มีหลายฝ่ายให้ความเห็นว่า ปีนี้การเมืองจะผันผวนหนัก อาจเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาได้
จึงอยากนำธรรมที่อธิบายสาเหตุของการรบราฆ่าฟันมาบันทึกไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง ค่ะโดยคัดจากพุทธพจน์ที่ท่านพุทธทาสได้รวบรวมและแปลไว้ และคำบรรยายจากท่านพุทธทาสเช่นกัน

พุทธพจน์
ปฏิจจสมุปบาทแห่งการรบราฆ่าฟันกัน(1)
(ซึ่งน่าอัศจรรย์)
ดูก่อนอานนท์ ! ก็ด้วยอาการดังนี้แล (เป็นอันกล่าวได้ว่า) เพราะอาศัย เวทนา จึงมี ตัณหา ;
เพราะอาศัย ตัณหาจึงมี การแสวงหา (2) (ปริเยสนา) ;
เพราะอาศัย การแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ) ;
เพราะอาศัย การได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย) ;
เพราะอาศัย ความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค) ;
เพราะอาศัย ความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคคฺโห) ;
เพราะอาศัย ความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มฺจฉริยํ) ;
เพราะอาศัย ความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารกฺโข) ;
เพราะอาศัย การหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) ; กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า มึง ! มึง ! การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยอาการอย่างนี้ ; (เป็นอันว่า) ข้อความนี้ เป็นข้อความที่เราได้กล่าวไว้แล้ว

คำอธิบายจากท่านพุทธทาส
เรื่องปฏิจจสมุปบาทแห่งการทะเลาะวิวาทที่ตรัสแก่พระอานนท์นี้ ทรงยกเอาเวทนาเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อกี้ได้พูดกันแล้วว่า ในโลกนี้ ทั้งสากลจักรวาล ทั้งเทวดา ทั้งมนุษย์ ทั้งโลกไหนก็ตามใจ ตัวร้ายที่สุดคือ เวทนา. เพราะว่าทุกคน ทุกสัตว์ ทุกเทวดา มันเป้นทาสของเวทนา มันสมัครเป็นทาส เป็นบ่าว เป็นขี้ข้า ของเวทนา ; เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า เวทนา เลยเป็นใหญ่ในทุกจักรวาล : ที่อุตส่าห์ทำมาค้าขายก็เพื่อสุขเวทนา ; เด็กๆอุตส่าห์เล่าเรียนก็เพื่อสุขเวทนา ; คนแก่คนเฒ่าอุตส่าห์เลี้ยงลูกหลาน ก็เพื่อว่าแก่เข้ามันจะได้เลี้ยงเราตอบ ก็เพื่อสุขเวทนา ; ทำบุญไปสวรรค์ก็เพื่อสุขเวทนา ; อะไรๆก็เพื่อสุขเวทนา , ถ้ามันเป็นเรื่องของสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ
พระพุทธเจ้าท่านทรงยกเอาสุขเวทนานี้มาเป็นฐาน เป็นต้นเหตุ ของการทะเลาะวิวาท โดยตรัสว่า :-
เวทนํ ปฏิจฺจ ตณฺหา = เพราะอาศัยเวทนา จึงมีตัณหา นี่เป็นปฏิจจสมุปบาทหนึ่งแล้ว เพราะมีเวทนา จึงมีตัณหา
ตณฺหา ปฏิจฺจ ปริเยสนา = เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา : แสวงหาการเล่าเรียน แสวงหาเงิน แสวงหาเกียรติยศชื่อเสียง แสวงหาอำนาจ ยึดมันให้หมดทั้งโลก ; นี่ เรียกว่าการแสวงหา : เพราะมีตัณหา จึงมีการแสวงหา
ปริเยสนํ ปฏิจฺจ ลาโภ = เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้ นี่ไม่ต้องอธิบาย มีการแสวงหา จึงมีการได้
ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย = เพราะอาศัยการได้ จึงมีการปลงใจรัก : ได้อะไรมาเป็นของตัว มันก็ต้องปลงใจรัก ; อะไรสักนิดมันก็ต้องปลงใจรัก
วินิจฺฉโย ปฏิจฺจ ฉนฺทราโค = เพราะมีการปลงใจรัก จึงมีฉันทราคะ ; คือความกำหนัดด้วยความพอใจ
ฉนฺทราคํ ปฏิจฺจ อชฺโฌสานํ = เพราะมีความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา มีความฝังจิตฝังใจให้จมปลักอยู่ในสิ่งนั้น

อชฺโฌสานํ ปฏิจฺจ ปริคฺคโห = เพราะมีความสยบมัวเมา ก็มีการจับอกจับใจยิ่งขึ้น ; คือเราจับอกจับใจในมัน มันก็จับอกจับใจในเรายิ่งขึ้น นี้คือปริคฺคโห เหมือนกับผีสิงแล้ว
ปริคฺคโห ปฏิจฺจ มจฺฉริยํ = เพราะมีการจับอกจับใจ จึงมีมัจฉริยะ , คือความตระหนี่ ตระหนี่ถึงกับไม่อยากให้ใครมาเห็นว่าตัวมีอะไรด้วยซ้ำไป อย่าว่าแต่จะแบ่งให้คนอื่นเลย เรามีอะไรดีๆที่เราหลงรักขนาดนี้ เราไม่อยากให้คนอื่นแม้แต่ได้เห็นสักแวบด้วยซ้ำมั้ง : มีภรรยาสามีสวยๆดีๆ ก็ไม่อยากให้คนอื่นแม้แต่เห็น หรืออะไรทำนองนี้ เรียกว่า วัณณมัจริยะ
มจฺฉริยํ ปฏิจฺจ อารกฺโข = เพราะมีความตระหนี่ จึงมีการหึงหวง หรือหวงกั้น หึงหวงนั่นแหละคือหวงกั้น กั้นกาง ด้วยความหึง เรียกว่า อารกฺโข แต่ไม่ใช่อารักขาอย่างธรรมดา ซึ่งจะทราบอย่างถูกต้องในคำอธิบายของข้อถัดไป
อารกฺโข ปฏิจฺจ อารกฺขาธิกรณํ ทณฺฑาทานสตฺถาทานกลหวิคฺคหวิวาทตุวํตุวํเปสุญฺญมุสาวาทา = เพราะมีการหึงหวงนี้ จึงมีการทะเลาะวิวาทกระทบกระทั่งเพราะการหึงหวงนั้นเอง คือการใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม , การทะเลาะวิวาทโกลาหลว่นวาย การพูดว่า มึงๆ กูๆ , การส่อเสียดให้แตกร้าวกัน , การกล่าวมุสาวาท , เป็นต้น.
อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ = ดังนั้น บาปอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลายเป็นอันมากนั้น ย่อมเกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้
พระพุทธเจ้าท่านตรัสถามพระอานนท์ในตอนสรุปว่า ถ้าไม่มีเวทนาแล้ว เรื่องทะเลาะวิวาทอันนี้ มันจะเกิดได้หรือ ? พระอานนท์ก็ต้องตอบว่า ไม่ได้.
นี้เป็นปฏิจจสมุปบาทแปลก คือ ปฏิจจสมุปบาทแห่งการทะเลาะวิวาท ขอให้จำไว้ด้วย ; แล้วก็ไม่ใช่หมดเท่านี้ นี่เราเอามาพูดกันพอเป็นตัวอย่างว่า แม้แต่การที่มนุษย์จะทะเลาะวิวาทกันในโลกนี้ ก็เพราะเวทนาที่เป็นไปในรุปของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท
(1) มหานิทานสูตร มหา.ที.10/69/59, ตรัสแก่พระอานนท์ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ
(2) คำว่า แสวงหา ในที่นี้ หมายถึงแสวงด้วยตัณหานั่นเอง ; มิใช่การแสวงด้วยวิชชา หรือยถาภูตสัมมัปปัญญา
................................................................................................................................................................................
พุทธทาสภิกขุ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ธรรมทานมูลนิธิ 68/1 หมู่6 ต.เสม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี 84110 โทรศัพท์ 0-7743-1596 จัดพิมพ์โดย ธรรมสภา 1 /4-5 ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ โทรศัพท์ 0-2441-1535(หน้า 589-590)
พุทธทาสภิกขุ อิทัปปัจจยตา ธรรมทานมูลนิธิ 68/1 หมู่6 ต.เสม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี 84110 โทรศัพท์ 0-7743-1596 จัดพิมพ์โดย ธรรมสภา 1 /4-5 ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ โทรศัพท์ 0-2441-1535(หน้า 517-519)
ป.ล.
สำหรับวิธีวาดภาพสีน้ำดอกอัญชันช่อนี้ขอติดไว้ก่อนนะคะ มีโอกาสจะเขียนลงใน http://gotoknow.org/blog/nadrda8 ค่ะ
เห็นแล้วนึกถึงดอกอัญชัญข้างบ้าน
เด็ดมาจิ้มน้ำพริก กินกับส้มตำ อร่อยนักแล อิอิ
อนุโมทนาโยมณัฐรดา ที่แสวงหาสิ่งดีๆ มาฝากพวกเรา
มารับเวทนาสุขในธรรมยามเช้า
อนุโมทนาในธรรมเน้อเจ้า
สวัสดีปี๋ใหม่แต้ๆเลย.ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง
ช่วงนี้ยังคงออกทำงานต่างอำเภอ อาทิตย์หน้าเป็นกลุ่มสุดท้ายแล้ว
สาธุครับ
สวัสดีพี่ณัฐรดา
ฝีมือวาดภาพกับธรรมะที่นำมาแต่ละครั้งสุดยอดมากครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมานะคะ
ยินดีกับการพบพานความสุขจากภายใน รัตก้อเป็นคนเขียนสีน้ำเหมือนกันแต่ชีวิตยังไม่นิ่งสงบเย็นเลยค่ะแล้วจะแวะเวียนมาแลกเปลี่ยนความรู้ที่มีกันอีกในโอกาสต่อไปค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักกับผู้ที่ชอบเหมือนกัน
อนุโมทนาสาธุด้วยครับ
เหตุเป็นวิสัยของมนุษย์..
..ผลเป็นวิสัยของ...พระเจ้า...
สาธุ..