"ผู้ใด พึงบูชาท่านผู้อบรมตนแล้วผู้หนึ่ง แม้เพียงครู่เดียว การบูชาของผู้นั้น ประเสริฐกว่าการบูชาของบุคคลผู้บูชา (โลกิยมหาชน) ด้วยทรัพย์เดือนละพัน ตลอดร้อยปี" ขุ. ธ. ๒๕/๑๘/๒๙

บัดนี้   เมื่อจะทรงสรรเสริญการบูชาบุคคลผู้เข้าถึงความเป็นผู้ควรบูชาโดยลำดับ     ด้วยการไม่คบพาลและการคบบัณฑิตนั้น   จึงตรัสว่า   ปูชา   จ   ปูชเนยฺยาน    มงคล   การบูชาผู้ที่ควรบูชาเป็นมงคล.  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าข้า   ชื่อว่า  ปูชเนยยะ  เพราะทรง เว้นจากโทษทุกอย่าง    และเพราะทรงประกอบด้วยคุณทุกอย่าง    และภายหลัง  จากนั้น  ก็พระปัจเจกพุทธเจ้า  พระอริยสาวกทั้งหลาย   ชื่อว่าปูชเนยยะ. จริงอยู่การบูชาปูชเนยยบุคคลเหล่านั้น  แม้เล็กน้อย  ก็เป็นประโยชน์สุขตลอดกาลยาวนาน.   

ในข้อนี้    มีเรื่องนายสุมนมาลาการและนางมัลสิกาเป็นต้น เป็นตัวอย่าง.ใน ๒ เรื่องนั้น    จะกล่าวแต่เรื่องเดียว   พอเป็นตัวอย่าง.

ความว่า  เช้าวันหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรจีวร  เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์  ขณะนั้น   นายช่างดอกไม้ชื่อ  สุมนมาลาการ กำลังเดินถือดอกไม้สำหรับพระเจ้าพิมพิสาร จอมทัพมคธ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงประตูกรุงผ่องใสน่าเลื่อมใสประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการและพระอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการรุ่งเรื่องด้วยพระพุทธสิริ

ครั้นเห็นแล้ว   เขาก็คิดว่า   พระราชาทรงรับดอกไม้แล้วก็จะพึงประทานทรัพย์ร้อยหนึ่งหรือพันหนึ่ง   ก็อันนั้นก็จะพึงเป็นความสุขเพียงโลกนี้เท่านั้น. แต่การบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า   ย่อมจะมีผลประมาณไม่ได้  นับไม่ถ้วนนำประโยชน์สุขมาให้ตลอดกาลยาวนาน.  เอาเถิดจำเราจะบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้เหล่านั้น  ดังนี้เขามีจิตเลื่อมใส   จับดอกไม้กำหนึ่งเหวี่ยงไปเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า.   ดอกไม้ทั้งหลายไปทางอากาศประดิษฐานเป็นเพดานดอกไม้อยู่เหนือพระผู้มีพระภาคเจ้า.  นายมาลาการเห็นอานุภาพนั้น  ก็มีจิตเลื่อมใสยิ่งขึ้น  จึงเหวี่ยงดอกไม้ไปอีกกำหนึ่ง   แม้ดอกไม้เหล่านั้น    ก็ไปประดิษฐานเป็นเกราะดอกไม้.  นายมาลาการเหวี่ยงดอกไม้ไป ๘ กำ  อย่างนี้   ดอกไม้เหล่านั้น   ก็ไปประดิษฐานเป็นเรือนยอดดอกไม้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ประทับอยู่ในเรือนยอด   มหาชนก็ชุมนุมกัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นนายมาลาการ     ก็ทรงทำอาการแย้มให้ปรากฏ   พระอานนทเถระก็ทูลถามถึงเหตุที่ทรงแย้มด้วยคิดว่า   พระพุทธเจ้า ทั้งหลาย  ไม่มีเหตุ  ไม่มีปัจจัย  จะไม่ทรงแย้มให้ปรากฏ. 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า  อานนท์  นายมาลาการผู้นี้จักท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์แสนกัปด้วยอานุภาพของการบูชานี้แล้ว  ในที่สุดก็จักเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า นามว่า  สุมนิสสระ.   ตรัสจบก็ได้ตรัสพระคำถาม    เพื่อทรงแสดงธรรมว่า

         ตญฺจ   กมฺม   กต   สาธุ    ย  กตฺวา    นานุตปฺปติ 

         ยสฺส  ปตีโต  สุมโน   วิปาก   ปฏิเสติ.

บุคคลทำธรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนกายหลัง  บุคคลใจดีเอิบอิ่มแล้วเสวยผลของกรรมใด   กรรมนั้น  ทำแล้วดี.

จบคาถา  สัตว์   ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรม  การบูชาปูชเนยยบุคคลเหล่านั้น    แม้เล็กน้อยพึงทราบว่า    มีประโยชน์สุขตลอดก็ยาวนาน  ด้วยประการฉะนี้.

 

ก็การบูชานั้นเป็นอามิสบูชา  จะป่วยกล่าวไปไยในปฏิบัติบูชา   เพราะกุลบุตรเหล่าใด   บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า    ด้วยการรับสรณคมน์และสิกขาบทด้วยการสมาทานองค์อุโบสถ    และด้วยคุณทั้งหลายของตน    มีปาริสุทธิศีล ๔  เป็นต้น    

ใครเล่าจักพรรณนาผลแห่งการบูชาของกุลบุตรเหล่านั้นได้.  ด้วยว่า  กุลบุตรเหล่านั้น   ท่านกล่าวว่า  บูชาพระตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอดเยี่ยม เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนอานนท์  ผู้ใดแล  ไม่ว่าเป็นภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก    หรืออุบาสิกา   เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม  ปฏิบัติชอบยิ่ง  ประพฤติตามธรรม ผู้นั้น ชื่อว่า  สักการะเคารพนับถือ  บูชายำเกรงนอบน้อมตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอดเยี่ยม.

ความที่การบูชาแม้พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสาวกนำมาซึ่งประโยชน์สุข   พึงทราบตามแนวนี้.  

อนึ่ง   สำหรับ คฤหัสถ์   พึงทราบปูชเนยยบุคคลในข้อนี้อย่างนี้   คือ  ผู้เจริญที่สุด 

ทั้งพี่ชาย  ทั้งพี่สาว   ชื่อว่าปูชเนยยบุคคลของน้อง  

มารดาบิดา  เป็นปูชเนยยบุคคลของบุตร   

สามีพ่อผัวแม่ผัว  เป็นปูชเนยยบุคคลของกุลสตรีทั้งหลาย  

ด้วยว่า   การบูชาปูชเนยยบุคคลแม้เหล่านั้น   เป็นมงคลทั้งนั้น

เพราะนับว่าเป็นกุศลธรรม   และเพราะเป็นเหตุเจริญอายุเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธดำรัสไว้ดังนี้ว่า 

ชนเหล่านั้น   จักเป็นผู้เกื้อกูลมารดาเกื้อกูลบิดา  เกื้อกูลสมณะ.   เกื้อกูลพราหมณ์   เป็นผู้นอบน้อมผู้ใหญ่ในสกุล   ยังจักยึดถือกุศลธรรมนี้ปฏิบัติ   ก็จักเจริญทั้งอายุ   จักเจริญทั้งวรรณะ   เพราะเหตุสมาทานกุศลธรรมเหล่านั้นเป็นต้น.      

บัดนี้   เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าตั้งมาติกาหัวข้อไว้ว่า   กล่าวสมุฏฐานเป็นที่เกิดมงคล    แล้วกำหนดมงคลนั้น จะชี้แจงความของมงคลนั้น   ฉะนั้น   จึงขอชี้แจงดังนี้   พระผู้พระภาคเจ้าตรัสมงคลแห่งคาถานี้ไว้ ๓ มงคลคือ   การไม่คนพาล, การคบบัณฑิต,   และการบูชาผู้ที่ควรบูชา, ด้วยประการฉะนี้. 

ในมงคลทั้ง ๓ นั้น   พึงทราบว่าการไม่คบพาลชื่อว่าเป็นมงคล  เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์ของโลกทั้งสอง   เหตุป้องกัน ภัยมีภัยเกิดแต่คบพาลเป็นปัจจัยเป็นต้น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 178 - 180

*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*