กว่าจะได้กลับบ้าน : การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของคนไทยพลัดถิ่น

 

 

 

 

 

 

 

                เราโชคดีที่มีมิสเตอร์มาร์คมาเป็นเพื่อน  เพราะถ้าเป็นฉันเดินทางคนเดียวก็คงจะยึดล็อบบี้สนามบินเป็นที่อยู่จนถึงเวลาเดินทาง หรือแม้แต่เดินทางสองคนกับนิด  นิดก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่าอยู่สนามบินแล้วก็กินนอนที่ห้องรับรองน่าจะปลอดภัยกว่า

 

                มิสเตอร์มาร์คสงสัยว่าเราไปทำอะไรที่กวาฮาตี  ฉันเล่าให้ฟังพอสังเขป และแม้จะสงสัยเหมือน กันว่าเขาไปทำอะไรที่นั่น  แล้วยังจะบินจากสุวรรณภูมิต่อไปพนมเปญอีก  งานนี้เลยพลาดเที่ยวบินทุกเที่ยว  แต่ก็ขี้เกียจถาม  คนเจอกันชั่วครู่ ไม่รู้จะรู้เรื่องของเขาไปทำประโยชน์อะไร

 

                มิสเตอร์มาร์คเล่าว่า เขาจองตั๋วแอร์อินเดียจากกวาฮาตีจะมาโกลกัตตา  แต่จู่ ๆ  แอร์อินเดียก็งดบิน เลยเปลี่ยนมาเป็น เจ็ต แอร์เวย์  ฉันเลยเล่าประสบการณ์แอร์อินเดียงดบินในวันที่จะกลับเมืองไทยเมื่อ 2 ปี ก่อน  ไม่มีใครรับผิดชอบด้วย แล้วยังพูดแบบอ้างบุญคุณอีกว่า ฉันจะได้อยู่เที่ยวต่ออีกตั้ง 2 วัน  ทำอย่างกับบ้านเมืองตัวเองเป็นสวรรค์

                ทำให้ต้องคืนตั๋วซึ่งได้เงินคืนนิดเดียว ถ้าอยู่บ้านเราคงโดนฟ้องไปแล้ว หรือไม่ก็ควรจะคืนเงินเต็มจำนวน เพราะความผิดสายการบินเห็นๆ  แต่บังเอิญว่าเป็นอินเดีย ฉันเลยต้องไปซื้อตั๋วของสายการบินดรุ๊กแอร์ของภูฐานที่สะอาดเอี่ยมและบริการดีเยี่ยมแทน

 

                มิสเตอร์มาร์ค ยังบอกอีกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่สายการบินอินเดียรับผิดชอบผู้โดยสายมากมายขนาดนี้  เพราะเท่าที่เคยเจอมักไม่รับผิดชอบ และก็ไม่มีใครทำอะไรได้ ดูท่าทางเขาจะรู้เรื่องอินเดียมากพอสมควร

 

                เมื่อมาถึงโรงแรม มิสเตอร์มาร์คก็ทำให้ฉันทึ่งอีกครั้ง ที่เขาสามารถสื่อสารกับเด็กพนักงานโรงแรมได้ด้วยภาษาเบงกาลี  ซึ่งเป็นภาษาประจำรัฐเบงกอล (โกลกัตตา เป็นเมืองหลวงของรัฐเบงกอล)  อินเดียมีรัฐแต่ละรัฐปกครองตนเอง และแต่ละรัฐก็มีภาษาของตน  คนอัสสัมพูดภาษาอัสสัมมิส คน      เบงกอลพูดเบงกาลี  เวลาคนแต่ละรัฐเจอกัน จึงไม่แปลกที่เขาใช้ภาษาอังกฤษคุยกัน

                เลยกลายเป็นว่า มิสเตอรมาร์คต้องเข้ามาเป็นล่ามให้ที่ห้องพักระหว่างฉันกับพนักงานโรงแรม  เรื่องการสั่งอาหารกลางวัน และอาหารเย็น ที่จริงเราก็กินแบบเดียวกันนั่นแหละ  เพราะฉันสั่งอะไรไป เขาก็ขอเพิ่มอีกที่

 

                ขามาที่โรงแรม มิสเตอร์มาร์คจ่ายค่าแท็กซี่  ฉันพยายามจะแชร์ แต่เขาบอกว่าให้เราจ่ายตอนขากลับแทน  แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราตกลงกันไม่ลงตัว  ฉันกับนิดจะขอไปถึงสนามบินตอน 5 ทุ่ม  ส่วนมิสเตอร์มาร์คจะไปถึงตอน 5 ทุ่ม 45 นาที  เวลาแค่ 45 นาที ตกลงกันไม่ได้  เลยสรุปว่าต่างคนต่างไป  ซึ่งมิสเตอร์มาร์คก็เข้าใจว่าของเราเยอะ ต้องโหลดกระเป๋า  ส่วนเขาตัดสินใจไม่โหลดของ  เพราะมีกระเป๋าใบเดียวเล็ก ๆ   ความคล่องตัวย่อมต่างกัน  แต่สิ่งที่ฉันไม่ได้บอกเขาก็คือ ฉันไม่ไว้ใจอะไรในอินเดียอีกต่อไปแล้ว เผื่อเกิดปัญหาอะไรอีก  เผลอ ๆ  เขาอาจไม่ได้จองตั๋วการบินไทยให้เราจริง ๆ  ก็ได้

 

                พนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟพร้อมรอยยิ้ม เพราะหนุ่มน้อยคนนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้  ตอนเย็นจึงจะมีพนักงานที่พูดอังกฤษได้มาทำงาน  ฉันกับนิดเลยพยายามไม่พูดอะไรกับเขา เพราะเวลาเขาฟังไม่รู้เรื่อง เขาจะไปตามมิสเตอร์มาร์คมาแปล

                กลายเป็นว่าการตกเครื่อง ทำให้มีชีวิตสุขสบายที่สุด สบายกว่า 15 วันที่เดินทางในอัสสัม  โรงแรมแม้จะเล็ก ๆ  แต่ก็สะอาดใช้ได้ เสียแต่เหม็นลูกเหม็นไปหน่อย  อาหารก็อร่อยแบบอินเดีย  พนักงานเข็นมาเสิร์ฟถึงเตียง  เราสั่งแกงกะหรี่ไก่เป็นมื้อกลางวัน  เขาเสิร์ฟมาพร้อมข้าวและโรตี มีขนมหวาน และผลไม้อีกด้วย  ส่วนมื้อเย็นเป็นแกงปลา สั่งให้มาตอนหนึ่งทุ่ม

 

                หลังอาหารกลางวัน เรานอนหลับเอาแรง เพราะคืนนี้จะไม่ได้นอน  เครื่องออกตีหนึ่งสี่สิบห้า ถึงสุวรรณภูมิ 6 โมงเช้า  การบินตอนกลางคืนนับเป็นความทรมานอย่างยิ่ง  เว้นแต่เราจะเป็นมนุษย์ค้างคาว

 

                เราตื่นมาเมื่อเด็กมาเคาะประตูเสิร์ฟอาหารเย็น  การนอนช่างเป็นความสุขของชีวิตเสียนี่กระไร  แต่อาการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเราก็คือ แสบตาจนน้ำตาไหล จมูกเริ่มใช้การไม่ได้ และมีอาการวิงเวียน  เราพยายามหาสาเหตุ และก็รู้ได้ว่ามันมาจากลูกเหม็น ที่เขาใส่ไว้ในห้องน้ำ และดูเหมือนว่าจะอยู่ตามซอกมุมต่าง ๆ  ในห้อง  เขากะจะอบลูกเหม็นพิษให้เราตายไปเลยหรือไงนี่  เขาไม่รู้หรือว่าลูกเหม็นอันตราย

 

                เริ่มไม่ได้การแล้ว  เราจึงพยายามเปิดหน้าต่าง และรีบจัดการกับอาหารตรงหน้า  เพื่อจะรีบเช็คเอ้าท์ก่อนเวลาที่ตั้งใจไว้  ตอนแรกว่าจะออกสักสี่ทุ่มครึ่ง  ตอนนี้เห็นที่จะไปเร็วขึ้น ดีกว่านอนตายเยี่ยงแมลงสาบอยู่ในห้องนี้  ไม่รู้ตอนนี้มิสเตอร์มาร์คเสียชีวิตไปหรือยัง

 

                เราลากสังขารลงมาข้างล่างตอนสามทุ่ม มาบอกที่เคาน์เตอร์ว่าเราจะไปแล้ว ช่วยยกกระเป๋า และเรียกแท็กซี่ให้สักคัน  พนักงานโรงแรมที่นี่บริการดี  เขากุลีกุจอจัดการให้ตามที่เราต้องการ  ซ้ำยังช่วยยกกระเป๋าขึ้นแท็กซี่ให้อีก  ต่อราคาแท็กซี่ให้ได้ที่ 70 รูปี  ฉันเลยทิบไป 100 รูปี ให้ไปแบ่งกัน 2 คน  วันนี้วันสุดท้าย  เงินรูปียังเต็มกระเป๋า  เพราะตลอดเวลาเดินทางไม่ได้ใช้จ่ายอะไรมากนัก  ฉันกับนิดประเมินกันว่า เราสองคนสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในโกลกัตตาได้เป็นเดือนทีเดียว

 

                แท็กซี่ใช้เวลาสักสิบห้านาทีก็ถึงสนามบิน  เราค่อนข้างหวาดระแวงแท็กซี่อินเดีย  เพราะกิตติศัพท์ในทางเลวร้ายมีอยู่เสมอ ๆ  ไม่ว่าจะเป็นทิ้งผู้โดยสาร ตกลงกันราคาหนึ่ง เก็บเงินอีกราคาหนึ่ง  จนถึงการขโมยของกันซึ่ง ๆ  หน้า โดยแกล้งทำรถเสีย แล้วให้ผู้โดยสารลงไปเข็น  จากนั้นก็ขับหนี  แต่วันนี้ดูเราจะปลอดภัย  เพราะอย่างน้อยก็เป็นรถที่ทางโรงแรมเรียกให้

 

                คนขับอัธยาศัยดีเกินคาด นอกจากไม่คิดค่ากระเป๋าเพิ่มเหมือนคันอื่น ๆ  แล้ว  ยังช่วยยกกะเป๋าให้อีก  ฉันจ่ายค่าแท็กซี่ให้เขาไป 100 รูปี ไม่ต้องทอน  เขายิ้มหน้าบาน แก้มแทบปริ อวยชัยให้พรอีกมากมาย   นิดกลับมาจากการไปเดินหารถเข็นกระเป๋า  ซึ่งไม่มี เพราะจะถูกพวกแขกที่รับจ้างเข็นสัมภาระยึดไว้เป็นของตัวเองหน้าตาเฉย ไม่มีใครจัดการเรื่องเหล่านี้  ผู้โดยสารทำได้อย่างเดียวคือ จ้างคนพวกนี้เข็นกระเป๋าจากที่จอดรถไปยังประตูสนามบิน  ซึ่งห่างกันแค่นิดเดียว

 

                ฉันกับนิดกะลากกระเป๋าเอง ไม่อยากสนับสนุนวิธีการของคนหากินแบบนี้  แต่คนขับแท็กซี่บอกว่าจะจัดการให้ เขาหายไปสักครู่ ก็กลับมาพร้อมรถเข็นคันหนึ่ง  เขาช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถเข็นให้ เขาเป็นคนมีน้ำใจทีเดียว อุตส่าห์พยายามช่วยเหลือ  ฉันไม่คิดว่าเป็นเพราะเงิน 30 รูปี ที่ฉันให้เขาเกิน  ถ้าเขาไม่มีน้ำใจ เขาก็แค่รับเงินนั้น แล้วก็ขับรถจากไป  แต่นี่เขาช่วยเหลือถึงขนาดเข็นกระเป๋ามาส่งที่ประตูสนามบิน

 

                ฉันคิดวิธีกำจัดแบงค์เน่า ๆ  ที่ได้มาระหว่างการเดินทางได้แล้ว  ส่วนมากเป็นแบงค์ 10 รูปี 20 รูปี เน่าเสียจนไม่อยากจับ เลยแยกไว้อีกที่หนึ่ง  โดยที่ยังคิดไม่ออกว่าจะใช้มันทำอะไรดี อาจจะหยอดตู้บริจาคที่สนามบิน  ฉันเลยยกให้คนขับแท็กซี่ไป รวม ๆ  แล้วน่าจะเป็นร้อยเหมือนกัน

                ฉันไม่เคยเห็นสีหน้าและแววตาของคนที่มีความสุขได้อย่างมากมายเท่านี้มาก่อน  และฉันดีใจที่เขามีความสุขกับสิ่งที่ฉันให้  เขาอวยพรเราอีก  ซ้ำยังชมเราว่าสวยแล้วยังใจดีอีก ขอให้สวยยิ่งๆ ขึ้นไป  ซึ่งอันนี้เรารีบรับคำชม และคำอวยพรด้วยความยินดี  เราขอบคุณเขาที่ช่วยเหลือแล้วก็ลาจากกัน

 

                เราผ่านพิธีการตรวจอย่างละเอียด ก่อนเข็นกระเป๋าเข้าไปยังส่วนในสุดของสนามบิน  เพราะด้านนอกทัวร์จีนแน่นขนัด  วันนี้เป็นวันที่มีเที่ยวบินของสายการบินไช่น่าเซาท์เทิร์น ทำให้ภายในอาคารสนามบินอึกทึกโกลาหลไปหมด

 

                มีเจ้าหน้าที่การบินไทย แต่เป็นคนอินเดียเดินมาหาเรา ขอดูตั๋ว และถามถึงมิสเตอร์มาร์ค เป็นอันว่าข่าวการตกเครื่องของเราเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปทั้งสนามบิน  แค่เข็นกระเป๋าเข้ามา ยังไม่ได้ไปติดต่อเคาน์เตอร์ ก็มีเจ้าหน้าที่มาหาแล้ว  เจ้าหน้าที่คนนั้นจัดการชั่งกระเป๋า ออกหมายเลขที่นั่งให้เราอย่างเรียบร้อย  เราเริ่มเห็นความหวังว่าจะได้กลับบ้านแล้ว ..  แต่ก็ยังไม่ไว้วางใจเสียทีเดียว  ทางที่ดีเรารีบเข้าไปรอในห้องผู้โดยสารที่เตรียมขึ้นเครื่องจะดีกว่า  อย่างน้อยก็พอจะมองเห็นเครื่องบินที่จอดอยู่ ให้อุ่นใจ

 

                เหลือเวลาอีกเกือบสามชั่วโมง  เราเริ่มชักผ้าออกมาคลุมตัว เมื่อความง่วงเริ่มคืบคลาน  แต่ก็ไม่กล้าหลับจริงจังนัก ตกเครื่องเพราะหลับคงไม่มีใครรับผิดชอบและเห็นใจแน่ ...

 

                เราไม่ได้พบและร่ำลากับมิสเตอร์มาร์ค เห็นเขาอีกหน ตอนที่เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกผู้โดยสารเฟิร์สคลาสขึ้นเครื่อง  ขณะที่เราอยู่ในกลุ่มชั้นประหยัด แถวยาวไกลกันสักร้อยเมตรได้  ตอนลงที่สุวรรณภูมิเขาก็ได้ลงก่อน และไม่ต้องรอกระเป๋าเหมือนเรา  จากนั้นคงรีบต่อเครื่องบินไปพนมเปญ ...

 

                ส่วนฉันกับนิดแยกย้ายกันกลับบ้าน  แล้วก็นอนและกินชดเชยอย่างบ้าคลั่งเกือบหนึ่งสัปดาห์ ร่างกายจึงฟื้นตัวเป็นปกติ เป็นการเดินทาง ๑๕ วันที่เหน็ดเหนื่อยและทุรกันดารที่สุดในชีวิตการเดินทาง  แต่ประสบการณ์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่าหาที่ไหนไม่ได้ โดยเฉพาะมิตรภาพ และน้ำใจของผู้คนที่บริสุทธิ์และจริงใจ ยากจะลืมเลือน

               

 

คำขอบคุณ

 

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ฉัตรทิพย์  นาถสุภา ที่สนับสนุนการเดินทาง
ขอบพระคุณ ดร.บุสปะ โกกอย ที่ดูแลทั้งที่พักและอาหารตลอดการเดินทาง
ขอบคุณพี่อุษา โลหะจรูญ ที่สนับสนุนข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในอัสสัม
ขอบคุณนิด – ถนอมจิต  คงจิตต์งาม ที่เป็นเพื่อนกันเสมอในทุกที่
และขอบคุณพี่น้องชาวไทอาหม ไทคำตี่ ไทคำยัง สำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น