาช่วยๆกันลบออกเถิด.