ช่วงปีที่ผ่านมา ชาวไทยต้องผจญกับภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ และภัยแล้งอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากป่าต้นน้ำถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก
ขณะที่การบุกรุก ทำลาย "ป่าต้นน้ำ" ก็เกิดขึ้นๆ ไม่ขาดสายเช่นกัน โดยกลุ่มผู้ทำลายก็ไม่ใช่ใครอื่น มีทั้งนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และระดับล่าง กลุ่มนายทุนอิทธิพล
รวมถึงกลุ่มคนในเครื่องแบบสีต่างๆ ที่ว่าจ้าง
ชาวบ้านบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเอาไม้ไปขาย และปรับพื้นที่ทำการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีชาวไทยภูเขาแผ้วถางป่าทำไร่เลื่อนลอย
นี่ ล่ะที่ทำให้เกิด อุทกภัยใหญ่ และ ภัยแล้ง มากกว่าแต่ก่อน เพราะ "ป่าต้นน้ำ" ซึ่งทำหน้าที่เสมือนอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ ที่คอยปลดปล่อยน้ำให้ค่อยๆ ไหลลงสู่แม่น้ำลำธาร หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งคน สัตว์และพืชต่างๆ ถูกทำลายไปจนเหลือน้อย
เป็นที่น่าห่วงว่า ขณะนี้เข้าขั้นวิกฤติแล้ว จากตัวเลขการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ ในปี 2531 มีพื้นที่ ป่าเหลืออยู่เพียงร้อยละ 28 ของพื้นที่ประเทศไทย หรือประมาณ 30 ล้านไร่ นอกจากนี้ ในการสำรวจ ปี 2528 พบว่ามี พื้นที่ป่าต้นน้ำ เหลือประมาณ 3 ล้านไร่
แต่ในปี 2552 ที่ผ่านมาพื้นที่ป่าไม้และป่าต้นน้ำกลับถูกทำลายลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ขณะที่การปลูกป่ายังดำเนินการได้น้อย และในหลายจังหวัดก็มีการตื่นตัวที่จะออกมาปราบปรามพวกตัดไม้ทำลายป่า และอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างจริงจัง

ที่ จ.ตรัง เป็นข่าวใหญ่โตส่งท้ายปี 2552 จากการที่พื้นที่ป่าต้นน้ำ ใน เขตอุทยานแห่งชาติ จ.ตรัง ถูกกลุ่มนายทุนผู้มีอิทธิพล นักการเมืองทุกระดับ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และนายทหาร เข้ามาอ้างกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ บุกรุกทำลายป่าจำนวนมาก จน ฝ่ายปกครอง ต้องออกมาสนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และ อส. จับกุม นายทหาร ที่เข้าบุกรุกถางป่า
นาย เนติวิทย์ ขาวดี ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายรักษาความมั่นคง อ.สิเกา จ.ตรัง กล่าวว่า ผืนป่าต้นน้ำหลายแห่งถูกทำลายย่อยยับ และตกอยู่ในสภาพน่าเป็นห่วง คงเหลือป่าอุดมสมบูรณ์ไม่ถึงร้อยละ 10 ของพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัด อนาคตถ้าไม่มีมาตรการเด็ดขาดเพื่อรักษาไว้ ผืนป่าก็จะเหลือเพียงตำนาน
ขณะ ที่ นายศรัณย์ ใจสอาด ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 5 (นครศรีธรรมราช) ซึ่งดูแลพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ภูเก็ต สตูล และตรัง กล่าวว่า ที่น่าเป็นห่วงคือ พื้นที่ป่าต้นน้ำใจกลาง เทือกเขาบรรทัด เขต จ.ตรัง รอยต่อ จ.สตูล เนื้อที่ประมาณ 300-400 ไร่ ถูกบุกรุกทำลายเหี้ยนเตียนเพื่อเอาที่ไปปลูกสวนปาล์มและยางพาราส่งผลกระทบ ต่อแหล่งน้ำในเขตเขาปู่ เขาย่า และแม่น้ำ ลำคลอง เป็นวงกว้าง
อีก ทั้งใน จ.พังงา ด้านทะเลอันดามัน มีการบุกรุกเขตป่าอนุรักษ์ต่างๆ เช่นเดียวกับ จ.นครศรีธรรมราช มีการบุกรุกป่าต้นน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานแห่งชาติกะทูน ป่าน้ำต้นถูกทำลายไปกว่า 200 ไร่ รวมพื้นที่ป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายใน 6 จังหวัดประมาณ 1,000 ไร่ จึงต้องรณรงค์ให้รู้คุณค่าของป่าต้นน้ำ
ส่วน ที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ป่า 8,174,758 ไร่ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ 26 ป่า เนื้อที่ 3,643,588 ไร่ และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ คืออุทยานแห่งชาติ 6 แห่ง ปัจจุบันมีการบุกรุก แผ้วถาง ตัดโค่นต้นไม้ทำลายป่า จากการสำรวจทางอากาศมีพื้นที่ป่าเหลือประมาณ 2.3 ล้านไร่ หรือร้อยละ 28 ของทั้งจังหวัด
นายดำริห์ บุญจริง ผวจ.สุราษฎร์ธานี ได้จัดตั้งชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหยุดยั้งการแผ้วถางป่า ต้นไม้ และดำเนินโครงการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดตั้ง "ธนาคารต้นไม้" มีเป้าหมาย 299 แห่ง แต่ละแห่งปลูกต้นไม้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ต้น และคาดว่า ปี 2553 จ.สุราษฎร์ธานี จะมีต้นไม้เกิดขึ้นใหม่กว่า 1,490,000 ต้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 77 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. 2553

นาย ยงยุทธ ชำนาญรบ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร กล่าวว่า รับผิดชอบพื้นที่จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร, สกลนคร, นครพนม มีพื้นที่ป่าไม้ รวมทั้งหมด 828.56 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นเนื้อที่ 517,850 ไร่
เฉพาะพื้นที่ อ.ดงหลวง และ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร มีพื้นที่ป่า 300,000 ไร่ เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ แต่ในเขต อ.ดงหลวง ถูกทำลายไปประมาณร้อยละ 10 และมีชาวบ้านบุกรุกที่ทำกินอีกประมาณร้อยละ 10
ส่งผลกระทบทำให้ เกิดความแห้งแล้ง บริเวณอุทยานแห่งชาติมีอ่างเก็บน้ำอยู่ 24 อ่าง ทุกปีน้ำในอ่างก็ค่อนข้างลดลงต่ำกว่าปกติจนน่าเป็นห่วง
แต่ยังดีที่ นายกิจกรรม เชื้อคำฮด นายก อบต.พังแดง อ.ดงหลวง ผู้นำป่าชุมชนซึ่งมีพื้นที่ติดลำห้วยบางทราย เป็นป่าต้นน้ำที่ติดเทือกเขาภูพาน ทุกปีเวลาฝนตกหนัก น้ำไหลผ่าท่วมหมู่บ้านและถนน เนื่องจากมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ไม่มีต้นไม้พอที่จะซับน้ำที่ไหลจากภูเขาไว้ได้
จึงคิดวิธีตั้ง กฎเกณฑ์ให้ชาวบ้านทุกคนถือต้นกล้าไม้คนละ 3 ต้น ไปปลูกชดเชยทุกครั้งที่ขึ้นไปบนภูเขา เพื่อเป็นการปลูกป่าต้นน้ำ แม้จะไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ช่วยปลุกจิตสำนึกให้ช่วยกันอนุรักษ์ป่า
นาย ฉกาจ ลาภานุพัฒน์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 11 เปิดเผยว่า ดูแลและรับผิดชอบ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก, เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ ได้วางแนวทางอนุรักษ์ ป้องกันป่า โดยให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสนธิกำลังกับทหาร และกรมป่าไม้ ออกลาดตระเวนตามพื้นที่ป่าต้นน้ำ
รวมทั้งจัดสรรพื้นที่ทำกันให้ชาว บ้านเพื่อจะได้ไม่บุกรุกตัดต้นไม้ แต่ก็ยังมีบางส่วนเกิดความโลภนำที่ดินไปขายให้นายทุน แล้วกลับไปบุกรุกป่าอีก ก็ดำเนินการจับกุมอย่างเฉียบขาด

ทาง ด้าน จ.พะเยา ซึ่งเป็นอีกจังหวัดที่มีการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ขยายพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยจำนวนมาก นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผวจ.พะเยา จึงจัดตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จ.พะเยา เพื่อตรวจสอบและติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พร้อมกันนี้ได้จัด โครงการจัดตั้ง "อาสาสมัครพิทักษ์ป่า" มาร่วมป้องกันและให้เบาะแสแก่เจ้าหน้าที่มิให้มีการบุกรุกทำลายป่าและเผาป่า ทำให้จับกุมผู้ กระทำผิดได้จำนวนมาก
จะเห็นได้ว่าปัญหาการทำลาย "ป่าต้นน้ำ" นั้น เป็นเรื่องของชาวไทยทุกคนที่จะต้องมีส่วนร่วมในการช่วยกันอนุรักษ์ ดังกระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า
"...ควรจะปลูกต้นไม้ในใจคนก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง"
ดัง นั้น หากชาวไทยทุกคนไม่ช่วยกันอนุรักษ์ ป่าต้นน้ำไว้แล้ว เชื่อว่าในปีใหม่ 2553 พื้นที่หลายจังหวัดทุกภาคก็คงจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ครั้งใหญ่ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
ทีมข่าวภูมิภาค
http://www.thairath.co.th/content/edu/56328
นมัสการพระคุณเจ้า
มาเชียร์
มาชมครับ
ตอนนี้กระผมยังอยู่ใน ม. มจร. วังน้อยครับผม.
เจริญพร อาจารย์
เสียดายจังเลย วันนี้คิดจะเข้าไปเหมือนกัน แต่ท่านอธิการนัดที่วัดประยูรเลยไปไม่ได้ ขออนุโมทนา และหวังว่าคงมีโอกาสได้พบอาจารย์
เจริญพร