สัมมนาวันสุดท้าย
 
               

 

               วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสัมมนา จะมีขบวนแห่ของชนกลุ่มต่าง ๆ  ในรัฐอัสสัม จากสนามกีฬาของเมืองเดมาจิ เดินไปตามถนนมุ่งสู่งาน  ผู้ร่วมขบวนแห่จะแต่งกายตามประเพณีของตนด้วยสีสันสะดุดตา บางขบวนมีการเต้นรำ มีการแต่งตัวแบบเรื่องรามเกียรต์ มีตัวตลก และสาวงาม นำหน้า
                ดร.บุสปะ และผู้ใหญ่ของรัฐ ถูกแห่แหนอยู่ในรถนำขบวน ยืนเด่นเป็นสง่า ท่ามกลางเปลวแดด และฝุ่นควัน  ดีหน่อย ที่มีร่มคันใหญ่กางให้ ขบวนยาวเหยียด อึกทึกด้วยเสียงกลอง แตร และเครื่องดนตรีประดามี  ฉันไม่รู้สึกสนุกไปกับพวกเขาเลย พานจะเป็นลมเสียมากกว่า

 

                   

                รอจนหลับ

 

                ฉันกับนิดเลยหลบไปนั่งรอขบวนอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่ถ่ายรูปอย่างบ้าเลือดอย่างคนจีนกับคนเยอรมัน  สองคนนั้นวิ่งวุ่นตามขบวนนั้นขบวนนี้ น่าเหนื่อยแทน และพลัดหลงกันในที่สุด
                เด็กนำทางพาฉันกับนิดกลับบ้าน แดดร้อนเปรี้ยงระหว่างเดินตามขบวน จนต้องใช้ผ้าคลุมหัว คลุมตัว เป็นมัมมี่ เหมือนพระเจ้าจะเห็นใจ  จู่ ๆ ก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับมาใกล้ ๆ  เลื่อนกระจกลง  คนในรถโผล่หน้าออกมา เธอคือลูกสาวดร.บุสปะนั่นเอง  ฉันกับนิดเลยสบายอยู่ในรถแอร์เย็นฉ่ำ กลับมานอนที่บ้านในตอนบ่าย
                สักพัก เด็กนำทางก็พาคนจีนกลับมา ส่วนโอลิเวอร์ยังอยู่ที่งานต่อเพื่อถ่ายรูป ตามประสาฝรั่งที่มักจะไม่ยอมพลาดอะไรในชีวิต
                ส่วนฉันกับนิด อาบน้ำ กินอาหารเสริม แล้วนอนหลับ ตื่นมาอีกทีก็มืดค่ำ เดินออกมาจากห้อง เห็นคนจีนกำลังหลับอยู่เหมือนกัน
                D.K. โทรมาว่า เห็นพวกเราในทีวีทุกคืนเลย เป็นข่าวใหญ่ของรัฐ ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมงานนี้   เขาสงสัยว่าวันนี้เป็นพิธีปิด   ทำไมพวกเราอยู่ที่บ้าน   เพราะคณะผู้จัดงานจะต้องมีพิธีมอบของที่ระลึกให้พวกเรา เป็นพิธีสำคัญเหมือนพิธีเปิด
                เรามารู้ตอนหลังว่า ดร.บุสปะ บอกแขกทุกคนว่า พวกผู้หญิง 3 คนป่วย  จึงเหลือแต่โอลิเวอร์รับหน้าเป็นตัวแทนอยู่คนเดียว  ซึ่งก็น่าจะยุติธรรมดี  เพราะตอนพิธีเปิด โอลิเวอร์ก็หายตัวไปเหมือนกัน
                กว่าดร.บุสปะ กับโอลิเวอร์จะกลับมาก็ดึกดื่น  คืนนี้ฉันร่วมโต๊ะอาหารค่ำตอน 4 ทุ่มกับทุกคน นิดหลับไปแล้ว  แม้ว่าคืนอื่น ๆ  เจ้าบ้านจะจัดอาหารสำหรับพวกเราตอน 2 ทุ่ม  คนอาหมมีมื้ออาหารที่แตกต่างกับเราโดยสิ้นเชิง
                พวกเขาเริ่มมื้อแรกตอน 7 – 8 โมง  เป็นน้ำชาและขนมอะไรอีกนิดหน่อย จากนั้นประมาณ 10 โมงจะเป็นมื้อหนัก  ข้าวคืออาหารสำคัญ  มื้อกลางวันตอนบ่าย 3  และมื้อเย็นตอน 4 ทุ่มโดยประมาณ  ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนลงพุง และเบาหวานกันโดยทั่วหน้า  เพราะนอกจากจะกินอาหารเย็นตอนดึกเกินไปแล้ว  พวกเขายังกินข้าวเยอะมาก ประเภทข้าวหนึ่งมื้อของเขา เราแบ่งกินกันได้ทั้งวันเลยทีเดียว  อีกทั้งยังไม่นิยมกินผัก – ผลไม้อีก
                คืนนี้ที่ต้องถ่างตารอพบกันพร้อมหน้า ก็เพราะพรุ่งนี้เช้าเราต้องเดินทางต่อไปยังเมืองอื่น แต่ยังไม่รู้ว่า ดร.บุสปะจัดโปรแกรมไว้อย่างไร  จึงต้องคุยกันก่อนนอนให้กระจ่าง  เพื่อจะได้เตรียมการถูก
                หลังอาหาร กำหนดการผจญภัยไปกับไทอาหมก็เริ่มแจ่มชัด เป็นรูปเป็นร่างบนหน้ากระดาษ ดูน่าตื่นเต้น และเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่เคยรู้ ... จนเรามองข้ามความยากลำบากที่ต้องเผชิญบนเส้นทางทุรกันดาร ..