ทำให้ผู้เรียนเกิดการคิดเชิงมโนทัศน์และมีพื้นฐานที่ดีสำหรับการเข้าถึงความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในยุควิทยาศาสตร์ อีกทั้งเป็นวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่เริ่มต้นด้วยการผสมผสานความเป็นวัตถุและจิตใจ เพื่อมุ่งสู่ความสมดุลและความยั่งยืนของการพัฒนา

การพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ รวมทั้งสร้างมโนทัศน์ในสิ่งต่างๆได้ นับว่าเป็นศักยภาพการเรียนรู้ที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนกลุ่มต่างๆ ให้มีความสามารถในการใช้วิจารณญาณ สร้างความรู้และประมวลข้อมูลเพื่อการตัดสินใจอย่างเป็นระบบได้อย่างเหมาะสมในสถานการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป

กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว จัดว่ามีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้มากกว่าการเรียนรู้แบบท่องจำ รวมทั้งการเรียนรู้ที่รู้จักแต่รูปแบบและเทคนิคการปฏิบัติแบบสำเร็จรูป ซึ่งจะทำให้ปัจเจกและชุมชนไม่สามารถเข้าสู่ปัญหาและใช้ความรู้แก้ปัญหาในโลกความเป็นจริงได้ เพราะเงื่อนไขแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างสลับซับซ้อนอยู่ตลอดเวลา

วิถีการเรียนรู้ดังกล่าว ทำให้การพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ทั้งในภาคที่เป็นทางการดังเช่นการศึกษาในระบบโรงเรียน สถานศึกษา มหาวิทยาลัย และการจัดการศึกษาเรียนรู้ทั้งหลายเพื่อพัฒนาพลเมือง ไม่เพียงพอที่จะทำให้คนได้วิธีคิดและมียุทธศาสตร์การประยุกต์ใช้การคิดอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างการตัดสินใจและเผชิญปัญหาต่างๆด้วยตนเองได้ มักจำและเรียนรู้โดยมีความรู้แบบท่องจำเป็นตัวตั้ง การเรียนรู้ของชุมชนก็มักจำเพียงเทคนิคและรูปแบบ เช่น  AIC | FSC | KM | Dialogue | เทคนิคการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบ PAR แต่ไม่มีหลักพอที่จะออกแบบและปฏิบัติให้เหมาะสมไปตามความจำเป็น จึงอาจเกิดปรากฏการณ์ทำตามๆกันไปทั้งในระดับท้องถิ่นและโลกาภิวัตน์ อย่างไม่มีเหตุผล

หากเรียนรู้แบบท่องจำ ไม่เข้าใจหลักการ ไม่รู้เหตุผลเบื้องหลังและขาดมโนทัศน์ที่จะช่วยชี้นำการเริ่มต้นเข้าสู่การแก้ปัญหาต่างๆด้วยตนเองด้วยท่าทีของผู้เรียนรู้และใช้ความรู้แก้ปัญหาแล้ว การพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ก็จะไม่สามารถสนองตอบต่อความจำเป็นของสังคม อีกทั้งประชาชนและผู้เรียนก็ขาดความสามารถในการปรับตัวให้สนองตอบต่อความจำเป็นต่างๆที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง ทำให้ชุมชนและสังคมอ่อนแอ ขาดการเรียนรู้และจัดการความรู้ที่พอเพียง ให้ผสมกลมกลืนกับเงื่อนไขแวดล้อมอันหลากหลาย

                 

                

การเรียนรู้แบบการคิดมโนทัศน์ หรือแผนภาพการคิด Mind Map และแผนภาพปรากฏการณ์วิทยา เป็นเครื่องมือและวิธีการเชิงกระบวนการเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบการคิดมโนทัศน์อย่างเป็นระบบ

แผนภาพมโนทัศน์การคิดนั้น สามารถออกแบบและพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างเชื่อมโยงและนำไปสู่การคิดเชิงยุทธศาสตร์ สามารถร่วมกันค้นหาทางออกและวางแผนปฏิบัติการ พร้อมกับระดมพลังกลุ่มก้อนให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาสุขภาวะชุมชน ตามที่ผู้คนต้องการร่วมกันได้

ส่วนแผนภาพการถอดบทเรียนเชิงปรากฏการณ์วิทยา เป็นเครื่องมือและวิธีการเชิงกระบวนการที่พัฒนาการเรียนรู้การคิดเชิงระบบและการเรียนรู้ทางสังคมที่ผสมผสานหลักคิดสำคัญของความเป็นวิทยาศาสตร์และความเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดการคิดเชิงมโนทัศน์และมีพื้นฐานที่ดีสำหรับการเข้าถึงความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในยุควิทยาศาสตร์ อีกทั้งเป็นวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่เริ่มต้นด้วยการผสมผสานความเป็นวัตถุและจิตใจ เพื่อมุ่งสู่ความสมดุลและความยั่งยืนของการพัฒนา

ทั้งสองตัวอย่างจะทำให้เราสามารถพัฒนาแนวคิดและออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความจำเป็นในปัจจุบันให้ดีมากขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการมิติความเป็นชุมชนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในแนวคิดต่อการศึกษาเรียนรู้ที่มีความเป็นองค์รวมและมีขอบเขตกว้างขวางมากขึ้น และการพึ่งศักยภาพของคนก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นวิธีคิดของการพัฒนาที่ถือเอาคนและชุมชนเป็นตัวตั้ง

แนวดำเนินการดังกล่าว เชื่อกันว่าจะช่วยลดช่องว่างและช่วยเสริมการศึกษาเรียนรู้ที่ถือเอาอย่างอื่นเป็นแกนกลาง เช่น การถือเอาความรู้ในหนังสือเป็นตัวตั้ง ความต้องการของครู ข้อมูลภายนอกที่ไม่คำนึงถึงเงื่อนไขจำเพาะของผู้เรียน ความต้องการแข่งขันของโรงเรียนและสถานศึกษา หลักสูตรการศึกษาแบบรวมศูนย์ เหล่านี้เป็นต้น ให้มีผลสัมฤทธิ์ที่ดีและมีความเป็นบูรณาการมากขึ้น

คลิ๊กเข้าไปดูพาวเวอร์พ๊อยต์ การเรียนรู้แบบการคิดมโนทัศน์ได้เลยครับ