ข้ามแม่น้ำพรหมบุตร
สมัยเป็นเด็ก เรียนภูมิศาสตร์เรื่องแม่น้ำสายสำคัญของโลกตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นโขง สาละวิน อิระวดี แยงซี ฮวงโห เจ้าพระยา คงคา พรหมบุตร แม่น้ำแดงที่เวียดนามเหนือ ทุกสายน้ำล้วนอยู่ในความทรงจำ และใฝ่ฝันจะไปเยือน
ฉันใช้ชีวิตนักเดินทางร่อนเร่มาแล้วทุกสายน้ำ เว้นแต่แม่น้ำพรหมบุตรที่เพิ่งได้ทักทายกันเมื่อมาเยือนอัสสัม และวันนี้ฉันจะได้ข้ามแม่น้ำพรหมบุตร พร้อม ๆ กับคนไทอาหม และเพื่อนร่วมทางชาวจีนกับชาวเยอรมัน คงมีไม่กี่คนที่จะมีโอกาสแบบนี้
เช้านี้จึงโกลาหล เพราะทุกคนตื่นกันแต่เช้า เก็บข้าวของ เตรียมเดินทาง เดินสวนสนามกันเข้าห้องน้ำ กำหนดการเดินทาง 9 โมง แต่ถึงเวลาแล้วทุกอย่างยังเงียบงัน ดร.บุสปะหายไปไหนไม่รู้ พวกเรากินข้าวเช้ารออยู่เป็นนานกว่าจะกลับมา ได้ความว่าไปหารถเช่าที่จะสามารถเดินทางไปกับเราตลอด ทริป
เราออกเดินทางกันจริง 10 โมงเช้าด้วยรถกระป๋อง คล้ายรถซูบารุบ้านเรา ไม่มีแอร์คอนดิชั่น ผู้หญิง 3 คนนั่งเบาะหลัง โอลิเวอร์นั่งตรงข้ามหันหน้าไปทางท้ายรถ พร้อมกระเป๋ากองใหญ่ที่เหลือมาจากท้ายรถ ดร.บุสปะนั่งข้างหน้ากับคนขับ
พวกเราถูกถนนขรุขระเขย่าเหมือนลูกเต๋าอยู่ในกระป๋องเคลื่อนที่ ถนนจากเดมาจิไปยังท่าเรือที่จะข้ามไปยังเมืองดีบรูการ์ห กำลังก่อสร้าง สภาพผิวการจราจรแย่มากถึงมากที่สุด หากเปรียบถนนที่เลื้อยผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นงูแล้วล่ะก็ ฉันนึกถึงงูสันหลังหวะบาดเจ็บจนกระดูกโผล่ออกมาระเกะระกะ อยู่ในสภาพโคม่า ในขณะที่ใครใช้เส้นทางก็ต้องสะบักสะบอมกับงูสันหลังหวะตัวนี้

เราใช้เวลา 3 ชั่วโมง กว่าจะถึงหาดทรายสีขาวระยิบสุดลูกตา เหมือนมีใครหว่านเกล็ดเพชร นับแสนนับล้านเม็ดลงบนนั้น แทบไม่อยากเชื่อว่านี่ คืออินเดีย
มีการเตรียมการสร้างสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำพรหมบุตร หินสีดำก้อนโต ๆ จำนวนมากถูกลำเลียงมาจากภูเขา โครงเหล็กที่มัดลวดไว้แล้ว กองสูงประมาณตึก 3 ชั้น ดร.บุสปะบอกว่าประมาณ 5 ปี สะพานนี้จะเสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้น การข้ามแม่น้ำโดยทางเรือก็จะเป็นเพียงอดีต สะพานรถยนต์นี้สร้างพร้อม ๆ กับสะพานรถไฟ ซึ่งรัฐบาลกำลังสร้างทางรถไฟมาเชื่อมต่อกันในคราวเดียว
ต่อไป เราสามารถเดินทางข้ามไปมาระหว่างดีบรูการ์ห เดมาจิ ได้ทั้งรถไฟและรถยนต์ ลืมเรื่องเรือเฟอรี่ไปได้เลย พวกเราต่างวาดหวังว่าอีก 5 ปี ถนนหนทางจะดีขึ้นกว่านี้มาก แล้วเราจะมาเยี่ยมเยียนกันอีกหน
เรานั่งรถฝ่าทะเลทรายสีขาวมาอย่างไม่สนใจว่าถนนอยู่ตรงไหน เพราะไม่มีถนน ทุกหนแห่งคือ ผืนทรายระยิบระยับ เหมือนฉากในหนังเรื่องการผจญภัยสักเรื่องหนึ่ง ที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจออะไร แต่สำหรับวันนี้ทุกคนเฝ้ารอที่จะเจอแม่น้ำพรหมบุตร
สักพักเราก็มาถึงริมฝั่งแม่น้ำ ที่มีเพิงขายของเล็ก ๆ อยู่เป็นหย่อม ๆ มีทั้งขายหมากอินเดีย ขายชา ขายอาหาร และที่ทำการของบริษัทเรือเฟอรี่ข้ามฟาก

เราต้องนั่งเรือล่องตามแม่น้ำลงไปทางใต้อีก 2 ชั่วโมง เป็นการข้ามแม่น้ำที่ใช้เวลายาวนานที่สุด ต่างกันลิบลับกับการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรา
ดร.บุสปะ บอกว่าเราพลาดเรือเที่ยวที่ตั้งใจจะไป เพราะสภาพถนนทำให้เราล่าช้า ต้องรอเรือลำต่อไปอีก 1 ชั่วโมง ไม่มีอะไรดีไปกว่าหาทำเลเหมาะ ๆ หลบแดด และนั่งพัก
เรายึดชัยภูมิร้านน้ำชา นั่งดื่มการัมจาย หรือชานมแบบอินเดียร้อน ๆ กำลังสุนทรีย์ในอารมณ์ โอลิเวอร์ก็ตั้งสมมติฐานที่น่าตื่นใจว่า น้ำที่ชงชานี้ต้องมาจากแม่น้ำพรหมบุตรแน่เลย

“คิดดู ใครจะขนน้ำมาตั้งไกล” เขายังไม่วายอ้างเหตุผลสนับสนุน
“คิดอะไรแล้วไม่พูดสักอย่างจะได้ไหม” นิดรีบวางแก้ว แล้วสวนกลับทันควัน ก็กำลังสบายใจ มาทำให้เสียบรรยากาศได้
ฉันจะเดินไปดูให้มันรู้แน่แก่ใจว่า เขาได้น้ำแต่ใดมา แต่ก็เปลี่ยนใจเดินกลับ เพราะไม่รู้จะรู้ไปทำไม ยังไงก็ดื่มไปแล้วตั้งครึ่งแก้ว นั่นเป็นเรื่องแรก ส่วนเรื่องต่อมาได้ยินเสียงคนนินทามาตามสายลมริมแม่น้ำ
“เป็นกวี นักเขียน ประสาอะไร ไม่เห็นจด ไม่เห็นถ่ายรูปอะไรเลย” เสียงโอลิเวอร์พูดกับ ดร. บุสปะแว่ว ๆ “ดูคนจีนสิ ถ่ายรูปตลอดเวลา แล้วยังอัดเสียงบรรยายลงเทปอีก” โอลิเวอร์ชี้ชวนให้ดูคนจีนที่ยืนถ่ายรูปอยู่กลางแดดเปรี้ยง
“บันทึกไว้ข้างใน ไงล่ะ” นี่เป็นเสียง ดร.บุสปะ
“ศิลปินจริง ๆ จะเก็บทุกอย่างไว้ในใจ” ฉันอยากปรบมือให้จริง ๆ ที่มีคนเข้าใจ อันที่จริง ฉันไม่ใช่ศิลปง ศิลปินอะไรหรอก ขี้เกียจมากกว่า เลยใช้วิธีจำเฉพาะเรื่องที่ประทับใจ ถ่ายรูปเท่าที่จำเป็นใช้งาน เพราะเคยมาแล้ว สมัยเริ่มหัดเดินทาง ถ่ายรูปเป็นบ้าเป็นหลัง เห็นอะไรก็น่าสนใจไปหมด พอกลับมาแล้วใช้รูปนิดเดียว เลือกรูปแทบเสียสติ
โอลิเวอร์เล่าเรื่องศิลปินข้างบ้านที่เยอรมัน วัน ๆ ไม่เห็นทำอะไร ได้แต่นอน แต่มีงานออกมามากมายจนน่าทึ่ง คงเป็นพวกเดียวกับฉัน ที่วัน ๆ เอาแต่นอน และคิดถึงแต่เรื่องอาหารการกิน (แต่โชคร้ายของฉัน งานไม่ค่อยมีออกมาแบบเขา)
เรานั่งคุยกันฆ่าเวลาตายไปจำนวนมาก ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่า เวลาทำผิดอะไรนักหนา จึงถูกฆ่าอยู่เป็นประจำ.... ฉันชอบบรรยากาศแบบนี้จัง ดูเราสนิทกันมากขึ้น มีเวลาคุยกันสบาย ๆ ดร.บุสปะแซวเราสามคนว่าตอนนั่งรถมานึกว่าอยู่กรุงเทพ ฯ เพราะข้างหลังคุยภาษาไทยกันขรม นาน ๆ จะได้ยินคำแปลเป็นภาษาอังกฤษให้คนจีนฟังสักครั้ง


ก่อนลงเรือ และสภาพเรือโดยสาร
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓ ค่ะ
มีความสุขมากๆนะคะ
สวัสดีปีใหม่เช่นกันค่ะ
ขอบคุณนะคะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
เห็นเด็กๆ ปั้นดินแล้วน่าสนุกค่ะ
ตอนเป็นเด็กก็ชอบปั้นวัว ปั้นควาย ปั้นหมา
แล้วนึกว่ามันมีชีวิตจริงๆ กะเลี้ยงให้โต รกบ้านไปหมด
พ่อกวาดบ้านแล้วเก็บตัวที่ขาหัก เขาหักโยนทิ้ง
โกรธซะไม่มี ก็กำลังรักษามันอยู่ ยังไม่หาย
ติงต๊องไปอีกแบบ
ไปอินเดียเป็นอะไรที่สุดโหดแล้วค่ะ
ผ่านอินเดียมาได้ ทั้งรถไฟ รถทัวร์ เครื่องบิน
ถือว่าไปที่ไหนในโลกก็เป็นสวรรค์ค่ะ
โดยเฉพาะเมืองไทย แสนสะอาด น่าอยู่ สงบเงียบ
ดีใจที่เกิดเป็นคนไทยค่ะ