อเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายก รัฐมนตรี ที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินได้ครบ 1 ปี ผู้สื่อข่าวจึงประชุมและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2552 ดังนี้
ฉายารัฐบาล "ใครเข้มแข็ง?"
รัฐบาลประกาศแผนพลิกฟื้นประเทศไทยให้พ้นจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและการ เมือง ผ่านแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” เพื่อลงทุนยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้ พ.ร.บ.และ พ.ร.ก. เงินกู้รวม 8 แสนล้านบาท เมื่อโครงการนี้ไปสู่การปฏิบัติมีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล ความไม่โปร่งใส จนเกิดคำถามว่าการสร้างหนี้เพื่อฟื้นประเทศไทยทำให้ใครเข้มแข็งระหว่าง ประชาชนหรือนักการเมือง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี "หล่อหลักลอย"
เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์ดี หน้าตาดี การศึกษาดี จึงมีแม่ยกมาก มักประกาศจุดยืนและหลักการด้านประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อรับตำแหน่งได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อให้ ครม.มีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่เมื่อรัฐมนตรีบางคนมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ปัญหาความไม่โปร่งใส กลับไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นั่นเท่ากับไม่สามารถกำกับให้กฎเหล็กมีผลใช้บังคับได้ หลักที่เคยประกาศไว้ จึงเหมือนคำพูดที่ "เลื่อนลอย" ไม่เป็นไปตามหลักการที่วางไว้
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี "แม่นม อมทุกข์"
แม้ไม่ใช่เป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมืองแก่นายอภิสิทธิ์โดยตรง แต่ก็คอยดูแล อุ้มชู และสนับสนุนในทางการเมืองทุกอย่าง ถึงขั้นประกาศว่าความใฝ่ฝันทางการเมืองสูงสุดคือการผลักดันให้นายอภิสิทธิ์ ได้เป็นนายกฯ แต่เมื่อสานฝันได้สำเร็จ นายอภิสิทธิ์กลับสร้างปัญหาหนักอกให้ตามล้างตามเช็ด อาทิ การแก้รัฐธรรมนูญ การแต่งตั้ง ผบ.ตร.ทำให้ผู้จัดการรัฐบาลถูกพรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์อย่างหนักว่าตีตัวออก ห่าง เอาใจพรรคร่วมรัฐบาล จนเจ้าต้องอยู่ในอาการอมทุกข์
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "ช่างจัดฉาก"
เป็นคนสนิทของนายกฯ กำกับดูแลสื่อของรัฐ มักเปรียบเปรยว่าตัวเองเป็น “อิมเมจ เมกเกอร์” พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกให้รัฐบาล เป็นจอมจัดการ เช่น การจัดคิวให้นายกฯ และ ครม. ลงพื้นที่ จัดฉากให้ ครม. ออกทีวีวิทยุ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ทว่าเสียงสะท้อนกลับติดลบเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง” ที่ให้ทุกจังหวัดเกณฑ์คนมาร้องเพลงชาติ แต่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องงบประมาณ เสมือนช่างที่พยายามจัดฉากให้ดูดี แต่ไม่มีเนื้องานเป็นรูปธรรม
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี "กั๊ก-กอบ-โกย"
ขึ้นชื่อว่าเป็นรองนายกฯ จอมตรวจสอบ กั๊ก และคอยดักจับโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ และถูกแกนนำพรรคร่วมตั้งสมญาว่า “พ่อชุนละเอียด” แต่ไปๆ มาๆ กลับสะดุดขาตัวเอง เมื่อพบปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากการแต่งตั้งน้องชายเป็นรองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ที่มีตัวเองเป็นประธาน สุดท้ายทั้งพี่และน้องก็ฝ่าแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว จำต้องโกยออกจากตำแหน่ง แม้กระทั่งตัวเองก็ต้องโกยออกไปเป็นเลขาธิการนายกฯ
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ "ไส้ติ่งรัฐบาล"
เป็นอดีตนักการทูตที่ได้เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาล จากการเป็นดาวไฮปาร์คบนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ แต่กลับไม่ยอมใช้วาทศิลป์ทางการทูตเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ตรงกันข้ามถูกวิจารณ์ว่าปากเป็นพิษ โดยเฉพาะการเปรียบเปรยนายกฯ กัมพูชาว่าเป็น “แก๊งสเตอร์” จึงเปรียบเสมือนเป็น “ไส้ติ่ง” ที่อยู่ในร่างกาย แต่ไม่มีประโยชน์ หากอักเสบก็ยังเป็นโทษถึงชีวิต
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ "เจ้าแม่แพ้หน้าเน็ต"
เป็นรัฐมนตรีหญิงที่มีบทบาทสำคัญใน ครม. เพราะพยายามผลักดันโครงการของพรรคภูมิใจไทย เข้าสู่ ครม. ตลอดเวลา อาทิ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง การปรับเปลี่ยนระบบการจัดงบเพื่อบริหารสินค้าเกษตร ฯลฯ แต่ถูกแกนนำรัฐบาลรุมเตะสกัด ทำให้บางโครงการไม่ผ่านการอนุมัติ บางครั้งถึงกับร่ำไห้กลางวงประชุม ครม.เปรียบเสมือนนักตบลูกหนัง ที่แค่ตั้งท่ายังไม่ทันตบ ก็ติดบล็อกฝ่ายตรงข้าม
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย "สตันท์เฒ่าเฝ้าเก้าอี้"
สิงห์เฒ่าวัย 73 ปี ผู้นี้ได้เข้ามารั้งเก้าอี้ มท.1 พร้อมตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แทนลูกชายที่อยู่ในบ้านเลขที่ 111 การเป็นรัฐมนตรีถูกมองว่าเป็นการแสดงบทตามที่ลูก และเพื่อนลูกอย่างนายเนวิน ชิดชอบ คอยกำกับเท่านั้น เหมือนเป็นตัวแทนมานั่งเฝ้าเก้าอี้รอตัวจริง แต่แม้จะเป็น “สตันท์เฒ่า” ก็มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม และมีชั้นเชิงทางการเมืองสูง ทำให้สามารถเฝ้าเก้าอี้ มท.1 เก้าอี้หัวหน้าพรรค ได้อย่างเหนียวแน่น
นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม "ภูมิใจ นาย"
ไม่เคยทำงานบริหาร และผ่านงานคมนาคมมาก่อน แต่เป็นลูกน้องคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ จึงได้รับความไว้วางใจให้คุมกระทรวงเกรดเอ จากนักการเมืองโนเนมจึงมีชื่อติดกระแสขึ้นมา การเสนอโครงการเป็นไปตามใบสั่ง “นาย” แทบทุกโครงการ เป็นโต้โผใหญ่ในการเปิดบ้านพักที่ จ. บุรีรัมย์ ต้อนรับนายกฯ แทนลูกพี่ โดยไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาป่วน จึงเป็นลูกน้องที่สร้างความภาคภูมิใจให้ “นาย” อย่าง “เนวิน”
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง “ทวิต-กู้”
เป็นขุนคลังที่ประชาชนจดจำผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ นอกจากภาพการกู้เงินที่เป็นไม้ตายการแก้ปัญหา แต่ภาพของนายกรณ์ในโลกไซเบอร์ คือ นักโพสต์มือ 1 ผ่านเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และไฮไฟว์ มักเข้าไปอัพเดท ภาพ-ข่าวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งขณะนั่งประชุม ครม.ก็ยังทวิตข้อความและรูปภาพ ในช่วงที่ถูกโจมตีเรื่องการทำงาน บางครั้งศรีภริยาก็ออกมาทวิตแก้ต่างให้ สมเป็นขุนคลังออนไลน์ ที่มีผลงานกู้เร็วทันใจ ราวกับไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม "ป้อมพลัง ป"
ชื่อเล่นเขาคือ “ป้อม” ได้เป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นโควตาของกลุ่มการเมืองใด ไม่ใช่สายตรงประชาธิปัตย์ ไม่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับภูมิใจไทย ไม่ใช่ตัวแทนของกองทัพอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ได้รับความเกรงกลัว-เกรงใจจากคนในรัฐบาลอย่างมาก ถึงขั้นปล่อยผ่านเมกะโปรเจคของกองทัพอย่างง่ายดาย เนื่องจากมีพลัง อิทธิพล และบารมีของคนชื่อ “ป. ปลา” แห่งกองทัพเป็นป้อมปราการค้ำบัลลังก์และป้องกันภัยทางการเมือง
วาทะแห่งปี 2552 “ใครก็ตามที่ประกาศชัยชนะ ผมถือว่าคนคนนั้นและกลุ่มคนนั้นคือศัตรูของประเทศอย่างแท้จริง”
เป็นถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่โรงแรมรอยัล คลิฟบีช พัทยา จ.ชลบุรี ที่กล่าวไว้หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงนำมวลชนบุกล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนและ คู่เจรจาที่เมืองพัทยา และประกาศว่าเป็นชัยชนะของชาวเสื้อแดง
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091229/93131/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%87--%E0%B8%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B5-52.html
ยินดีที่ได้มีสมาชิกเพื่มในสังคมแห่งการเรียนรู้ครับ
ผมกำลังเรียน ป.โท บริหาร ที่ศูนย์ อ.พรเจิรญ จ.หนองคายครับ