คุณรู้จักคำว่า"สมาธิ"ดีแค่ไหน ?
สมาธิ หมายถึง ความตั้งมั่นในจิตเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งในสิ่งนั้นๆ
สมาธิมีในธรรมชาติของมนุษย์ในส่วนหนึ่ง
- เกิดขึ้นเมื่อเรามีใจจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้รู้ หรือเกิดปัญญา
- สมาธิที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้น จะมีพอเหมาะกับการพิจารณาในสิ่งนั้นๆ ซึ่งเราเรียกว่า..."เกิดปัญญา"..
สมาธิอีกรูปแบบหนึ่งเกิดได้จากการฝึกตามหลักวิชา (ผู้บันทึกอ่านหนังสือของพ่อเล่มหนึ่งกล่าวว่า"อำนาจจิต(Will Power)มีองค์ประกอบอยู่ ๓ ประการ ได้แก่ ๑)จุดปรารถนา ๒) ความคิด ๓)จิตใจ" และในบทหนึ่งกล่าวถึงความสอดคล้องของอำนาจกระแสจักษุ คือดวงตาของเรานี่แหละ กับกระแสจิตคือความคิดที่แฝงฝังอยู่ กล่าวต่อไปว่า ดวงตาของคนเรามีอำนาจ...ใช้คำว่า"ลึกลับ" สามารถบังคับ หรือหยุดยั้ง หรือสั่งการ ......กระทำของบุคคลอื่นได้ กล่าวถึงอำนาจจิต...(แปลกนะทุกคนคงไม่มีใครปฏิเสธว่า ฉันนี่แหละไม่มีจิตคิดคำนึงถึงใคร หรือสิ่งต่างๆในลักษณะระลึกได้หรือว่ามันปิ้งแว้บ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น.... หรือในทางพุทธเรียกว่า จิตที่ว่างเปล่า....ก็แล้วทำไมมันเดินทางได้รวดเร็วนัก เพียงนึกก็เห็น หรือรู้ได้ในฉับพลัน...)ในตำราเล่มนี้กล่าวว่า อำนาจจิตของคนเรานี้มีกระแสไฟฟ้าเป็นตัวเหนี่ยวนำ หรือที่เรารู้จักกันในลักษณะที่ว่ากระแสไฟฟ้าในธรรมชาตินั้นหรือเปล่า.....นะ..ในทางวิทยาศาสตร์ตัวเราเองก็เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ ก็ไม่น่าแปลกว่ากระแสไฟฟ้าในร่างกายของเรานั้นมันซึมแทรกอยู่ทั่วไป..... )ในตำราบอกว่าการที่เราใช้กระแสจิต สั่งการให้คนอื่นทำอะไรต่อมิอะไรได้นั้น เฉกเช่นกระแสแม่เหล็กสามารถผลักและดูดขั้วตรงข้ามได้
- สมาธิในประการหลังนี้แหละในทางพุทธกล่าวว่า มีพลังเหลือเชื่อ มันมากถึงมากเกิน เหลือใช้ในภาวะปกติของคน หรือหลงไปว่าเป็นมรรคผล (ในพระสงฆ์ที่มีความสามารถในทางด้านกระแสแห่งจิตที่ลึกลับนี้ ผู้บันทึกได้ยินได้ฟังคนเล่ากล่าวขานถึงคือหลวงปู่ฝั้น อาจจะมีรูปอื่นๆ แต่ผู้บันทึกไม่เคยได้ยินก็อาจเป็นได้ ผู้บันทึกเป็นคนจังหวัดเดียวกันกับหลวงปู่ฝั้น เห็นท่านมาก็ตั้งแต่เด็กๆ การที่ได้ยินได้ฟังคนเขาเล่าขาน ก็พอจะวิเคราะห์ได้ ควร หรือไม่ควรเชื่อ...เมื่อนำมาประกอบกับการได้เห็นตัวตนท่าน เห็นในสิ่งที่ท่านปฏิบัติ ...จนเกิดศรัทธาแก่พุทธบริษัททั้งหลาย......เอาไว้วันหลังจะเล่าสู่..ฟัง.....นะ) (แต่ในเรื่องของการฝึกจิตนี่ ก็มีพระภิกษุรูปอื่นๆพูดถึงว่า มีจริงในเรื่องของหูทิพย์ ตาทิพย์อันเป็นผลพลอยได้จากการฝึกจิตขั้นสูง และมีการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าจิตที่ได้รับการฝึกอบรมที่ดีแล้วจะมีกำลังและสมรรถภาพเหนือวิสัย(ชยสาโร ภิกขุ ประวัติท่าน นามเดิม ฌอน ชิเวอร์ตัน เกิดที่ประเทศอังกฤษ ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ อุปสมบทโดยหลวงปู่ชา สุภัทโท)จะเกิดกับผู้ที่มรบารมีมาเกิดเท่านั้น)แต่
- ต่อไปนี้จะพูดถึงสมาธิที่เป็นธรรมชาติเพราะสิ่งนั้นมีในตัวเรา
สมาธิในตัวเราเกิดขึ้นเมื่อใด......(คำตอบคงมิใช่เมื่อวานหรือเมื่อก่อนโน้น....แน่นอน)
สมาธิจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เราพยายามทำความเข้าใจ หรือที่จะทำความเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเรื่องราวต่างๆ ให้แจ่มแจ้ง และมีอยู่มากที่สุด......เมื่อเราเข้าใจแจ่มแจ้งและคงทนอยู่แน่นอยู่ในตัว(ตน, รูปกาย)ในระหว่างนั้นไม่สามารถแยกจากกันได้ แล้วก็จะหายไปเมื่อเราไม่ใส่ใจจดจ่อ
สรุปได้ว่า สมาธิมีเมื่อมีสิ่งมากระตุ้นให้เกิดมี เช่นเราตั้งใจจะอ่านหนังสือหรือตัวอักษร เราก็ใส่ใจเข้าไปจดจ้อง จดจ่อ "คำ" คำ คำนั้นจุดประกาย(หรือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งปัญญา).... สมาธิเกิด..(มีจักษุเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ) หรือเมื่อเราจะบวกเลข เมื่อเราได้คำตอบ คือสภาวะของการเกิดสมาธิ และฝังแน่นอยู่ ท่านพุทธทาสกล่าวว่า "คนเรากลับไม่ให้ความสำคัญกับสมาธิตามธรรมชาติทั้งๆ ที่สำคัญนัก ชีวิตหนึ่งของคนเรานั้นรอดได้ด้วยสมาธิตามธรรมชาตินี่แหละ..." ท่านพุทธทาสกล่าวอีกว่า คนเรามักมองไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่เป็นธรรมชาติ คงเพราะมันมีอยู่แล้ว ก็สิ่งที่มีอยู่แล้วนี่แหละเป็นฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งหลายทั้งปวง........ถ้าไม่มีฐานเสียแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น พูดเช่นนี้ทำให้นึกถึงชาติที่มีพลเมืองของชาติลืมประวัติศาตร์.....ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ?....
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า"ขอท่านทั้งหลายอย่าได้มองข้ามเรื่องของสมาธิที่เป็นไปตามธรรมชาติควรประคับประคองมันไว้ให้ถูกวิธี ให้มันเป็นไปด้วยดีที่สุด ก็จะมีผลเท่ากับท่านบรรลุเป็นพระอรหัต์ไปแล้ว.....นั่นแหละ" ท่านยังกล่าวเสริมต่อไปอีกว่า ในตำราพระไตรปิฏก ไม่มีใครรู้และพูดถึงการนั่งทำสมาธิ อย่างในปัจจุบันนี้เลย ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย มีแต่ใช้จิตพิจารณาความจริงทั้งหลายทั้งปวงจึงรู้แจ้งเป็นพระอาหันต์ได้(การนั่งทำสมาธิเป็นวิธีการทางพุทธแบบใหม่พึงมีและนิยมทำในยุคปัจจุบัน) การนั่งทำสมาธิดูเหมือนจะมีวิธีปฏิบัติแบบตรงข้ามกับแบบธรรมชาติ นั่งสมาธิต้องหลับตา หรือปิดตานอก แล้วเปิดตาใน ยังไงเสียก็ยังเหมือนมองเห็นอยู่..เป็นภาพ...ในจินตนาการ
ผู้ใด..รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาตินี้แหละ ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ผู้นั้นได้เข้าถึงความลับของธรรมชาติแล้ว เกิดความแจ่มแจ้งขึ้นภายในใจ "ผู้บันทึกก็เห็นจริงตามท่านพุทธทาส..นะ เมื่ออ่านและทำความเข้าใจได้ ผู้บันทึกรู้สึกเกิดความปิติขึ้นในใจ...อดคิดไม่ได้ว่าตนเองค้นพบของขวัญที่ล้ำค่า แล้วจริงๆ...ท่านผู้อ่าน...ได้อ่าน..แล้วมีความรู้สึกเช่นนี้ หรือไม่.." ผู้บันทึกอ่าน...ต่อไป..อีก..ท่านพุทธทาสกล่าวไว้เช่นเดียวกับที่ผู้บันทึกรู้สึก...ท่านพุทธทาสกล่าวว่า..."ความรู้สึกปิติในใจเรานี้แหละ คืออารมณ์แรกของการเข้าถึงความลับของธนรรมชาติ (ผู้อ่านพูดแต่ความจริงเท่านั้น หนังสือจากห้องพระของพ่อผู้อ่านนำมาเก็บไว้หลังจากคุณพ่อเสีย (หลังวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๐)ก็เริ่มต้นอ่านหนังสือธรรมเล่มอื่นๆมาเรื่อย แต่ขอบอกว่าเล่มนี้อ่านพร้อมกับ ท่านผู้อ่านนี่แหละ อ่านและเขียนบันทึกไปพร้อมกัน เพราะเห็นคุณค่าในหนังสือเล่มนี้ ยิ่งอ่านยิ่งสนุกและกระจ่างในความรู้ทางพุทธศาสนา )"
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า
- ความปิติปราโมทย์ คือลำดับแรกของการเข้าถึงความลับของธรรมชาติ
- ลำดับที่สองคือ การถึงพร้อมด้วยศิล
- ลำดับสูงขึ้นไปคือสมาธิ
ดังนั้น ความรู้สึกแรกนี้จึงเรียกว่า "ปฐมฌาน" ..คือความปิตินี้แล...........ผู้บันทึกคิดอดคิดไม่ได้ว่า.."ศาสตร์แห่งพุทธะ นี้ ช่างลึกซึ้ง..จริง..ท่านผู้รู้บรรยายว่า..""สมาธิคือ จิตสงบนิ่ง อยู่ในสภาพที่คล่อง..เบาสบาย..พร้อมที่จะไหวไปตามประสงค์(ตรงนี้ผู้บันทึกอยากจะใช้คำว่า."พลิ้วไหวล่องลอยไกลไปจากกิเกส" ท่านพุทธทาสกล่าวต่อไปอีกว่า...สมาธิเมื่อเกิดขึ้น..จะไม่หนักนิ่ง เงียบ..และแข็งทื่อ.อยู่เช่นนั้น...(ตรงนี้ก็เช่นกันอดคิดคล้อยตามไปเสียมิได้ว่า..ท่านเป็นผู้รู้..จริง..จริงๆ นั่นแหละ...)ท่านพูดต่อไปอีกว่า...ร่างกายจะอยู่ในภาวะปกติที่สุด..แต่จิต-ใจ...เท่านั้นที่สงบ...เหมาะสมที่จะใช้พิจารณา....เยือกเย็นไปถึงขั้น(ภาษาบาลีว่า กมมุนีโย คือ(ความ)พร้อมที่จะรู้.-.รู้แจ้ง.)...เป็นเช่นนี้แล..คือคำว่า...สมาธิ)"
ท่านพุทธทาส ท่านเป็นผู้รู้ในทางธรรม ที่ดียอดเยี่ยม..ประเสริฐที่สุดแล้ว...ผู้บันทึก..เป็นผู้รู้บ้าง..ไม่รู้ก็บ้าง..เพราะยังมีกิเลสอยู่(นี้)กระมัง..แต่ก็ได้พยายามเดินเลี่ยง(วิ่งเลี่ยง)เข้าสู่ลู่วิ่ง..ที่อยากจะคิดว่า..หรือ..เป็นลู่วิ่ง....ทางธรรม...(จะถึงเส้นชัยหรือไม่นั้น..น่าจะใช้คำว่า.."บุญ..บารมี(คุณความดีสร้างสม..มา"..)..เท่านั้น..เป็นเครื่องกำหนด....)
ท่านพุทธทาสกล่าวเสริมต่อไปอีกว่า "สมาธิที่อยู่ในรูปชองฌานสมาบัติตัวแข็งทื่อเป็นหินนั้น...คิดอะไรไม่ออกหรอก...(ผู้บันทึกเข้าใจที่ท่านพูดและตรงนี้ก็อยากจะใช้คำว่า "ตกอยู่ในภาวะของคน...choke..ที่แปลว่า ปิดกั้น/ติดขัด"...เช่นนี้...ถูกต้องที่สุดแล้ว ย่อมจะคิดอะไรไม่ออก ติดขัด..ไปช่วยขณะหนึ่ง..หรืออาจจะนานก็ได้นะ.......เพราะเข้าใจผิด..หรือที่ท่านกล่าวว่า..ปฏิบัติผิดเป็นวิสัย...)" (ถ้ามีเวลาว่างมากจะอ่านและบันทึกให้ท่านผู้อ่านได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน เกี่ยวกับการปฏิบัติผิดๆ มีอะไรบ้าง.....)
ท่านพุทธทาสกล่าวเช่นเดียวกับที่ผู้บันทึกคิดว่า.."เมื่อมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม รวมกับความดีที่สร้างสม(บารมี)มาเต็มที่..จึงจะบังเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขขึ้นได้.....ยากไหม..? ถามใจตัวเองดู...การที่พุทธบริษัท....จะฝึกจิต-ใจ ให้เกิดปิติและปราโมทย์บ่อยๆ - อยู่เสมอ...ที่ได้ชื่อว่า...เป็นผู้ล่วงรู้..-.รู้แจ้งตามวิถีแห่งธรรมชาติ...ดังว่า..เมื่อพระภิกษสงฆ์ได้สดับรับฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรมเทศสนาแล้วก็นำไปคิดพิจารณา ในที่เหมาะสมจนรู้แจ้ง..ดังนั้น..มิได้หมายความว่าจะรู้แจ้งถูกต้องรวดเร็ว เป็นพระอรหันต์ไปทันทีก็หามิได้ เพาระได้หลงผิด ศึกษาทางผิดๆ แต่ก้ยังรู้ได้มากกว่าบุคคลธรรมดา ด้วยสิ่งที่รู้นั้นเป็นไปถุกต้องตามความเป็นจริง เท่ากับก้าวรู้เห็นในสังขารทั้งปวง ได้ช่อว่าเป็นอริยบุคคลชั้นต้น และหากรู้น้อยลงไปอีกก็อยู่ในชนชั้นกัลยาณชน คือเป็นคนธรรมดาที่ดีหน่อย " ....
เมื่อมาถึงสุดท้ายปลายทาง....คงได้บทสรุปของท่านพุทธทาสที่ได้กล่าวไว้ว่า "..การศึกษาธรรม จะไม่เกิดขึ้น จะไม่รู้(แจ้ง)..หากพุทธบริษัทไม่ได้ผ่าน(เผชิญ)กับประสบการณ์นั้น (เหตุการนั้นไม่เกิดขึ้นกับเราไม่เกิดการกระทำ(คิดพิจารณา)ด้วยตนเอง ก็เข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนาไม่ได้....)"