อาตมาได้อ่าน "คำอฐิษฐานใจในปี 53" ของโยมศิริวรรณ (http://gotoknow.org/blog/tee-song/325066) และรู้สึกประทับใจมาก  โยมท่านนี้ได้่บอกพวกเราว่า

  • รับฟังผู้อื่นน้อยไป ถ้าคนอื่นไม่ยอมรับความคิดเห็นตนเอง จะแอบมีความรู้สึกไม่พอใจลึกๆ ปีใหม่นี้ฉันตั้งใจจะเริ่มที่ ตัวฉันเองโดย ฟังผู้อื่นมากขึ้น และฟังอย่างไม่ตัดสิน จะปรับความรู้สึกให้อยู่กลางๆ ฉันคิดว่าฉันคงทำได้ ถ้าฉันตั้งใจ

    หัวใจ (Keyword) ของคำที่เราได้ "สัมผัส" ก็คือคำ่ว่า "ฟัง" พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับคำว่า "ฟัง" เป็นอันดับแรก "สุ (ฟัง) จิ (คิด) ปุ (ถาม) และ ลิ (เีขียน)" ด้วยเหตุนี้ คนที่จะได้ชื่อว่า "บัณฑิต" จึงต้องรู้จักการ "ฟัง" และจำเป็นต้องเป็น "การฟังอย่างมีสติ" ซึ่งสอดรับกับคำว่า "ตั้งใจฟัง" ที่โยมศิริวรรณกล่าวถึง  ฉะนั้น เพื่อให้เห็นแง่มุมของ "การฟัง" ที่ชัดเจนมากขึ้น จึงขอนำเสนอ "กฎทองของการฟังอย่างมีสติ" (Golden Law of Mindful Listening) ดังนี้

  1. ฟังโดยไม่มีวาระซ่อน และมีเจตนาแอบแฝงเพื่อจับผิดคู่สนทนาของเรา
  2. ปฏิสัมพันธ์กันอย่างมนุษย์ ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ‘แบบคน’  ไม่ใช่ ‘วัตถุสิ่งของ’
  3. เท่าเทียม หลีกเลี่ยง การครอบงำ (imperialism) ทั้งสองฝ่ายต่างให้และรับความเห็นต่าง ไม่มีใครเหนือว่า หรือด้อยกว่า
  4. จุดยืนชัดเจน บอกจุดยืน-ตำแหน่งของตนเองให้ชัดเจน ฟังเพื่อ เรียนรู้และทำความเข้าใจ จุดยืนของผู้อื่น
  5. ใจกว้าง กล้าวิจารณ์ความคิด-ความเชื่อของตนเอง/กลุ่มตนเอง (self-critical)
  6. ซื่อสัตย์ และ จริงใจ หลีกเลี่ยง การยอมรับแบบขอไปที (lazy tolerance)
  7. ไว้วางใจผู้อื่น ผู้อื่นก็มีเหตุผลที่ดี และสามารถหาทางออกที่ดีได้เช่นกัน
  8. ไม่ปะปนหลักการกับการปฏิบัติ เมื่อผู้อื่นพูดเรื่องหลักการ ก็ตอบเรื่องหลักการ เมื่อผู้อื่นผู้เรื่องการปฏิบัติ ก็ตอบเรื่องการปฏิบัติ

    ขอให้ปีนี้ของพวกเราจงเป็น "ปีแห่งการฟังอย่างมีสติ"  ทุกครั้งที่ฟังเพื่อน พ่อ แม่ พี่น้อง หรือคนรอบข้างอื่นๆ ขอได้โปรดใช้เวลา "ชั่วครู่" เพื่อ "ตรึกตรอง ย่อยความคิด และหาความหมายที่แท้จริงจากการฟ้ัง" 

    "การฟังอย่างมีสติเท่านั้น" ที่จะทำให้เราก้าวพ้น  "อคติ" ในการมองความคิดของคนอื่นที่ไม่เหมือนเราว่า "ผิด" หากมองว่า "ต่าง"

 

มุมมองเพิ่มเิติมเกี่ยวกับ "การฟังที่ดี" ของธาริณี มาลัยมาตร์ รพ.จิตเวชขอนแก่น (http://www.jvkk.go.th/jvkkfirst/story/health/37.htm)