งานวิจัยเชิงปริมาณของนักกิจกรรมบำบัดท่านหนึ่งที่มุ่งหมายแสดงการวัดประสิทธิผลของการฝึกเพิ่มความสามารถในกิจกรรมการดูแลตนเอง (Performance of self-care activities) ของผู้รับบริการ ได้แก่ การรับประทานอาหาร การแต่งกาย การอาบน้ำ การสวมใส่เสื้อผ้าบนร่างกายท่อนบนและท่อนล่าง และการเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่าย ทั้งนี้นักกิจกรรมบำบัดประเมินผลก่อนและหลังการฝึกกิจกรรมการดูแลตนเองข้างต้น 2 สัปดาห์ด้วยแบบประเมิน FIM หรือ the Functional Independence Measure โดยเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มที่ได้รับการฝึกกิจกรรมการดูแลตนเองแบบเน้นการตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างผู้บำบัดและผู้รับบริการ (n = 15) กับกลุ่มที่ได้รับการฝึกกิจกรรมการดูแลตนเองแบบไม่เน้นการตั้งเป้าหมายดังกล่าว ปรากฏว่า การฝึกที่เน้นการตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างผุ้บำบัดและผู้รับบริการช่วยเพิ่มความสามารถในกิจกรรมการดูแลตนเองด้านการสวมใส่เสื้อผ้าบนร่างกายท่อนบนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Gagné DE, Hoppes S. The effects of collaborative goal-focused occupational therapy on self-care skills: a pilot study. Am J Occup Ther 2003;57(2):215-9.)
จะเห็นว่ากิจกรรมอื่นๆ ในการดูแลตนเองนั้นจำเป็นที่นักกิจกรรมบำบัดควรออกแบบกระบวนการสอนและการเรียนรู้ (Teaching and Learning Process) วิเคราะห์สังเคราะห์ขั้นตอนการฝึกกิจกรรม (Activity Analysis and Synthesis) การดัดแปรสิ่งแวดล้อม (Environmental Modification) การสร้างความสัมพันธ์ในการฝึกกิจกรรมระหว่างผู้รับบริการและครอบครัว (Client and Family Relationship) และการพึ่งพาตนเองให้สามารถนำกิจกรรมในการดูแลตนเองมาเป็นสื่อการบำบัด (Therapeutic Use of Self-Care Activities)
จากงานวิจัยเชิงคุณภาพของนักกิจกรรมบำบัดอีกท่านหนึ่งที่สนใจเทคนิคบำบัดในการฝึกการดูแลตนเอง กล่าวว่า นักกิจกรรมบำบัดจำเป็นที่จะอธิบายเป้าหมายและขั้นตอนการฝึกกิจกรรมการดูแลตนเองให้ชัดเจน ซึ่งผู้วิจัยสังเกตการณ์และสัมภาษณ์นักกิจกรรมบำบัด 6 คน ที่ฝึกกิจกรรมการดูแลตนเองให้ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก และนักกิจกรรมบำบัดอีก 6 คน ที่ฝึกกิจกรรมการดูแลตนเองให้ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อน ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดย Empirical, Phenomenological, Psychological (EPP) method พบว่านักกิจกรรมบำบัดเน้นกลยุทธ์เพิ่มแรงจูงใจของผู้รับบริการอย่างเหมาะสมในการสำรวจความต้องการในการฝึกทำกิจกรรมการดูแลตนเอง แล้วร่วมมือกันตั้งเป้าหมายที่ยืดหยุ่น (อย่าใส่ความคิดของผู้บำบัดมากเกินพอดี) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การฝึกกิจกรรมการดูแลตนเองในผู้รับบริการท่านอื่นๆ ที่ประสบผลสำเร็จ อย่างไรก็ตามเทคนิคข้างต้นควรมีการฝึกฝนแก่นักกิจกรรมบำบัดให้เกิดความเชี่ยวชาญมากกว่าที่จะสอนผู้รับบริการให้รู้จักเทคนิคและการชดเชยร่างกาย (Technical and Compensatory Strategies) ในการทำขั้นตอนต่างๆ ของกิจกรรมการดูแลตนเองในคลินิก (Guidetti S, Tham K. Therapeutic strategies used by occupational therapists in self-care training: a qualitative study. Occup Ther Int 2002;9(4):257-76.)
ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดควรทำความเข้าใจสถานการณ์ชีวิตของการทำกิจกรรมการดูแลตนเองจริงๆ ของผู้รับบริการ โดยใช้กระบวนการทางกิจกรรมบำบัดแบบองค์รวม ในการประเมินความสามารถของบุคคลในการทำกิจวัตรประจำวันในหลายรูปแบบนอกเหนือจากกิจกรรมการดูแลตนเอง (Occupational therapy practice framework: Domain and process. American Journal of Occupational Therapy, 56, 609-637) เช่น เลือกและให้คำแนะนำผู้ดูแล, ดูแลสัตว์เลี้ยง, เลี้ยงลูกหลาน, ใช้อุปกรณ์ช่วยในการสื่อสาร, การเคลื่อนย้ายตนเองในชุมชน, การจัดการด้านการเงิน, การจัดการและคงสภาวะสุขภาพ, การเตรียมมื้ออาหารและทำความสะอาด, การจัดการตนเองในสภาวะฉุกเฉิน และการไปจับจ่ายซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น
ส่วนกิจวัตรประจำวันพื้นฐานและที่ใช้เครื่องมือนั้น นักกิจกรรมบำบัดจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับสหวิชาชีพในการประเมินและฝึกด้วยเทคนิคการฟื้นฟูสมรรถภาพ (ดูเพิ่มเติมจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Activities_of_daily_living) ...แนะนำให้สหวิชาชีพศึกษา Roper-Logan-Tierney model of nursing และแบบประเมิน the Katz ADL scale กับ the Lawton IADL scale ครับ!
สวัสดีค่ะ Dr.Pop
อยากทราบว่า Empirical Phenomenological Psychological (EPP) method มีรูปแบบการวิจัยอย่างไรคะ
ขอบคุณมากๆค่ะ
พิณมาศ
คุณพิณมาศสามารถคลิกอ่านงานวิจัยจาก google search โดยพิมพ์คำว่า Empirical Phenomenological Psychological (EPP) Method
มี Paper ที่น่าสนใจ ที่ http://www.springerlink.com/content/x53280k05t43u225/fulltext.pdf
ขอบคุณครับ