สถาบันไทศึกษาที่โมรันห์

 

               

               เช้านี้...เราออกจะร่าเริงเป็นพิเศษ เพราะหมดสิ้นภารกิจการสัมมนาอันน่าเบื่อ  ฉันเป็นคนเกลียดการประชุมสัมมนาที่มีแต่คนมาพร่ำพูดกันอย่างบ้าคลั่งมาแต่ไหนแต่ไร  ฉันชอบออกไปสัมผัสชีวิตผู้คน และเรื่องราวจริง ๆ  ของพวกเขามากกว่า อย่างน้อย ๆ  บรรยากาศรอบตัวก็กว้างไกล หายใจสะดวกกว่าอยู่ในห้องประชุม ... ท่ามกลางผู้ทรงภูมิรู้

                ความคิดนี้ดูจะตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ ดร.บุสปะ  เพราะท่านเป็นนักวิชาการ เป็นครูอาจารย์ ที่บอกว่าถ้าเราไปดู เราก็จะเห็นเฉพาะสิ่งที่ได้ดู แต่ถ้าเราได้เข้าสัมมนา เราจะรู้ทุกเรื่องที่คนอื่น ๆ  เขาได้ศึกษามาอย่างถ่องแท้

                เป็นข้อคิดเห็นที่ไม่อาจโต้แย้งในแง่ของวิชาการ และการหาความรู้  แต่ถ้ามันมากเกินไป ก็ไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไรเหมือนกัน  อีกอย่างฉันไม่ได้เป็นนักวิชาการ ที่สนใจศึกษาเรื่องชาติพันธุ์อย่างลึกซึ้ง  ฉันเป็นแค่นักเดินทาง ผ่านมาอย่างฉาบฉวย เรียนรู้เฉพาะสิ่งที่สนใจ เก็บรับสิ่งประทับใจในความแตกต่างที่มีทั้งดีและไม่ดี  ท้ายที่สุดก็เพื่อการเข้าใจตัวเอง และอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุขเป็นสำคัญ

 

                การอยู่ในห้องประชุมนาน ๆ  ทำให้จินตนาการเริ่มเจ็บป่วย ความคิดดี ๆ  เริ่มเตรียมตัวเดินทางออกไปสู่โลกภายนอก ความสุขทำท่าจะก่อม็อบประท้วง  ในขณะที่ความง่วงไม่ปรารถนาจะสมานฉันท์กับใคร แต่ความทุกข์เริ่มตีปีกเริงร่า

 

                เช้านี้เป็นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เราจะไปปัตซากุ สิบซาการ์ และที่อื่น ๆ  นับเป็นการท่องเที่ยววันแรกของเราก็ว่าได้  แต่ตอนเก้าโมง เราต้องไปบ้าน ดร.จิริน  พูกอน  เพื่อภารกิจสำคัญคือ อาหารมื้อเช้าตามคำเชิญก่อน 

                ดร.จิรินเป็นศาสตราจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยดีบรูการ์ห ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว

                ดร.บุสปะ นำทางพาเราหลงอยู่หลายซอย วนไปวนมาจนคนนำทางเริ่มสับสนเอง ต้องลงไปถามทางไปสถาบันไทศึกษาแทน  เพราะที่นั่นใหญ่กว่าย่อมจะมีคนรู้จักมากกว่าบ้าน ดร.จิริน  แล้วอีกอย่างบ้านกับสถาบันก็อยู่ไม่ไกลกัน  ทำให้โปรแกรมเปลี่ยนจากกินมื้อเช้าก่อนไปชมสถาบัน  เป็นว่าไปชมสถาบัน แล้วกินมื้อเช้า

                ดร.จิริน เป็นผู้อำนวยการสถาบันไทศึกษา ที่โมรันห์  เหมือนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และข้อมูลเกี่ยวกับคนไท  สถาบันใหญ่โตทันสมัยเมื่อเทียบกับสิ่งอื่น ๆ  ในอัสสัมตอนบน   มีห้องสมุด  มีห้องประชุม ห้องจัดสัมมนา และเรือนพักรับรองแขก ที่ชื่อว่า “เรือนแขก” เป็นภาษาไทอาหม 

 

                ดร.จิรินพาเราชมสถาบันอย่างภาคภูมิใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.จิรินภาคภูมิใจที่สมเด็จพระเทพ ฯ เพิ่งเสด็จมาที่นี่  ไม่ว่าจะไปไหนเขาจะพกรูปขณะถวายการต้อนรับไปด้วยเสมอ  วันแรกที่พบเราที่ดีบรูการ์ห สิ่งแรกที่ทำคือควักรูปถวายการต้อนรับออกมาให้ดู

                ชมสถาบันเสร็จ ก็พาเราไปที่บ้าน  เราทุกคนอยู่ในสภาพหิวโซ  เพราะเวลาอาหารเช้าเลยไปนานแล้ว 

                ครั้นถึงบ้าน ยังต้องทำมีมารยาทชมห้องสมุด ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น ตามที่เจ้าของบ้านพาเดินชมอีก  ดร.จิรินก็พูดอธิบายโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา ไม่ชวนไปชมห้องอาหารสักที  ท่านคงไม่รู้ว่าในไม่ช้านี้ พวกเราจะจับท่านฉีกเป็นชิ้น ๆ  แบ่งกันกินอยู่แล้ว ...

                พระเจ้าเห็นใจอีกครั้ง จึงส่งไมน่าร์ ลูกสาวคนเล็กของ ดร.จิรินขึ้นมาตามไปกินอาหารที่เตรียมไว้นานแล้ว  ฉันรีบเกาะติดไมน่าร์ เหมือนแม่เหล็กในทันที และได้รู้ว่าอาหารมื้อนี้แสนวิเศษ และอร่อยกว่าทุกมื้อ  โดยเฉพาะน้ำอ้อยเคี่ยวจนกลายเป็นน้ำตาลเหนียว ๆ  กินกับข้าวสวยร้อน ๆ

 

  เรือนพักรับรองสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ

 

                บ้าน ดร.จิริน ใหญ่โต และมีเรือนพักรับรองสำหรับคนไทยโดยเฉพาะอยู่ด้านหลัง  คนไทยหลายคนเคยมาอยู่ที่นี่นับเดือน  ดร.จิรินเชิญชวนว่า คราวหน้าให้มาที่นี่เป็นที่แรก  เพราะสะดวกสบายกว่าที่อื่น ๆ  ไม่ต้องไปถึงเดมาจิ  ฉันรู้สึกว่า  ดร.จิริน กับ ดร.บุสปะ มีอะไร ๆ  ที่ปีนเกลียวกันอยู่ และหลายอย่างของสองท่านนี้ก็แตกต่างกันคนละขั้ว

 

                ครอบครัว ดร. จิริน

                ดร.จิริน ชอบอวด ข่มคนอื่นอยู่ในที  บุคลิกร้อนรน คุกคาม  ฉันไม่ค่อยสงบสุขนักเมื่ออยู่ที่บ้านนี้ เป็นสัมผัสพิเศษส่วนตัวที่อธิบายยาก  ในขณะที่ฉันรู้สึกสบายมากกว่าเมื่ออยู่บ้าน ดร.บุสปะ  ที่เป็นคนสงบ ๆ  เย็น ๆ  ใจดี ไม่ค่อยพูดมาก  แต่ก็เข้าใจคนอื่น  ดร.บุสปะทุ่มเททำงานเพื่อไทอาหมมาก แต่ไม่ค่อยคุย  แต่ก็ออกตัวเล็กน้อยในวันท้าย ๆ  ของการเดินทางว่าเงินทองที่มีก็ลงไปกับการทำงานเคลื่อนไหวหมด จนทำบ้านไม่เสร็จ และไม่ได้ปรับปรุงบ้านอย่างที่เห็น  ฉันรู้ว่าลึก ๆ  ท่านกำลังนึกเปรียบเทียบตัวเองกับดร.จิรินอยู่  จึงได้แต่บอกว่าความสุขของแต่ละคนนั้นต่างกัน  ถ้าเรามีความสุขที่จะทำอะไร  เราก็ต้องยอมรับ  ถ้าเราจะไม่ได้ ไม่มีอะไรเหมือนคนอื่น ๆ

                ฉันเห็นท่านยิ้ม และฉันสรุปเองว่า  เราน่าจะเข้าใจกัน ..... จะว่าไปแล้ว ฉันเป็นคนที่เข้าใจสิ่งที่ ดร.บุสปะพูดและสื่อสารมากกว่าคนอื่น ๆ  ด้วยซ้ำ  เพราะท่านพูดภาษาอังกฤษเร็ว และพูดแบบไม่เปิดปาก  แรกเจอก็ใบ้รับประทานเหมือนกัน  แต่อยู่มาสักระยะก็เข้าใจมากขึ้น จนได้รับมอบหมายจากกลุ่มให้เป็นคนฟัง แล้วมาถ่ายทอดอีกที ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเดินทาง การนัดหมาย หรืออะไรอื่น ๆ 

 

                การเดินทางคราวนี้ จึงมีล่ามอยู่หลายระดับ  เริ่มจากโอลิเวอร์ที่เป็นล่ามประจำตัวของนิด เวลานิดพูดอะไรก็ให้โอลิเวอร์แปลเป็นภาษาอังกฤษ  เวลาคนอื่น ๆ  พูดภาษาอังกฤษแล้วนิดไม่เข้าใจ   โอลิเวอร์ก็แปลเป็นไทยให้ฟังอีกรอบ  คนอัสสัมหลายคนดูจะงง ๆ   มักจะถามว่าเราสื่อสารกันด้วยภาษาอะไร พอรู้ว่าเรา 3 คนคุยภาษาไทยกัน พวกเขาจะหัวเราะชอบใจ เห็นเป็นเรื่องแปลก

                ส่วนฉันเป็นล่าม ที่คอยแปลภาษาอังกฤษของ ดร.บุสปะเป็นภาษาไทยให้โอลิเวอร์กับนิดฟัง  แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษให้คนจีนฟังอีกหน ดูออกจะสับสนอยู่เสมอ ๆ  ในบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน

                เราออกจากบ้าน ดร.จิริน  เพื่อเดินทางต่อไปยังปัตซากุ หมู่บ้านเล็ก ๆ  ของชาวไทอาหม ที่ทุกคนกำลังรอคอยการไปเยือนของพวกเราอยู่ ...