จากสมมุติบัญญัติ สู่ปรมัตถ์ .. สัพเพ ธัมมา อนัตตา

sunny

การเข้าสู่วิถีแห่งสมาธิภาวนานั้น  สำหรับชาวเถรวาทแล้ว  จุดหมายปลายทางคือการถึงซึ่งพระนิพพาน   นี่เป็นจุดหมายสูงสุดก็ว่าได้  แต่สำหรับข้าพเจ้า ซึ่งไม่ค่อยจะเป็นเถรวาทที่เข้มข้นสักเท่าไหร่  มองเห็นว่า นิพพานเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก  แถมลึกๆในใจแล้ว  ข้าพเจ้าไม่มีความมุ่งมั่นใดๆ ที่จะไปให้ถึงตรงนั้นนัก  เรื่องของนิพพาน ดูจะเป็นเรื่องสูงส่งเกินไป สำหรับข้าพเจ้า  จึงไม่กล้าที่จะคิดและหวังไปไกลถึงขนาดนั้น

อีกทั้งข้าพเจ้าก็เกิดมีความคิดเห็นในใจว่า  นิพพาน ไม่ใช่สิ่งที่จะเร่งรีบไปนัก ตอนนี้ขอเพียงให้ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะโดยไม่สร้างความทุกข์ให้กับตนเองและผู้อื่นก็น่าจะเพียงพอแล้ว  มิหน่ำซ้ำในช่วงหลังๆ ข้าพเจ้าก็สังเกตว่า  ตนเองนั้นเลิกมุ่งหวังจะที่ไปหาความสุขที่ไหน  ไม่อยากจะได้อะไรๆ  สักเท่าไหร่ คิดเพียงว่า   ขอเพียงดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะได้ โดยไม่ทุกข์มากก็พอแล้ว

  คนที่เข้าสู่วิถีแห่งการทำสมาธิภาวนานั้น  ต่างก็มีจุดมุ่งหมายต่างๆกันไป  หลายๆคนมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้น  หรือได้เป็นพระโสดาบันเป็นอย่างน้อย แต่ตัวข้าพเจ้าก็ยังวนเวียนไปมากับการเดินทางในเส้นทางนี้ แถมขาดความมุ่งหวังอะไรๆ ไปหลายเรื่อง  และไม่มีจุดหมายปลายทางอะไรสักเท่าไหร่ว่าควรจะไปถึงไหน  แม้แต่การได้เป็นพระโสดาบันก็ยังไม่คิดอยากได้เช่นกัน  แต่มีอย่างหนึ่งที่ประสงค์ในใจ  คือการมีดวงตาเห็นธรรม  จนสามารถที่จะเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  เพื่อจะตอบคำถามตนเองว่า  เรามาจากไหน มาทำไม มาทำอะไร และจะไปไหน  แถมในระยะหลังๆ ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า  ไม่อยากที่จะกลับมาอีกแล้ว  และคิดในใจว่า สักวันหนึ่ง ถ้าต้องจากโลกนี้ไป  ก็ไม่อยากจะกลับมาอีก ไม่ว่าจะมาในสถานะไหน  ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน  นี่คือการประสงค์จะไปสู่พระนิพพานในอีกความหมายหนึ่งกระมัง  ?

 

 

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา  ข้าพเจ้าได้ไปเข้าร่วมภาวนา กับหลวงพ่อธี วิจิตตธัมโม  หลวงพ่อเป็นพระที่ใจดีมีเมตตา แถมอารมณ์ดีและมีความเบิกบานเอามากๆ  งานภาวนานี้จัดขึ้นที่เมืองปาย  โดยน้องหมอที่เป็นกัลยาณมิตรทางธรรม ที่ได้รู้จักกันมาตั้งแต่จาก blog.gotoknow. แถมได้เข้าร่วมภาวนาด้วยกันที่เชียงใหม่ในงานภาวนาคือชีวิต 1 กับครูตั้ม  และได้พบปะพูดคุยสนทนาธรรมกันมาเรื่อยๆ  ทั้งทาง Internet และทางการพบปะพูดคุยกันที่จังหวัด  เป็นครั้งคราว 

หลวงพ่อธี วิจิตตธัมโม  ท่านเป็นพระชาวไทยใหญ่ และเป็นที่เคารพนับถือมาก ธรรมะของท่านนั้นถือว่าเป็นทางลัดตัดตรงมุ่งสู่พระนิพพานกันเลยในชาตินี้  ท่านกล่าวทำนองว่าเราทั้งหลายสามารถทำได้  และนิพพานไม่ได้อยู่ไกลอะไรเลย  ขอให้ทำจริงและมีความพากเพียรกันจริงๆ ก็เท่านั้น 

การไปภาวนาครั้งนี้ ข้าพเจ้าไปเนื่องจากทราบว่าการฝึกปฎิบัติกับหลวงพ่อธี คือการฝึกเข้มและเอาจริงเอาจังมาก    และที่ผ่านมาข้าพเจ้าไม่ค่อยจะได้ฝึกเข้มอะไรสักเท่าไหร่  แถมต้องทำการงานมากมายในทางโลก    จึงคิดว่าควรหยุดทำการงานในทางโลก แล้วไปนั่งภาวนาให้เป็นจริงเป็นจังอย่างน้อยปีละครั้งก็ยังดี  ข้าพเจ้าเลยลางานเพื่อไปภาวนาในครั้งนี้เป็นเวลาถึง 8 คืน 9 วัน เลยทีเดียว

งานภาวนานี้จัดขึ้นที่วัดหัวนา เมืองปาย  ในช่วงเวลาวันหยุดยาว ตั้งแต่วันที่ 6 – 14  ธันวาคม  ในงานภาวนานี้ ข้าพเจ้าได้พบกับกัลยาณมิตรทางธรรมที่คุ้นเคยกันมาก่อนหลายท่าน แถมได้พบกับคุณตาคุณยายของเมืองปายที่สนใจการภาวนา  แต่ละท่านมีภูมิธรรม และมีความตั้งใจจริงเป็นที่น่าชื่นชมมาก

ด้วยความที่หลวงพ่อธีเน้นหลักธรรม  เรื่องของ  อนัตตา  เป็นสำคัญ  เราผู้ปฎิบัติจึงต้องเข้าใจและมองเห็นความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่ง โดยเฉพาะสิ่งที่ปรากฏในกายและใจเรานี่เอง  และที่สำคัญท่านเน้นให้เรามุ่งสู่การบรรลุธรรมระดับสูง จนถึงพระนิพพานโน่น  ซึ่งเรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่ได้มุ่งหวังเอาเสียเลยเพราะเข้าใจดีว่า ด้วยความเพียรเพียงแค่นี้  คงไม่อาจจะมุ่งหวังอะไรได้    ในใจก็คิดเพียงแต่ว่าจะมาฝึกเข้มเท่านั้น 

ทว่าการมาภาวนาครั้งนี้กลับทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างได้ชัดเจนขึ้น    และมองเห็นหนทางการภาวนาได้ชัดเจนขึ้นมากมาย  และหลักธรรมคำสอนของหลวงพ่อคือคำสอนที่เฉียบแหลมเปี่ยมไปด้วยปัญญาญานอันยิ่งใหญ่   นับเป็นโชคดีของชีวิตที่ได้เข้าร่วมในการภาวนาครั้งนี้

หลวงพ่อสอนว่า ในการภาวนาให้เอาปัญญานำหน้า  โดยมีสัมมาทิฐิ และสัมมาสังกัปปะ  เพื่อพิจารณาเห็นความเป็นอนัตตาของสิ่งทั้งหลาย ที่อยู่ในกายและใจเรานี่เอง  ในการนั่งสมาธิ ไม่มีคำบริกรรมใดๆ  แต่ท่านสอนให้เราสังเกตดูสิ่งที่ปรากฏขึ้น ของธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ  เช่น  อาการหนัก เบา ไหว  ร้อน  เย็น  เจ็บ  เหน็บซ่าน  นี่คือสิ่งปรากฏขึ้นเมื่อเรานั่งลงบนเบาะสมาธิ  และในที่สุดข้าพเจ้าก็พบว่าเราต้องทิ้งคำบริกรรมต่างๆ  แล้วมาดูสภาวะอาการของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ  ที่ปรากฏ ณ ขณะนั้นแทน   และโดยอัตโนมัติ ข้าพเจ้าจำต้องละทิ้งสมมุติบัญญัติ  เข้าสู่การเข้าใจในปรมัตถ์

เป็นเวลานานทีเดียว  ที่ข้าพเจ้ารับทราบมาจากครูบาอาจารย์เกือบทุกๆสายการปฎิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเถรวาท  มหายาน และวัชรยาน ว่า  ร่างกายของเราทั้งหลายนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบของธาตุต่างๆ  ที่มาประชุมรวมกันเพียงชั่วขณะเวลาหนึ่ง  มันเป็นเพียงการรวมกันของธาตุ ดิน  น้ำ  ลม และไฟ  ไม่มีอะไรอย่างอื่น   ทุกๆ สรรพสิ่งก็คือองค์ประกอบของ ดิน  น้ำ  ลม ไฟ แทบทั้งสิ้น   สามเณรีวิมาลาลูกศิษย์หลวงพ่อธี  หรือที่เราเรียกท่านว่า "แม่วิ"  ได้กล่าวว่า  เวลาเราทานอะไรก็ตาม  ก็เหมือนธาตุกินธาตุ  ทุกๆ สรรพสิ่งต่างประกอบไปด้วยธาตุทั้งสี่   ไม่มีอะไรต่างกันเลย  ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์  เป็นพืช ต่างมีองค์ประกอบของธาตุทั้งสี่อยู่  

ในผู้ที่อยู่ในโลกของวิทยาศาสตร์อาจจะงุนงงสงสัยว่านี่มันหมายถึงอะไรกัน ?? และข้าพเจ้าก็ไม่มีภูมิปัญญาและถ้อยคำใดๆ ที่ชัดเจนพอ มาอธิบายให้ท่านเหล่านี้เข้าใจได้  แต่การที่เรามีร่างกาย แขน ขา ตา หู มีชื่อเรียกสิ่งนั้นสิ่งนี้  มันเป็นเพียงแค่สมมุติบัญญัติเท่านั้น  เมื่อใดที่เรานั่งลงและนิ่งเงียบเฝ้ามองดูและพิจารณาในกายและใจของเรา บนเบาะสมาธิเราจะพบว่าภายในกายและใจนี้คือที่ปรากฏสภาวะอาการของธาตุทั้งสี่ 

นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ทำไมบางครั้งเวลานั่งสมาธิถึงมีความรู้สึกว่า  ร่างกายนี้ไม่ใช่สิ่งที่แข็งทื่อและยืดหยุ่นไม่ได้  อันที่จริงมันมีอาการหมุนวนและปั่นป่วนอยู่ภายใน  ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง แต่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา  ข้าพเจ้ากำลังรับรู้อาการของธาตุต่างๆ ที่ปรากฏขึ้น  เป็นดังที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้จริงๆ  ร่างกายของเรานี้คือพระไตรปิฏกเล่มใหญ่ที่กำลังแสดงอาการต่างๆ อยู่ตลอดเวลา 

ในการนั่งสมาธิที่ยาวนาน   ข้าพเจ้าพบอาการที่เด่นชัดของธาตุลม  คือความเจ็บ  ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น  มันปรากฏออกมาชัดเจนมาก และรุนแรง  เมื่อเราไม่ยอมขยับตัว  เราก็อยู่กับความเจ็บนั้น บางคนเจ็บขา  เจ็บแขน เจ็บก้น  เจ็บหลัง   สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ความเจ็บนั้นมันไม่ได้เจ็บที่ขาไม่ได้ เจ็บที่ก้น แต่มันเป็นกลุ่มก้อนของความเจ็บ ที่ปรากฎขึ้นอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง  ในขณะนั่งสมาธิ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่มีแขนไม่มีขาให้เจ็บ  แต่มันเจ็บที่ใจ  หลวงพ่อธีสอนว่า เราทั้งหลายมี ใจรับ กับใจรู้สึก ในอาการของธาตุต่างๆ   และในสมาธิภาวนาเราต้องพิจารณาสิ่งที่ปรากฎนี้   อัตตาตัวตนของเรามักจะไปรับอาการต่างๆ  เมื่อความเจ็บเกิดขึ้น  อัตตาก็รับว่าฉันเจ็บ  และพยายามหนีความเจ็บความทุกข์นั้น  การพลิกตัวขยับขาก็คือการทำงานของอัตตา  แต่ถ้าเราเพียรพิจารณาในสมาธิภาวนา จะพบว่า สภาวะอาการของธาตุต่างๆนั้น ไม่มีใครทำขึ้น  มันเกิดขึ้นเอง บังคับไม่ได้ และมันเป็นอนัตตา  ความเจ็บปวดทั้งหลายนั้น  มันอยู่ที่ใจเรานี่เอง  ไม่ใช่อยู่ที่ไหน 

 

ในชั่วโมงแรกของการนั่งสมาธิ ข้าพเจ้ามีแต่ความฟุ้งซ่าน ตามมาด้วยอาการง่วงซึมหลับเป็นระยะ  ๆ

ในชั่วโมงที่สอง อาการสมาธิตั้งมั่น  บางครั้งรู้สึกนิ่งสงบ จิตนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ทำการงานใด  บางครั้งเราจะได้ยินเสียงภายนอกบ้างแต่ไม่มีความสนใจ ไม่คิดไม่นึกอะไร  และไม่เจ็บปวดอะไรเลย  สามเณรีวิมาลาท่านบอกว่านี่คือการเข้าไปอยู่ในสมาธิระดับลึก และจะพิจารณาธรรมไม่ได้  และท่านต้องเตือนผู้กำลังนั่งภาวนาเป็นระยะๆ ให้ออกมาจากสมาธิระดับลึก 

เนื่องจากว่าผู้เข้าภาวนาส่วนหนึ่งคุ้นเคยกับสมถกรรมฐานมาก่อน  จิตของอัตตาก็มักจะหลบหนีความเจ็บปวดเข้าไปนิ่งสงบอยู่ในสมถกรรมฐาน  และข้าพเจ้าพบว่าอัตตาตัวตนก็นำพาข้าพเจ้าหนีไปอยู่ในสมาธิระดับลึกเป็นพักๆ  เช่นกัน

ย่างเข้าชั่วโมงที่สาม  อาการเจ็บ ซึ่งเป็นอาการของธาตุลมก็เพิ่มมากขึ้น  การที่เราไม่ขยับร่างกายเลยเป็นเวลาถึงสองชั่วโมงก็นับว่าได้สร้างความเจ็บปวดได้มากมายอยู่แล้ว พอเข้าชั่วโมงที่สามข้าพเจ้าก็พบกับความเจ็บปวดที่รุนแรงมากขึ้น  แล้วข้าพเจ้าก็เริ่มนึกสงสัยว่า  ทำไมเราต้องมานั่งทนทุกข์  ทำไมเราต้องมาทรมานตนถึงขนาดนั้น   ความอยากที่จะขยับร่างกายเพื่อเปลี่ยนท่าเปลี่ยนอิริยาบทก็เกิดขึ้นในใจ  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมขยับ  ใจนั้นคิดว่า  จะอดทนรอดูความเจ็บปวดนี้ไปอีกสักระยะ    

 ในขณะที่ความเจ็บปวดเกิดขึ้น อาการง่วงนอนนั้นหายไปหมดสิ้น  แถมสตินั้นอยู่กับความเจ็บปวดทุกขณะ เห็นการเกิดขึ้น  การตั้งอยู่ และการดับไปของความเจ็บนั้นชัดเจนมาก  ในสภาวะนี้เราต้องพิจารณาสิ่งที่ปรากฎนั้น  ความเจ็บปวดมันเกิดขึ้นเอง และเราบังคับให้มันหายไม่ได้เลย  การปรากฏของอาการเบา  หนัก  เจ็บ  ร้อน หนาว  นั้นเป็นไปตลอดเวลา แต่ความเจ็บเป็นอารมณ์ภาวนาที่ชัดมาก และเป็นอาการเด่นของธาตุลม  ข้าพเจ้าต้องยอมรับว่าในร่างกายเรานี้มีแต่ความแปรปรวนและบังคับอะไรไม่ได้เลย แต่การถอดถอนว่า  นี่ไม่ใช่ของเรา  บังคับไม่ได้ มันเป็นอนัตตา  เป็นสิ่งที่ใจไม่อาจยอมรับได้    ยิ่งจิตใจเราดิ้นรนและปรุงแต่ง ไม่อยู่ในปัจจุบันขณะกับความเจ็บปวดนั้น อาการปวดก็จะเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ  แต่เมื่อใดที่ใจเราสงบและมองสิ่งที่ปรากฏอย่างเป็นกลางและยอมรับ ความเจ็บปวดนั้นก็จะลดลง  และมีบางครั้งที่มันหายไปชั่วขณะหนึ่ง

เมื่อพ้นชั่วโมงที่สามมาได้  ข้าพเจ้าก็ยอมอยู่กับความเจ็บปวดที่ปรากฏ และมองดูความเจ็บปวดนั้น  อย่างยอมรับ ในใจก็แว่บคิดถึงสภาวะของคนที่ใกล้จะตาย ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ  ที่กำลังแยกสลายออกจากกัน  ผู้รู้ทั้งหลายท่านว่าเป็นช่วงเวลาที่จะเจ็บปวดมาก  ในห้วงเวลานั้นข้าพเจ้าจึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า คนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายที่กำลังจะตายนั้น  มีความเจ็บปวดเช่นไร  ข้าพเจ้าไม่ได้คิดที่จะพยายามให้ความเจ็บปวดนั้นหายไปอีก แต่อยู่กับความเจ็บปวดนั้นอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม  และมองดูความเจ็บปวดที่อยู่ตรงหน้านั้น และเริ่มเข้าใจว่า  ถ้าคนเราจะตายก็คงจะเจ็บปวดเช่นนี้เอง  นี่คือการซ้อมว่าเราจะทนกับมันได้แค่ไหน  นี่คือการเตรียมตัวตายก่อนตาย ข้าพเจ้าคิดเห็นเช่นนั้น

เมื่อเวลาผ่านไปถึง 3 ชั่วโมง 30 นาที และธรรมาจารย์ให้ออกจากสมาธิ  ข้าพเจ้าก็พบว่า  ในร่างกายของตนเองคือกองทุกข์  และทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ จะมากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับใจของเราว่า จะนิ่งสงบในการยอมรับความทุกข์นั้นได้แค่ไหน  ถ้าใจเราดิ้นรนแส่ส่าย ความทุกข์ก็เพิ่มทวีขึ้น แต่ถ้าใจเราปล่อยวางได้ ความทุกข์ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ 

เมื่อใจเราสงบนิ่ง อยู่ในความทุกข์ได้  ทุกอย่างก็จะทุเลาเบาบางลง

 

หลังการภาวนาข้าพเจ้าพบว่าอัตตาตัวตนยังอยู่ครบ  เพราะตัวตนที่เรามี และ สมมุติบัญญัติที่เราสร้างสมไว้ มันมีมากมายหลายชั้นมากจริงๆ    การจะไปคาดหวังให้มันหลุดออกไปโดยง่ายคงจะยากอยู่ 

แต่ข้าพเจ้าเห็นทุกข์ และเหตุแห่งทุกข์นั้นที่ เกิดขึ้นในกายและใจของตนเอง ข้าพเจ้าเห็นทางดับทุกข์แต่ยังไม่อาจปฎิบัติไปจนถึงการดับทุกข์ได้ 

แล้วจะทำอย่างไรดี  ความจริงของชีวิตคือความทุกข์อย่างไม่ต้องสงสัย  อย่างน้อยที่สุดตอนที่เราจะตายนั้น คือทุกข์แน่ๆ  ความเจ็บปวดในขณะที่เราจะสิ้นใจคือสิ่งที่เราต้องตระหนักรู้ 

ในขณะที่คนทั้งหลายยังมีความสุขสนุกสนานกับชีวิต ข้าพเจ้าก็เริ่มมองเห็นคุณค่าของวันเวลาที่เหลืออยู่   และมองเห็นความไม่เป็นสาระของสิ่งต่างๆ  กายรูปตนเองที่ปรากฏให้มองเห็น  รวมทั้งสิ่งต่างๆที่รับรู้และมองเห็นด้วยตาเนื้อนั้น  ได้ช่อนเร้นความจริงแท้บางอย่าง อยู่ภายใน

เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเริ่มจะเข้าใจคำว่า รูปปรมัตถ์  และเริ่มปล่อยวางสมมุติบัญญัติบางสิ่งบางอย่างลง

  ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนของหลวงปู่ติชขึ้นมาได้  หลวงปู่มักจะมีถ้อยคำที่เป็นภาษากวีว่า   เมื่อเธอมองเห็นกระดาษ เธอจะมองเห็นก้อนเมฆ  จะมองเห็นพระอาทิตย์   ตอนนี้ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจชัดเจนขึ้นแล้วว่าทำไมหลวงปู่ติชกล่าวเช่นนั้น   คงเป็นเพราะว่า เราทั้งหลายต่างประกอบขึ้นมาด้วยธาตุทั้งสี่นี่เอง เราต่างมาจากซึ่งกันและกัน  และสักวันเราจะส่งต่อ รวมทั้งแปรเปลี่ยนธาตุทั้งสี่นี้สืบเนื่องไปให้แก่สรรพสิ่งทั้งหลายด้วย  .. ไม่มีเธอไม่มีฉัน  เราเป็นดั่งกันและกัน  

และความจริงที่แท้ก็คือ   เราไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย แม้แต่ร่างกายที่เราเข้าใจว่ามันเป็นของเรา  ร่างกายเรานี้มาจากสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่ปรากฎและมีอยู่บนโลกใบนี้  นี่คือการยืมมาใช้เพียงชั่วคราวแล้วต้องส่งคืนแก่โลก

  เพราะชีวิตเราอยู่ในวัฎจักรของการ เกิดขึ้น  ตั้งอยู่ และดับไป และไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงกฏนี้ได้  ไม่มีใครบังคับได้ และ ไม่มีใครหนีพ้น  การที่เรามุ่งหวังและวิ่งไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาเพื่อสรรหาสิ่งต่างๆ ที่เป็นสมมุติบัญญัติมาสะสมไว้  ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง   วิ่งหาความสุขต่างๆในทางโลกอันไร้สาระและหาประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้  โดยที่ไม่ยอมเข้าใจและมองเห็นด้วยปัญญาว่า  สิ่งนั้นไม่ใช่ของเราเลย  มันเป็นเพียงของสมมุติเท่านั้น   กว่าจะรู้ตัว… เมื่อเวลาตายมาถึง เราก็จะพบว่า  เราไม่สามารถนำพาสิ่งใดติดตัวไปได้เลย  แถมต้องส่งคืนสิ่งต่างๆ ที่ยืมมานั้นด้วย 

 อีกนานแค่ไหนที่เราทั้งหลายจะเข้าใจว่า  เรานั้นไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย และไม่เคยเป็นมาก่อน  ....

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การเดินบนพื้นโลกคือปาฎิหาริย์

คำสำคัญ (Tags)#อนัตตา

หมายเลขบันทึก: 321071, เขียน: 17 Dec 2009 @ 22:24 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 22:04 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก


ความเห็น (6)

ตามมาเรียนรู้ พี่ CK ผมหายไปจากระบบด้วย ไปเรียนด้วยกันไหมครับ

sunny
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

พี่ CK ของเราท่าจะไปอยู่ใน Facebook ค่ะ   ช่วงหลังๆ ได้ไปพบเจอกันที่นั่นบ่อยๆ  ^ - ^

V
IP: xxx.142.144.38
เขียนเมื่อ 

สาธุ... ค่ะพี่ยา

^_^ เวลานั่งภาวนาตอนนี้ ยังรู้สึกถึงพลังที่หลวงปู่ แม่วิ พระอาจารย์ สั่งสอนอยู่เลยค่ะ แต่ก็เป็นอนัตตาใช่มั๊ยคะพี่

สาธุครับ

กับบันทึกธรรมที่ละเอียดมากครับ

ธรรมะมีอยู่ตลอดเวลา ขึ้นกับภูมิธรรมว่าจะสามารถเห็นได้หรือเปล่า

ขอบพระคุณครับ

สวัสดีค่ะ

- แวะมาเรียนรู้ด้วยคนค่ะ

- เคยนั่งวิปัสสนากรรมฐาน

- แรก ๆ จิตเราฟุ้งซ่าน ใจไม่นิ่ง เรียนการเจ็บปวดจากจิตใจ เจ็บหนอ...ปวดหนอ...

- เหมือนเช่นอะไรที่ฝึกบ่อย ๆ จะชิน และง่าย

- ขอให้ท่านบรรลุจุดที่ตั้งเป้าหมายไว้ค่ะ

หมอนิด
IP: xxx.67.206.24
เขียนเมื่อ 

มาอนุโมทนาบุญด้วยจ้าพี่ยา เมื่อเร็วๆนี้ วันนึง นิดก็นั่งดูกายและใจตัวเองหน้าคอมพิวเตอร์ ก็เกิดทุกขเวทนาทางกาย ปวดหัวซีกขวา ปวดตาขวา คลื่นไส้ อยากอ๊วก แล้วก็ปวดเสียดท้องน้อย ตามมาด้วยเป็นไข้ คนไข้มาตรวจก็ฝืนกระย่องกระแย่งไปตรวจ ปิดร้านเสร็จกลับไปนอนซมเลย

นอนกำหนด ดูกายดูใจไปเรื่อยๆ นอมซมด้วยความทุกข์กายทุกข์ใจ พร้อมกับกำหนดไปเรื่อยๆ เจ็บหนอปวดหนอ ทุกข์หนอๆ อยากให้ความเจ็บปวดหายไปเร็วๆหนอ เบื่อทุกขเวทนาหนอ นอนยังงี้ไปสามชั่วโมง แล้วก็ได้รู้ว่า ให้ทำใจเป็นกลางๆสิ เท่านั้นแหละ พอทำใจเป็นกลางๆปั๊บ โห ไอ้ความเจ็บปวดทั้งหลาย มันหายไปเกือบหมดเลย

เราได้บทเรียนจากธรรมะ บทเดียวกันเลย