ถกขแมร์ ตอนที่ 3 :
ผลพวง "สงครามคนใน-เขมร" เตือนใจคนไทยให้เลิกทะเลาะกัน
..............
เมื่อกลับจากเสียมเรียบ
สิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในใจของฉันเสมอ คือ
เรื่องราวในอดีตของเขมร
ใช่!! สงครามในยุคเขมรแดง ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2518-2522
เพราะผลจากสงครามครั้งนั้น
ยังปรากฎภาพสะท้อนให้เห็นผลพวงจากสงคราม
ด้วยเรื่องราวของผู้คนในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และเด็กๆ
 
ดังนั้น เมื่อกลับมาถึง
ฉันจึงหยิบหนังสือ "หนีไฟนรก" ที่ซื้อไว้นานแล้วขึ้นมาอ่าน
เป็นเรื่องของ เจีย กิมลั้ง หญิงชาวเขมร
ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตของเธอในช่วงเขมรแดงยึดอำนาจ
เพื่อบอกเล่าความโหดร้ายของสงคราม
และ "การฆ่ากันเองของคนเขมร" ที่มีคนนอกอยู่เบื้องหลัง
อย่างน่ากลัว และน่าคิดยิ่งนัก
 
ช่วงเวลาเพียง 4 ปี นรกในเขมร ฆ่าคนเขมรไปกว่า 2 ล้านคน
ด้วยฝีมือคนเขมรด้วยกันเองส่วนหนึ่ง
ด้วยความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามส่วนหนึ่ง
ด้วยความขัดแย้งกัน แล้วมีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องอีกส่วนหนึ่ง
ด้วยกับระเบิดที่ฝังไว้ทั่วไปหมด แม้ในปัจจุบันก็ยังเก็บกู้ไม่หมดอีกส่วนหนึ่ง
 
หลังสงครามจบลง...
เขมรกลายเป็นประเทศที่ยากจนอย่างหนัก
เพราะ...
คนระดับหัวกะทิถูกฆ่าทิ้งไประหว่างสงคราม
คนส่วนหนึ่ง(หรือส่วนใหญ่) อยากออกไปอยู่ที่อื่น (ที่ไม่ใช่เขมร)
คนส่วนหนึ่ง(หรือส่วนใหญ่) กลายเป็นคนพิการทั้งกาย ทั้งใจ
บ้านเรือนถูกทำลาย จำเป็นต้องฟื้นฟูและใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล
ฯลฯ
 
อยากให้คนไทยได้อ่าน...
เพราะถ้าเรายังพัฒนาความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น
หากสักวัน ความขัดแย้งนั้นถูกพัฒนาเป็น "สงครามคนใน"
คนไทยลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง เฉกเช่นยุคเขมรแดง
บันทึกของเจีย กิมลั้ง อาจกลายเป็นบันทึกของคนไทยทุกคน
แล้วสิ่งที่เคยเกิดกับเขมร ก็จะเกิดกับไทย
อยากให้เป็นเช่นนั้นหรือ???
 
มีภาพอันเกิดจากผลพวงของสงครามในเขมร
ที่ยังส่งผลถึงปัจจุบัน และเห็นได้ทั่วไปยามไปท่องนครธม
มาฝากไว้เตือนใจ เตือนตนค่ะ.
 

    

จำนวนหัวกระโหลกมากมาย
ของผู้คนที่ถูกสังหารในช่วงสงครามเขมรแดงครั้งนั้น
ถูกเก็บไว้ตามวัด และเมืองต่างๆ เพื่อเตือนใจคนเขมรว่า
"วันหนึ่ง ที่คนเขมรไม่รักกัน ก็จะทำให้เกิดภาพเหล่านี้ขึ้นอีก"

 

ตามแหล่งท่องเที่ยวในเสียมเรียบ
เราจะเห็นภาพของกลุ่มนักดนตรีตามที่ต่างๆ
ส่วนใหญ่จะเป็นคนพิการที่เกิดจากภัยสงครามยุคเขมรแดง
มีทั้งที่ขาขาด ตาบอด แขนด้วน เพราะเหยียบเอากับระเบิด
ที่ถูกวางไว้เยอะมากในช่วงสงคราม แล้วยังเก็บกู้ไม่หมดจนถึงปัจจุบัน

 

หญิงสาวหน้าตาสดใส แม้อายุยังไม่มากนัก
แต่เธอก็สะท้อนผลพวงจากสงครามอย่างชัดเจน
ไม้ค้ำยันที่ใช้แทนขาที่หายไป...นั่งขอทานเงินจากนักท่องเที่ยว
และยิ้มแย้มให้ยามถูกขอถ่ายรูป

 

ทิวแถวของคนแก่ เด็กน้อย และแม่ลูกอ่อน
ที่นั่งเรียงรายอยู่ริมบันไดทางขึ้นลงวัดแห่งหนึ่ง
เพื่อขอเงินจากนักท่องเที่ยว...บ่งบอกถึงความยากไร้
ความฝืดเคืองในการทำมาหากินเพื่อการยังชีพได้เป็นอย่างดี

 

เด็ก ๆ นั่งไหว้ นั่งยิ้ม เพื่อเรียกร้องให้ผู้คนให้ทาน
ด้วยความน่ารัก ความบริสุทธิ์ของเด็กๆ ก็เรียกร้องน้ำใจได้ไม่ยาก
เด็กหลายคนยังอยู่ในชุดนักเรียนอยู่เลย

 

อีกอย่างที่เด็กๆ ทำเพื่อแลกกับเงินในการยังชีพ
คือการขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว
เช่น ภาพถ่าย กำไล หนังสือ ขลุ่ย ผ้าพันคอ
ราคาไม่แพงนัก...แน่นอนว่าต่อราคากันสนุกสนานก่อนจะซื้อ
  

เราจะเห็นความดีใจของทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่
เมื่อเห็นรถของนักท่องเที่ยวแล่นเข้ามาจอด
เพราะนั่นหมายถึง การมีข้าวกิน  มีเงินใช้  และอยู่รอดไปอีกวัน
 

ภาพน่ารักๆ ภาพสุดท้ายเก็บมาฝาก
ทำให้เรารู้ว่า...
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เชื้อชาติอะไร เราก็เป็นคนเท่าๆ กันค่ะ.
 
............
pis.ratana บันทึก