สุดท้ายปัญหาทุกอย่างก็ถูกแก้ไข
จากบล็อกที่แล้วที่เราได้พูดถึงปัญหาน้ำของหมู่บ้านปางจำปีในอดีต ในบล็อกนี้เราจะพูดถึงปัญหาและการแก้ไขเรื่องน้ำในปัจจุบัน
ในปัจจุบันชาวบ้านมีพื้นที่การเกษตรกันมากขึ้นจนเริ่มส่งผลกระทบกับการใช้น้ำ จึงได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านและก็ตัวแทนของชาวบ้านเพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์อันเก่า โดยได้มีการเพิ่มเติมคือ คนที่มีพื้นที่การเกษตรมากต้องทำการตกลงโดยการกำหนดวันที่จะใช้น้ำของแต่ละคน(เพื่อผลัดกันใช้น้ำคนละวันเพื่อให้น้ำเพียงพอ)และให้ใช้น้ำเฉพาะกลางคืนเท่านั้นแต่ว่าจะใช้ในปริมาณเท่าไรก็ได้ ส่วนปัญหาขยะในแหล่งน้ำในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่แต่ว่ามีปริมาณน้อยลงกว่าอดีตมาก เพราะว่าชาวบ้านและกลุ่มเยาวชนก็ยังคงเดินตรวจตาดูแลแหล่งน้ำเป็นประจำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียอีก
กิจกรรมที่เกี่ยวกับน้ำที่เพิ่มเติมจากอดีต
ฝายชะลอน้ำและดักขยะที่ทำจากหิน...

ฝายแม้วค่ะ...
ชาวบ้านได้ร่วมมือกันสร้างแนวกันไฟบนภูเขา ที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำเพื่อป้องกันไฟป่าไม่ให้ทำลายป่าไม้ ที่เป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำ และยังมีการสร้างฝายแม้วเพื่อชะลอน้ำ เพื่อลดความแรงของน้ำในช่วงหน้าฝน แล้วก็ไว้กักเก็บน้ำในช่วงหน้าแล้ง ฝายแม้วยังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งคือช่วยดักตะกอนของน้ำไม่ให้ไหลเข้าไปในหมู่บ้าน จึงทำให้น้ำนั้นใสมาก
จากความร่วมมือของคนในหมู่บ้านปางจำปี ในการรักษาแหล่งน้ำจนทำให้น้ำใสสะอาด และมีปริมาณที่เพียงพอกับการใช้ของคนในหมู่บ้านจึงทำให้ในปัจจุบันไม่เกิดปัญหาการแย่งน้ำกันอีกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

เป็นกรณีที่น่าศึกษามาก อย่างน้อยก็สอดรับกับวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่อาตมาได้ทำเสร็จแล้ว เรื่อง "รูปแบบการจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี: ศึกษากรณีลุ่มน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงใหม่" ซึ่งผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในลุ่มน้ำแม่ตาช้างนั้น เป็นความขัดแย้งที่เกี่ยวกับการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ การสร้างสิ่งก่อสร้างบุกรุกลำน้ำซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ การทิ้งขยะ และของเน่าเสียลงในลำน้ำ สาเหตุเกิดจากการขยายตัวของพื้นที่ทำกิน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในลุ่มน้ำ และการขยายตัวของรีสอร์ท ผนวกกับความต้องการของมนุษย์โดยไร้ขีดจำกัด ซึ่งผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นได้จัดการความขัดแย้งด้วยการเจรจากันเอง การเจรจาไกล่เกลี่ยคนกลาง และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างประชาชนในลุ่มน้ำ จนทำให้การแย่งชิงน้ำดำเนินไปสู่การแบ่งปัน และการยึดมั่นในความเป็นอัตลักษณ์ไปสู่การสลายและทำลายความเป็นอัตลักษณ์.