การประชุมวรรณกรรมกลางทุ่งนา
                

 

 

              
                หลังจากชมระบำบิฮู และร่ำลากับผู้นำหมู่บ้านแล้ว  D.K.  พาพวกเรากลับเข้ามาในตัวเมืองเดมาจิอีกครั้ง เพื่อรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านเพื่อนคนหนึ่งของเขา ที่จัดเตรียมไว้แล้ว  เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กที่บ้านเดิมในลักขิมปุระ แล้วย้ายมาอยู่เดมาจิหลังแต่งงาน
                สังคมไทอาหม เป็นสังคมพึ่งพากัน มากกว่าพึ่งพาเงิน  คนอาหมไม่กินข้าวนอกบ้าน ไม่มีร้านอาหารดี ๆ  ให้เลือก มีแต่ร้านของคนอินเดียที่ไม่ค่อยน่าเข้า เวลาไปไหนมาไหนจะมีญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงอยู่ตามจุดต่าง ๆ  คอยให้ที่พักพิงและอาหาร  ดู ๆ  ไปก็เหมือนสังคมไทยสมัยโบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ทำกับข้าวกับปลากันโกลาหล
                อาหารกลางวันวันนี้มีเพื่อนบ้าน ที่เป็นมิชชิ่งชนกลุ่มน้อยอีกกลุ่มหนึ่ง นำหมูคั่วมาให้อีก 1 กะละมัง และมีแม่ครัวจากบ้านใกล้ ๆ  มาช่วยทำกับข้าวอีกหลายคน
                หลังอาหาร ภรรยาของเพื่อน D.K. เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง เคยร้องเพลงออกทีวี และมีงานร้องเพลงในวาระสำคัญ ๆ ของเมือง ก็เริ่มร้องเพลงให้เราฟัง   ลูกชายคนโตที่เป็นครูโรงเรียนมัธยม และลูกสาวคนเล็กก็มาเล่นอิเล็คโทน และร้องเพลงขับกล่อมด้วย
                ว่าไปแล้ว เป็นบรรยากาศที่ดีทีเดียว เจ้าบ้านเหมือนจะรู้ใจรีบหาหมอน มาให้เราคนละใบ คงไม่มีใครจะสุขไปกว่านี้อีกแล้ว
                ตกเย็นเราออกจากบ้านเพื่อน  D.K.  พร้อมกันเป็นขบวนใหญ่  เพราะเพื่อน ๆ  ของเพื่อน ๆ  D.K. อีกหลายครอบครัวตามมาด้วย  เพื่อไปยังสถานที่จัดงานประชุมวรรณกรรมของรัฐ  ขบวนรถหลายคันวิ่งฝ่าทุ่งนาที่เพิ่งเก็บเกี่ยว ตอซังข้าวยังยืนต้นสล้าง  บางแห่งที่รถและคนเหยียบย่ำเป็นประจำเริ่มกลายเป็นฝุ่นปลิวว่อน

             

                เราฝากรถไว้บ้านเพื่อนอีกคนหนึ่งของ D.K.  ดูเหมือนว่ามากับ D.K. จะปลอดภัยสุด ๆ เพราะเขามีเพื่อนกระจายอยู่ทุกหัวระแหง จากนั้นก็เดินตามฝูงชนล้นหลามเข้าสู่บริเวณงาน บรรดาภรรยาของเพื่อน ๆ  D.K. จับแขนฉันคนละข้าง หันไปมองนิดก็อยู่ในสภาพเดียวกัน  พวกเธอจับเราไว้ไม่ยอมปล่อยให้พลัดหลงไปกับฝูงชน
                ฉันไม่รู้สึกผิดหวังว่าที่ประชุมวรรณกรรมตั้งอยู่กลางทุ่งนา เป็นปะรำพิธีสร้างด้วยไม้ไผ่ง่าย ๆ  เพราะรู้ข้อมูลล่วงหน้ามาก่อน เลยไม่ได้ฝันหวานว่าจะต้องหรูหรา ติดแอร์อยู่ในตึกอลังการ
                โอลิเวอร์ เริ่มบ่นว่ามึนหัว เหมือนจะเป็นลม  ฉันมองสภาพเขาแล้วอดขำไม่ได้ ก็อุปกรณ์กล้องต่าง ๆ  อยู่บนเป้หลังขนาดมหึมา สายเป้กดทับไหล่และเส้นเลือดที่จะขึ้นไปเลี้ยงสมองขนาดนั้น ไม่มึนหัวก็เกินไปแล้ว ...
                “เอาสายคาดเอวที่เป้มาคาดเอวสิ”  ฉันบอกเขา  เขาทำตามอย่างงง ๆ  คงไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีมากกว่า
                “เออ ๆ ขอบใจว่ะ”  สักชั่วอึดใจ  เขาตบบ่าขอบใจฉันอย่างยินดี
                “เป็นไงล่ะ เลือดขึ้นเลี้ยงสมองได้แล้วใช่ไหม”  ฉันถามกลับ
                “เออ ๆ เราไม่เคยใช้สายนี้เลย สบายแล้ว”  เขาว่า  พลางยิ้มทักทายสาว ๆ  ที่กริ๊วกร๊าวอยู่ข้างทาง  “หมั่นไส้มันจริง ๆ”  นิดหันมาบอกอย่างนี้
                วันนี้เป็นวันแรกของการจัดงาน ที่เหมือนงานกาชาด หรืองานมหกรรมขายของ OTOP  บ้านเรา  จะมีร้านค้านำสินค้าพื้นเมืองมาขายในซุ้มที่มีอยู่มากมาย  แบ่งเป็นโซน ๆ  ไป  ตั้งแต่เสื้อผ้า ของใช้ ของที่ระลึก อาหารการกินต่าง ๆ  และมีโซนขายหนังสือเหมือนงานมหกรรมหนังสือไม่มีผิด  สำนักพิมพ์ต่าง ๆ  นักเขียนนำหนังสือของตัวเองมาออกบูธ พร้อมแจกลายเซ็นกันจนดึกดื่นเที่ยงคืน ก็งานปิดเที่ยงคืนพอดี  ตอนกลางคืนก็มีดนตรี  และการแสดงต่าง ๆ  ให้ได้ชมกัน
                คนอัสสัมตื่นเต้นกับงานนี้มาก  เพราะนานปีจะมีงานใหญ่สักที  ผู้คนจากทุกสารทิศจึงหลั่งไหลมากันไม่ขาดสาย  หนุ่มสาวได้มีโอกาสพบหน้ากันก็งานนี้
                D.K. พาไปโซนหนังสือ ที่ต้องจ่ายค่าผ่านประตูคนละ 5 รูปี  เป็นสิ่งมหัศจรรย์ใจของฉันยิ่งนักที่คนจำนวนมากรอคิวจ่ายเงินค่าผ่านประตูไปซื้อหนังสือ  ส่วนโซนสินค้าอื่น ๆ  เข้าฟรี  คนกลับไม่มากมายเท่าโซนหนังสือ

              

                ไม่รู้ว่าถ้างานมหกรรมหนังสือบ้านเราเก็บเงินค่าผ่านประตู จะมีใครยอมเสียเงินเข้าไปหรือเปล่า  ขนาดประชาสัมพันธ์เชิญชวนกันทุกสื่อ จำนวนคนยังไม่เยอะอย่างที่ใจอยากให้เป็นเลย ...
                D.K. พามาดูปะรำพิธี ซึ่งพรุ่งนี้จะมีคนนับหมื่น มาร่วมพิธีเปิดงานและพวกเราชาวต่างชาติทั้งหมดจะได้รับการต้อนรับอย่างแขกผู้มีเกียรติ โดยต้องขึ้นไปนั่งรวมกลุ่มกับประธานรัฐ นักการเมือง ผู้ใหญ่ และผู้คนสำคัญของรัฐอัสสัมบนเวทีที่ยกพื้นสูงด้วยถังน้ำมัน
                ฉันนึกถึงขบวนการปลดปล่อยอัสสัมจากอินเดีย  ซึ่งมีคนไทอาหมเป็นกลุ่มหลัก พร้อมภาวนาอย่าให้พวกเขาคิดการณ์ใหญ่ในวันพรุ่งนี้เลย  สาธุ ...

             (ต้องขออภัยนะคะที่หายไป เพราะเดินทางไปเวียดนามค่ะ)