อยากบอกต่อ...ต่อ
หลายคนคงเคยถูกใครหลายคนสงสัยว่า เราเป็นคนอย่างไรกันแน่ หรือบางครั้งก็เคยสงสัยและถามตัวเองว่า เราเป็นคนนิสัยอย่างไร ชอบอะไร โตขึ้นอยากเป็นอะไร บางทีก็สับสนไม่เข้าใจตัวเอง ล้วนเป็นคำถาม? ซึ่งคำถามทั้งหลายเหล่านี้เพิ่งได้ความกระจ่างเมื่อได้ เข้าร่วมสัมมนาการจัดการความรู้ ที่จ.นครนายก เมื่อวันที่ 14-15 ธ.ค52 ซึ่งที่ทำงานจัดขึ้นด้วยความมุ่งหวังอยากให้คนทำงานเข้าใจกระบวนการจัดการความรู้ ที่มาจากตัวคน จากประสบการณ์การทำงานของตัวเอง เพื่อเป็นบทเรียนดีๆที่เสริมการพัฒนาคนและเนื้องาน เรามีทีมวิทยากรจากภายนอกมาเป็นผู้มาจัดกระบวนการสัมมนาในครั้งนี้ โดยใช้หลักการเข้าใจตัวเอง การเรียนรู้คนอื่น มาเป็นเครื่องมือในการจัดทำKM โดยการใช้แนวทางของนพลักษณ์มาเป็นแบบทดสอบให้กับพวกเรา เพื่อถอดตัวเอง และจัดกลุ่มแลกเปลี่ยนและทำกิจกรรมตาม ประเภทของคนซึ่ง มีอยู่ สามกลุ่ม กลุ่มศูนย์สมอง กลุ่มศูนย์ใจ กลุ่มศูนย์ท้อง ผลการทดสอบ ก็คือดิฉันอยู่ ลักษณ์ 6 เป็นกลุ่มศูนย์สมอง ซื่งเป็นมีคำอธิบายที่ต้องขอบอกว่าตรงมาก ๆ อันที่จริงก็เคยเรียนรู้เรื่องนี้มาบ้างจากแบบทดสอบในอินเตอร์เน็ท แต่ก็ไม่ลึกซึ้งเท่ากับที่ อาจาย์ศิลาซึ่งเป็นวิทยากรที่ได้ใช้ประสบการณ์และเทคนิคเฉพาะ มาจัดกระบวนการทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ขนาดฟังอาจารย์เพลินจนลืมจดบันทึกเรื่องราวในครั้งนี้ เลยต้องแอบอ่านผลสรุปการสัมมนาจากเพื่อนคนอื่น
อยากบอกว่าคนลักษณ์6 จะเป็นแบบนี้ค่ะ : เป็นนักปุจฉาชอบสงสัยและตั้งคำถาม ![]()
แม้คนลักษณ์ 6 จะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีความหวาดกลัวเป็นทุนแต่ คนลักษณ์ 6 ก็มองโลกว่าช่างคุกคามเสียนี่กระไร เขาจึงต้องกราดหาแหล่งต้นตอแห่งการคุกคามและจินตนาการไปถึงผลร้ายสุด ๆ เพื่อจะได้ป้องกันได้ทันท่วงที กรอบความคิดที่พกพาแต่ความสงสัย อาจทำให้ผลัดผ่อน (ลังเลที่จะดำเนินการตามความใฝ่ฝัน) หรือสนเท่ห์เจตนาของคนอื่น คนลักษณ์ 6 เกลียดหรือกลัวผู้ที่มีอำนาจ เขาจะเข้าข้างฝ่าย หรือเรื่องที่เสียเปรียบ และเขาไม่สะดวกใจ ในการแสดงอำนาจหรือมีความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง (ที่ทำให้ตนเองโดดเด่น) คนลักษณ์ 6 บางคน ชอบเก็บตัว และปกป้องตนเองจากภาวะคุกคามต่างๆ แต่บางส่วนก็ปกป้องตนเองโดยพุ่งพรวดออกไปเผชิญเสียเลย เลยกลายเป็นเรื่องก้าวร้าวไปโดยไม่เจตนา แต่ถ้าทำให้เขาไว้วางใจได้เมื่อใด เขาจะเป็นมิตรที่สัตย์ซื่อ และผูกพันกับกลุ่มที่เชื่อได้เลยว่าร่วมเป็นร่วมตาย ใช่เลยค่ะ..
คราวหน้าจะแลกเปลี่ยนอีกว่าเรียนรู้ตัวเองแล้ว..จะเข้าใจคนอื่นอย่างไร แล้วจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานได้อย่างไร ตามความมุ่งหวังของตัวเองที่อยากพัฒนาตัวเองและทีมงาน
นึกแล้วก็อดขำไม่ได้
ที่ผ่านมามัวแต่สนใจ "การจัดการความรู้"
แต่ตอนนี้ต้องกลับมาสนใจ "การจัดการความไม่รู้"เสียแล้ว
นึกตลกกับหลายๆเรื่องหลายๆเหตุการณ์...
มัวแต่ติดยึดว่านั่นเป็นความจริงแท้
ที่แท้มันก็แค่เป็นเพียงมายาภาพของความเป็นจริง(ต้องใช้ตาในจึงจะรู้จึงจะเห็น)
เมื่อยึดติดกับการจัดการความรู้(ที่มีที่เห็น)ก็เลยอยู่ในวงจร "ติดแหง็ก"
ยิ่งจัดการความรู้ก็ยิ่งติดในร่องอารมณ์เดิมๆและ "ติดแหง็ก" "ติดหล่ม"ลึกยิ่งขึ้น
...
มาถึงเวลานี้อดที่จะขำกับตัวตลกต่างๆที่ลอยมาในความทรงจำ..
หัวเราะกับการไร้สาระของตัวเองตัวเอง
หัวเราะกับการไร้สาระในการเล่นเกม "มายาความเป็นจริง"
จนหลงติดยึด...นำมาจัดการความรู้
บายๆการจัดการความรู้...
ยินดีต้อนรับการจัดการความไม่รู้ครับ
แวะมาเยี่ยมครับ
สรุปและต่อยอดความรู้ได้ดีมาก ๆ เลยครับ
เขียนอีกนะครับ
จะตามอ่าน
แวะมาเยี่ยม.........ครับจากคนทำงานชายแดนใต้
"ลังเลที่จะดำเนินการตามความใฝ่ฝัน"
"เลยกลายเป็นเรื่องก้าวร้าวไปโดยไม่เจตนา"
อืมเป็นข้อความสะท้อนตัวตนดีมาก ปรับให้เกิดสมดุลย์จะดีขึ้นครับ
เป็นกำลังใจให้ครับ