This information is cited in Josephs KA, et al. (2006). Clinicopathological and imaging correlates of progressive aphasia and apraxia of speech. Brain; 129: 1385-1398.

เมื่อพบผู้ป่วยสื่อสารไม่ได้...นักกิจกรรมบำบัด นักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ควรประเมินทางคลินิกและ ลปรร ให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าผู้ป่วยสื่อสารไม่ได้อย่างไร เช่น

1. อาจพูดออกมาผิดไวยากรณ์ และมีความยากลำบากในการอ่านและเขียนตัวหนังสือ ซึ่งเรียกว่า Progressive Non-Fluent Aphasia หรือ PNFA

2. อาจมีลักษณะเด่นของการพูดไม่ชัด เช่น สระหรือพยัญชนะหายไป เสียงบิดเบือน การออกเสียงเน้นคำผิดๆถูกๆ ซึ่งเรียกว่า Apraxia of Speech หรือ AOS

3. อาจมีความผิดปกติของข้อ 1 และ 2 ข้างต้นรวมกัน ซึ่งเรียกว่า PNFA-AOS

4. อาจพูดคล่องแคล่ว แต่คำบางคำไม่มีความหมาย ไม่รู้ความหมาย ไม่มีข้อมูล-แนวคิดของรูปธรรมและความจริง สำนวนในการสื่อสารบกพร่อง ระลึกคำหรือรายละเอียดของคำที่รับรู้ความสัมพันธ์กันของวัตถุจากการมองเห็นได้ยากลำบาก (visual associative agnosia) ซึ่งเรียกว่า Semantic dementia

5. อาจมีลักษณะอื่นๆ ซึ่งเรียกว่า Primary Progressive Aphasia, Not Otherwise Specified หรือ PPA-NOS ที่ไม่ครอบคลุม 4 ข้อข้างต้น เช่น อัตราการพูดไม่คงที่ หยุดพูดไปเฉยๆ โดยไม่รู้สาเหตุหรือมีความลำบากในการสื่อสารที่ซับซ้อน รวมถึงมีปัญหาการรับรู้อื่นๆ เช่น ความจำบกพร่อง การรับรู้ทางการมองเห็นบกพร่อง การแสดงการสื่อสารด้านความคิดความเข้าใจบกพร่อง

ดังนั้น นักกิจกรรมบำบัดหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีผู้รับบริการมีความบกพร่องทางการสื่อสารหลังอัมพาต...ไม่ควรมองข้ามปัญหาเรื่องการสื่อสาร การรับรู้ ความคิดความเข้าใจ และผลกระทบทางคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพจิตสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญต่อการประยุกต์แนวคิดการจัดการสุขภาพด้วยตนเองและกิจกรรมการดำเนินชีวิต

ท่านทั้งหลายอย่ามัวเน้นการฝึกองค์ประกอบต่างๆ ในคลินิกโดยอาจไม่ครอบคลุมองค์รวมของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตมากนัก เช่น ฝึกเฉพาะการใช้มือ ฝึกเดิน ฝึกยืดกล้ามเนื้อที่เกร็ง ฝึกออกกำลังกายร่างกายที่อ่อนแรงด้วยกิจกรรมในคลินิก เป็นต้น