ตอนที่ ๑           ตอนที่ ๒            ตอนที่ ๓


ตอนที่ ๔          ตอนที่ ๕             ตอนที่ ๖

 

ข้อจำกัดที่กำลังเกิดขึ้นจากกรอบ TQF ของประเทศไทย (๓)

5. ข้อจำกัด ต่อ การประกันคุณภาพหลักสูตร (Curriculum Quality Assurance) โดยใช้เกณฑ์บ่งชี้ผลการทำงาน (Key Performance Indicator) และหลักฐานบ่งชี้เชิงปริมาณ 

          ตามกรอบ TQF และมีหลักการให้ระบุลงใน มคอ. 2   ว่าด้วยรายละเอียดของหลักสูตรนั้น ได้กำหนดตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators)  และการใช้หลักฐานตัวบ่งชี้ (indicators) เพื่อวัดคุณภาพและให้ถือเป็นการประกันคุณภาพของหลักสูตร (ที่ระบุในมคอ.2)

          สำหรับหลักฐานตัวบ่งชี้  เน้นไปที่ 3 ส่วนหลักคือ 1) ภาวะการได้งานทำของนักศึกษาเมื่อจบออกไป 2) ได้รับเงินเดือนตามเกณฑ์ (ของก.พ.) 3) ความพึงพอใจของนายจ้าง ผู้ประกอบการ และผู้ใช้บัณฑิต ขณะที่ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators) เพื่อเป็นการประกันหลักสูตรก็มีแนวทางไม่แตกต่างกัน คือ ต้องตอบโจทย์ภาวะการได้งานทำของนักศึกษาที่จบออกไปภายใน 1 ปีว่ามีงานทำไม่ต่ำกว่า 80 % และงานของบัณฑิตที่ทำเหล่านั้นควรได้รับเงินเดือนเริ่มต้นไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด นอกจากนี้ จะต้องทำการวัดระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อบัณฑิตใหม่ นอกจากนี้ ในมคอ.2 ของ TQF ยังระบุกระบวนการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ขณะนักศึกษายังไม่สำเร็จการศึกษาที่เน้นการทวนสอบจาก 1) ภาวะการได้งานทำของบัณฑิตทำงานตรงสาขา 2) การทวนสอบจากผู้ประกอบการ และ3) การทวนสอบจากสถานศึกษาอื่น ส่วนการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้หลังจากนักศึกษาสำเร็จการศึกษา เน้นการประเมินจากบัณฑิตที่จบและการประเมินจากผู้ใช้บัณฑิต

          จะเห็นได้ว่า การใช้ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน/เกณฑ์ชี้วัดและการทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้วางอยู่หลัก “ภาวะการได้งานทำ ตลาดงาน และเงินเดือนตามเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง” การใช้เกณฑ์เช่นนี้อาจเหมาะสมกับการประเมินคุณภาพหลักสูตรและมาตรฐานผลการเรียนรู้ในสาขาวิชาชีพเทคนิคหรือศาสตร์ประยุกต์ที่ส่วนใหญ่วัดเอาจากจำนวนบัณฑิตจบออกไปทำงานได้เงินเดือนสูงและตอบสนองต่อนายจ้างและผู้จ้างงานเป็นหลัก ที่มีความต้องการตลาดแรงงานตรงกับสายงานการศึกษา 

          แต่คำถามสำคัญ คือ ตัวชี้วัดในเชิงคุณภาพของการเรียนการสอน และคุณภาพของบัณฑิตเหล่านี้เป็นการสร้างเกณฑ์ที่มองแบบผิวเผินเกินไปหรือไม่ และไม่ได้สะท้อนสาระสำคัญเชิงความคิดหรือไม่ นอกจากนี้ คำถามที่น่าสนใจไปกว่า ก็คือว่า เราไม่ได้ตอบคำถามว่า เป้าหมายของมหาวิทยาลัยต้องการผลิตบัณฑิตออกไปเพื่ออะไรกันแน่?? เรากำลังผลิตบัณฑิตออกไปเพื่อตอบสนองต่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การแสวงหาผลกำไรหรือความสำเร็จส่วนตน และตอบสนองต่อความต้องการแรงงานเท่านั้นหรือ เรากำลังมองความรู้เป็นเพียงเทคนิคที่รับใช้ตลาดทางเศรษฐกิจและการแสวงหากำไร การเติบโตของสายงานบางด้านเท่านั้นหรือ?
สำหรับสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวิจิตรศิลป์ การใช้เกณฑ์บ่งชี้ผลการดำเนินงาน/ การทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่วางอยู่บนภาวะการมีงานทำเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า เป็นการมองความหมายของ “งาน” และ “การทำงาน” อย่างคับแคบเกินไป เพราะเท่ากับว่า สถาบันอุดมศึกษากำลังผลิตคนออกสู่สังคมที่มองเห็นแต่เรื่องผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ รู้จักและเข้าใจแต่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตนและการเอาตัวรอดของตนเอง จนกลายเป็นพนักงานเดินเข้าโรงงานตอบสนองต่อความต้องการของนายจ้างที่ว่าอย่างไรว่าตามกัน และกลายเป็น “หุ่นยนต์” ไร้จิตวิญญาณที่ตอบสนองต่อสังคมแบบวัตถุนิยมด้านเดียว และมองว่า ความรู้เป็นเพียงเทคนิคที่เอาไว้รับใช้ตลาดเฉพาะด้าน จนละเลยที่จะให้ความสนใจต่อความเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกอ่อนไหวและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

         ที่สำคัญ คือ การใช้เกณฑ์บ่งชี้ผลการดำเนินงาน/ การทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่วางอยู่บนภาวะการมีงานทำเช่นนี้ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาศักยภาพในความเป็น “พลเมืองของสังคม” ไทยได้แต่อย่างใด เพราะสุดท้ายบัณฑิตที่จบออกมาก็เป็นเพียง “แรงงาน” ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานทางเศรษฐกิจเท่านั้นโดยไม่ได้ให้ความสนใจต่ออนาคตของวัฒนธรรมและสังคมไทยที่บัณฑิตทั้งหลายพึงสรรค์สร้างความเป็นตัวของตัวเอง การมีความคิดเชิงวิพากษ์และความเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมไทยให้เกิดขึ้นต่อส่วนรวมด้วย

          นอกจากนี้ การใช้เกณฑ์วัดภาวะการมีงานทำตามสถานที่ทำงานในระบบตลาดแรงงาน ตามโรงงาน บริษัทห้างร้าน และมองว่า บัณฑิตมีทิศทางที่จบอออกไปเพื่อเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดว่าจะต้องใช้เกณฑ์เงินเดือนตามที่ก.พ.กำหนด กลับยิ่งสะท้อนความเข้าใจที่ผิดพลาดต่อ “งาน” และการทำงาน” อย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่สามารถใช้วัดผลกับบัณฑิตอื่นๆ ที่เมื่อจบออกไปจะไปประกอบ “วิชาชีพที่หลากหลาย” ได้ และบางอาชีพเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมได้ โดยเฉพาะบัณฑิตในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวิจิตรศิลป์ เช่น หากบัณฑิตทางด้านวิจิตรศิลป์ ผลิตผลงานที่มีความสร้างสรรค์เพียงชิ้นเดียว แต่ขายผลงานได้เงินหลายล้านบาท หรือบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ที่ออกไปสร้างสรรค์องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อช่วยเหลือชุมชนชาวบ้านผู้ยากไร้ สิ่งเหล่านี้จะนับเป็นผลงานหรือการทำงานตามค่าสถิติปริมาณในการวัดภาวะการมีงานทำตามเกณฑ์การรับเงินเดือนกพ. หรือการออกไปเป็นมนุษย์เงินเดือนของบริษัทโรงงานได้หรือไม่ เพราะว่า บัณฑิตเหล่านี้ไม่ได้ทำงานที่เดินตามระบบที่ป้อนเข้าสู่โรงงานหรือบริษัทกลายเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่วิ่งตามตลาดแรงงานที่กำลังเปิดรองรับเพียงเท่านั้น ที่สำคัญ มีบัณฑิตจำนวนมากมายที่อาจต้องการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากมิติอื่น ๆ ทางสังคม หรือต้องการ “อิสระเสรี” ในการทำงาน เขาและเธอเหล่านั้นอาจไม่ต้องการนายจ้าง บางคนสามารถคิดธุรกิจใหม่ๆ ของตนเอง และสามารถสร้างสรรค์ผลงานบุกเบิกงานที่พวกเขาและเธอรู้สึกภาคภูมิใจและสบายใจมากกว่า คนเหล่านี้จะสามารถนับเข้าไปอยู่ในเกณฑ์วัดคุณภาพสำหรับการประกันหลักสูตรหรือไม่

          เพราะฉะนั้น เกณฑ์การใช้ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน/เกณฑ์ชี้วัดและการทวนสอบที่วางอยู่บนภาวะการได้งานทำ ตลาดงาน และเงินเดือนตามเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งดังกล่าว จึงมีข้อจำกัดอยู่มากต่อการใช้ประเมินการประกันเชิงคุณภาพของหลักสูตรสายวิชาการ ดังเช่น  สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และวิจิตรศิลป์  จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างตายตัวเพื่อใช้เป็นค่าชี้วัดคุณภาพของหลักสูตร

          อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจภาวะการมีงานทำของบัณฑิต ภาวะผู้ใช้บัณฑิต และข้อมูลการสำรวจความคิดของบัณฑิตและศิษย์เก่าทั้งหลายต่อการออกไปทำงาน ไปรับใช้สังคม และการนำเอาความรู้ที่ได้เรียนรู้ออกปรับใช้ในการทำงาน ในชีวิตและในสังคมอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้ มีความสำคัญในลักษณะที่จะใช้เป็นข้อมูลประเมินสถานภาพนักศึกษาในภาพกว้างเมื่อเข้าสู่การทำงานในวงการสาขาต่างๆ ซึ่งแต่ละคณะสามารถเลือกกรอกและ/หรือใช้เกณฑ์นี้เป็นข้อมูลประกอบ แต่ไม่ควรใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นเกณฑ์หลักตายตัวที่กำหนดคุณภาพของหลักสูตร 

          ในแง่นี้เอง หากเราสนใจเรื่องการเรียนรู้มากกว่าการสอนจนกำหนดมาตรฐานผลการเรียนรู้ออกมามากมาย แต่ในการประเมินผลและการวัดผลกลับยังคับแคบและมีข้อจำกัดที่ตายตัวเช่นนี้ เราจะพากันก้าวไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างไร

         ในต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่มักกำหนดการวัดผลการเรียนรู้ที่มีลักษณะหลากหลายผสมผสาน และมีความยืดหยุ่น ไม่ว่า การวิเคราะห์เชิงปริมาณ และเชิงวิเคราะห์คุณภาพ อาทิ การประเมินความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้ความรู้ในการไขโจทย์ปัญหา และปรับใช้กับอาชีพการงาน ฯลฯ แต่ TQF แม้จะได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาช่วยออกแบบมาตรฐานผลการเรียนรู้ และพยายามเปลี่ยนวิธีการวัดผลจากการวัดผลเรื่องการสอน (teaching evaluation) ไปสู่การประเมินผลด้านการเรียนรู้ (learning outcome evaluation) ที่เชื่อว่า ให้ความสนใจในตัวคนที่รับความรู้มากกว่า แต่เหตุไฉนเล่า การประเมินผลการเรียนรู้และหลักเกณฑ์ในการประเมินต่างๆ จึงกลับกลายเป็นการสร้างข้อจำกัดให้แก่ตัวเองและเดินกลับไปสู่หลุมพรางเดิม ดังที่เห็นจากการกำหนดหลักเกณฑ์บ่งชี้ผลการดำเนินงาน และการประเมินทางเดียวโดยผู้สอนที่เกิดขึ้นจากการออกแบบของ TQF  

          ในแง่นี้เอง หากจะประเมินผลการเรียนรู้จริง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบ (Design) วิธีการวัดผลใหม่ ไม่ว่า การประกันคุณภาพหลักสูตร และมาตรฐานผลการเรียนรู้ต่างๆ หลักเกณฑ์บ่งชี้คุณภาพ เราควรจะกำหนดขึ้นในลักษณะที่เป็น “กระบวนการ” ที่หลากหลาย และวัดผลได้จริง ซึ่งในเบื้องต้นนั้น จากการทำงานของคณะทำงานในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และวิจิตรศิลป์ 9 คณะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเสนอกระบวนการที่หลากหลายในการใช้วัดประเมินผลมาตรฐานการเรียนรู้ ดังนี้

          1. การประเมินคุณภาพทางวิชาการสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และวิจิตรศิลป์ ควรพิจารณาทั้งผลการเรียนรู้ (Learning outcomes) 3 ด้าน (ความรู้ ทักษะ และทัศนคติต่อสังคม) ไปพร้อมกับ “กระบวนการการเรียนรู้” (Learning process) อย่างต่อเนื่อง ที่ไม่ได้จบเพียงการได้งานทำเท่านั้น แต่ต่อเนื่องในระยะยาว
          2. การประเมินควรเกิดขึ้นทั้ง 2 ทาง คือ 1. การประเมินผู้สอน หรือ ผู้ให้บริการทางปัญญา 
กับ 2. การประเมินผู้เรียน หรือ ผู้รับบริการทางปัญญา
          3. เมื่อเน้นการประเมินทั้ง 2 ทาง คือ ผู้ให้บริการทางปัญญา กับ ผู้รับบริการทางปัญญาแล้ว จึงขอเสนอ รูปแบบการประเมินวัดผล 3 รูปแบบ คือ 1. การประเมินตัวเองโดยผู้สอน (Self-evaluation) 2. การประเมินโดยนักศึกษา (student- evaluation) และ 3. การประเมินโดยเพื่อนร่วมวิชาชีพทางสังคมศาสตร์ (Peer review) ซึ่งเชื่อว่า รูปแบบการประเมินทั้ง 3 ดังกล่าวจะสะท้อนให้เห็นทั้งผลการเรียนรู้ (Learning outcomes) 3 ด้าน (ว่าด้วยความรู้, ทักษะ และทัศนคติต่อสังคม) และกระบวนการเรียนรู้ (Learning process) ด้วย
 

          4. ในรายละเอียดของรูปแบบการประเมินแต่ละรูปแบบนั้น ขอเสนอดังนี้


     4.1. การประเมินตัวเองโดยผู้สอน (Self-evaluation) ไม่ควรทำการประเมินเชิงปริมาณและถูกกำหนดให้ทำทุกภาคการศึกษาเป็นกิจวัตรไปอย่างไร้ความหมาย และไร้แรงจูงใจ และสุดท้ายกลายเป็นการประเมินอย่างไร้ประสิทธิภาพ เพราะเป็นเพียงการประเมินเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ควรทำการประเมินเชิงคุณภาพและมีเป้าหมายต่อการประเมินที่ชัดเจน ซึ่งขอเสนอให้มีการประเมินตัวเอง โดยผู้สอนทำการประเมินในระยะยาว (long term) เพื่อให้เวลาแก่ผู้สอนในการทำการประเมิน โดยผู้สอนมีรายละเอียดกระบวนวิชา (course syllabus) และการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในแต่ละภาคการศึกษาอยู่แล้ว และเก็บบันทึก (record) เอาไว้เป็นของตนก่อน เมื่อถึงระยะเวลา 1-2 ปี ผู้สอนควรเขียนประเมินตนเองโดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นทั้งเครื่องช่วยสะท้อนย้อนคิด (reflexive)ในการปรับกระบวนวิชาที่มากไปกว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่ปรับให้เข้ากับบริบทสถานการณ์ปัญหาทางสังคมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน การเขียนประเมินตนเองก็ควรมีเป้าหมายเพื่อไปพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ/ให้กำลังใจ/ให้รางวัลให้แก่ผู้สอนด้วย
     4.2 การประเมินโดยนักศึกษา (student- evaluation) ที่ผ่านมา หลายมหาวิทยาลัยอาจมีการทำการประเมินโดยนักศึกษาอยู่แล้ว แต่ไม่ได้นำมาใช้เพื่อวัดผลการเรียนรู้อย่างจริงจัง ดังเช่น กรณีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ทำขึ้นโดยหน่วยงานสารสนเทศ (MIS) และสำนักพัฒน์ฯ ดำเนินการให้นักศึกษาทำการประเมินผู้สอนในรายวิชาที่เรียนอยู่แล้ว แต่กลับพบว่า การประเมินโดยนักศึกษาผ่านระบบออนไลน์ดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง และดังนั้น จึงไม่สามารถนำการประเมินโดยนักศึกษาดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือ (implement) ในการวัดประเมินคุณภาพผู้สอนได้อย่างเหมาะสม เพราะไม่สามารถดูแลให้นักศึกษาเข้าไปประเมินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้ค่าวัดประเมินออกมาอย่างไร้ความหมายและบางครั้งข้อมูลที่ได้ก็ไม่สมเหตุสมผลเพราะนักศึกษาที่เข้าไปประเมินในแง่ทั้งจำนวนและเหตุผลก็ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เป็นจริง (invalid) มากพอ
     ดังนั้น หากเราสามารถพัฒนารูปแบบการประเมินโดยนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำให้การประเมินโดยนักศึกษากลายเป็น “วัตถุประสงค์” (requirement) และเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหนึ่งของนักศึกษาในการสะท้อนกลับ (feedback) ความคิดความเห็นของตนเองต่อสิ่งที่ได้รับจากการเรียนการสอน ก็จะทำให้การประเมินโดยผู้รับบริการทางปัญญามีความหมายมากขึ้น
     อย่างไรก็ตาม รูปแบบการประเมินโดยนักศึกษา ควรจะมีการประเมินทั้งสองทาง หมายถึง ให้นักศึกษาประเมินทั้งผู้สอนและประเมินตัวเองด้วยในลักษณะของการบรรยาย (Descriptive) ซึ่งการประเมินผู้สอน หมายถึง กระบวนการเรียนการสอน ผลที่ได้รับ ฯลฯ ขณะเดียวกัน ต้องให้นักศึกษาประเมินตัวเองด้วยเช่นกัน เช่น การเป็นนักศึกษาที่มีความรับผิดชอบ ตั้งใจในการแสวงหาความรู้มากน้อยเพียงใด การเข้าชั้นเรียนตรงเวลา การส่งงานครบถ้วน ฯลฯ ทั้งนี้ การที่นักศึกษาตรวจสอบตัวเองด้วย จะเป็นการทบทวนตรวจสอบบทบาทของนักศึกษาและการเรียนรู้ที่ได้รับ ตลอดจนทบทวนถึงเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นจากประสิทธิภาพของตนเอง ขณะเดียวกัน ข้อมูลดังกล่าวก็สามารถใช้เพื่อตรวจทาน (cross-check) กับค่าเชิงปริมาณที่วัดได้จากการให้คะแนนในการประเมินผู้สอนของนักศึกษาด้วยเช่นกัน


     4.3 การประเมินโดยเพื่อนร่วมวิชาชีพทางสังคมศาสตร์ (peer review) ซึ่งควรเป็นเพื่อนร่วมงานในสาขาวิชาเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันเข้ามาช่วยประเมินคุณภาพการเรียนการสอน รูปแบบนี้ ถือว่า เป็นการใช้ระบบการตรวจสอบจากภายนอก ที่ซึ่งผู้คนเหล่านี้จะมีความเข้าใจต่อลักษณะเฉพาะทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และวิจิตรศิลป์ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นได้
     อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องประเมินเชิงปริมาณที่จะต้องทำทุกภาคการศึกษา แต่ควรทำอย่างมีเป้าหมายและมีจุดประสงค์ชัดเจนเช่นกัน ซึ่งในแง่นี้ อาจจะกำหนดให้มีการประเมินก็ต่อเมื่อมีความประสงค์อยากจะปรับปรุงหลักสูตร หรือ ให้มีการประเมินในรายวิชาที่ผู้สอนบางท่านมีความประสงค์อยากจะปรับปรุงหลักสูตร หรือทำการประเมินในกลุ่มผู้สอนใหม่เพื่อขอเลื่อนขั้นเงินเดือน หรือผ่านการทดลองงาน เป็นต้น  


           5.  ในการประเมินผลการเรียนรู้ (Learning outcomes) 3 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะ และ ทัศนคติต่อสังคม อาจเกิดคำถามว่า จะมีข้อจำกัดและความยุ่งยากในการประเมินหรือไม่ โดยเฉพาะทัศนคติต่อสังคม ดังนั้น จึงขอเสนอว่า ในส่วนแรกและส่วนที่สองว่าด้วย ความรู้ และทักษะ นั้น สามารถใช้รูปแบบการประเมินทั้ง 3 รูปแบบข้างต้นเป็นมาตรฐานหลักในการวัดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย ขณะที่วิธีการวัด ทัศนคติต่อสังคม นั้น ขอเสนอให้ มีการวัดผล 2 ระยะ คือ

          ระยะแรก วัดผลเมื่อบัณฑิตจบการศึกษาออกไป โดยเน้นเนื้อหาการวัดผลที่ ความเข้าใจต่อสังคมคนรอบข้างภายหลังที่บัณฑิตออกไปทำงานภายนอก และการนำเอาความรู้ความสามารถต่างๆ ที่พัฒนาไปบนเป้าหมายความเป็น “พลเมืองของสังคม”นั้น บัณฑิตได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนภายนอกมากน้อยอย่างไร 

          ระยะที่สอง การวัดผลเมื่อมีการดำเนินการเรียนการสอนไประยะหนึ่ง (~ 5 ปี) เพราะว่า การสร้างสติปัญญาให้นักศึกษาออกไปทำงานเพื่อสาธารณชนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมระยะยาวในการบุกเบิกสร้างสรรค์ ทำให้สาธารณชนเกิดการยอมรับความคิดใหม่ๆ หรือการทำให้คนเปลี่ยนแปลงทางความคิด ต่างเป็นเรื่องต้องใช้เวลา และต้องทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องทั้งสิ้น

          ดังนั้น จึงเสนอให้มีการวัดผลระยะยาว โดยผ่าน การทำวิจัยระดับองค์กร เพื่อค้นหาว่า มีนักศึกษาบัณฑิตที่จบการศึกษาออกไปได้ระยะหนึ่งได้ไปบุกเบิกความคิดใหม่ๆ อย่างไร ในวงการที่หลากหลายด้านใดบ้าง หรือไปเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย/ไปดำเนินการตามนโยบายสาธารณะอย่างไร หรือ ได้รับรางวัลการให้ความช่วยเหลือต่อสังคมอย่างไร คำถามในเชิงสำรวจวิจัยเหล่านี้ คือ แนวทางที่สามารถใช้วัดผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนด้านสังคมศาสตร์ในแง่ผลของการพัฒนาความสามารถทางด้านทัศนคติทางสังคมได้  

          6. ทั้ง 3 รูปแบบการประเมินดังกล่าวตลอดจนรูปแบบการประเมินอื่นๆ ทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และวิจิตศิลป์นั้น เห็นว่า ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้ค่าตัวเลข สถิติ หรือการให้คะแนนออกมาเป็นตัวเลขเพียงรูปแบบเดียวในการประเมิน แต่ควรใช้วิธีการแสดงความเห็นเชิงบรรยาย (Descriptive) ประกอบด้วย เพราะค่าตัวเลขเป็นการเน้นในเชิงปริมาณ ซึ่งไม่อาจประเมินหรือสะท้อนแง่มุมความรู้สึก ความอ่อนไหว และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมิติทางอารมณ์ได้ นอกจากนี้ ค่าเชิงปริมาณดังกล่าวยังกลับกลายเป็น “ค่ามาตรฐานเดียว” ที่เอามากำหนดความเป็นไปในการประเมินคุณภาพหลักสูตร ขณะที่หากเราใช้การประเมินในลักษณะการบรรยาย (descriptive) โดยเปิดให้มีคำถามคำตอบแบบปลายเปิด เพื่อให้มีการแสดงความเห็นเชิงบรรยายเนื้อหา จะสามารถช่วยอธิบายการประเมินเชิงความคิดเห็นให้กระจ่างชัดได้มากขึ้น และที่สำคัญ ความคิดเห็นเชิงบรรยายดังกล่าวจะสามารถช่วยตรวจสอบค่าตัวเลขสถิติเชิงปริมาณทั้งหลายที่มีข้อจำกัดอย่างมากในการทำความเข้าใจต่อความสมเหตุสมผล อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ที่ต้องการแสดงออกเชิงคุณค่า (value) อีกด้วย

          7. นอกจากนี้ เกณฑ์ในการวัดคนที่จบออกไปหางานทำ ควรให้ความสำคัญต่อ การทำงานที่ไม่ใช่เป็นเพียงลักษณะงานตอบโจทย์ตลาดแรงงานเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญต่อ “ผู้รับบริการทางปัญญา” ที่มีความคิดอยากจะออกไปทำงานบริการชุมชนและสังคมมากกว่า ดังเช่น นักศึกษาที่จบออกไปทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส หรือทำงานเพื่อประเทศชาติ เป็นงานลักษณะบริการชุมชนและสังคม (community and civic service) 

          8. การประเมินวัดผลคุณภาพหลักสูตร ควรให้ความสำคัญต่อ เรื่อง “กระบวนการขับเคลื่อนทางสังคม” (social mobility) มากขึ้นด้วย  เพื่อช่วยบรรเทาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมที่นับวันจะเริ่มมีมากขึ้นจากช่องว่างและโอกาสทางการศึกษา หรือ ส่งเสริมให้เกิดการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่คนในสังคมที่อาจเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ไม่เท่ากัน ดังเช่น ในกรณีของนักศึกษาสายสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์และวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะพบว่า มีกลุ่มนักศึกษาชาติพันธุ์ หรือเด็กยากจนจำนวนมากที่ควรจะมีโอกาสในการเข้ามาเรียนหนังสือในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งคณะและสาขาวิชาต่างมีเป้าหมายที่จะเปิดโอกาสให้กับเด็กเหล่านี้ซึ่งมีโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่าเด็กชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ ได้สามารถยกระดับตัวเองในการเรียนหนังสือและสามารถนำความรู้ออกไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนและสังคม โดยสามารถเขยิบฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตนเองตลอดจนสามารถนำความรู้กลับไปช่วยครอบครัวและสังคมได้   


 

1 โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมมคอ.2-7 ได้ที่ http://www.mua.go.th/users/tqf-hed/news/news6.php


2 โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในมคอ. 2 หมวด7 ว่าด้วย การประกันคุณภาพหลักสูตร ซึ่งมีการกำหนดตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงานทั้งหมด 14 ข้อดังนี้ 1) อาจารย์ประจำหลักสูตรอย่างน้อยร้อยละ 80 มีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อวางแผน ติดตาม และทบทวนการดำเนินงานหลักสูตร 2) มีรายละเอียดของหลักสูตร ตามแบบ มคอ.2 ที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ หรือมาตรฐานคุณวุฒิสาขา/สาขาวิชา (ถ้ามี) 3) มีรายละเอียดของรายวิชา และรายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม (ถ้ามี) ตามแบบ มคอ.3 และ มคอ.4 อย่างน้อยก่อนการเปิดสอนในแต่ละภาคการศึกษาให้ครบทุกรายวิชา 4) จัดทำรายงานผลการดำเนินการของรายวิชา และรายงานผลการดำเนินการของประสบการณ์ภาคสนาม (ถ้ามี) ตามแบบ มคอ.5 และ มคอ.6 ภายใน 30 วัน หลังสิ้นสุดภาคการศึกษาที่เปิดสอนให้ครบทุกรายวิชา 5) จัดทำรายงานผลการดำเนินการของหลักสูตร ตามแบบ   มคอ.7 ภายใน 60 วัน หลังสิ้นสุดปีการศึกษา 6) มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ ที่กำหนดใน มคอ.3 และ มคอ.4 (ถ้ามี) อย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา 7) มีการพัฒนา/ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน กลยุทธ์การสอน หรือ การประเมินผลการเรียนรู้ จากผลการประเมินการดำเนินงานที่รายงานใน มคอ.7 ปีที่แล้ว 8) อาจารย์ใหม่ (ถ้ามี) ทุกคน ได้รับการปฐมนิเทศหรือคำแนะนำด้านการจัดการเรียนการสอน 9) อาจารย์ประจำทุกคนได้รับการพัฒนาทางวิชาการ และ/หรือวิชาชีพ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 10) จำนวนบุคลากรสนับสนุนการเรียนการสอน (ถ้ามี) ได้รับการพัฒนาวิชาการ และ/หรือวิชาชีพ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ต่อปี 11) ระดับความพึงพอใจของนักศึกษาปีสุดท้าย/บัณฑิตใหม่ที่มีต่อคุณภาพหลักสูตร เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3.5 จากคะแนนเต็ม 5.0 12) ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อบัณฑิตใหม่ เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3.5 จากคะแนนเต็ม 5.0 13) นักศึกษามีงานทำภายใน 1 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 14) บัณฑิตที่ได้งานทำได้รับเงินเดือนเริ่มต้นไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด 

3 รายละเอียดในมคอ. 2 ระบุหลักฐานบ่งชี้ ได้แก่ ร้อยละของบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่ได้งานทำและการประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี /และ ร้อยละของบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่ได้รับเงินเดือนเริ่มต้นเป็นไปตามเกณฑ์/ ระดับความพึงพอใจของนายจ้าง ผู้ประกอบการ และผู้ใช้บัณฑิต

4 รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางและวิธีการโปรดดูที่ http://www.washingtonmonthly.com/college_guide/rankings/national_university_rank.php

 


 

 


วิจารณ์ พานิช
๑๖ ธ.ค. ๕๒