เมื่อวานที่ผ่านเพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ เป็นวันที่เรานัดหมายเรื่องการประเมินผลงานสิ้นปีของทีมวิทยากรกระบวนการ ของ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม
ผู้ถูกประเมิน ประกอบด้วย
คุณนภินทร ศิริไทย, คุณอุไรวรรณ เทิดบารมี, คุณวรรณา เลิศวิจิตรจรัส, คุณอุรพิณ ชูเกาะทวด, และผม
ผู้ที่เข้าร่วมการประเมิน
ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด และคุณชุติมา อินทรประเสริฐ
เอกสารที่ต้องเตรียม
ทีทวิทยากรกระบวนการคุยกันก่อนหน้านี้ เพื่อทำตารางอิสระภาพใช้ประเมินตนเอง ซึ่งมี 2 ชุด
ทั้ง 2 ชุด มี 5 มิติที่ใช้ร่วมกัน คือ
มิติแรก กระบวนการ
มิติที่ 2 ให้คำปรึกษา
มิติที่ 3 การเรียนรู้เป็นกลุ่ม
มิติที่ 4 การทำงานเชิงรุก
มิติที่ 5 การสื่อสาร
ส่วนชุดที่ 2 มีเพิ่มอีก 2 มิติ
มิติที่ 6 ถอดบทเรียน
และมิติที่ 7 สังเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ของ สคส.
ซึ่งหากท่านใดสนใจรายละเอียด โปรดติดตามบันทึกของทีมงาน สคส. ต่อไปนะครับ
ผมจะไม่กล่าวถึงตรงนั้น
ในแต่ละมิติ ทีมก็จะช่วยกันเขียนคุณลักษณะสำคัญคร่าวๆใน 5 ระดับ
วิธีการประเมิน
เริ่มจากแต่ละคนต้องประเมินตัวเอง โดยให้คะแนนในแต่ละมิติว่าอยู่ในระดับใด แล้วต้องยกเหตุการณ์ประกอบว่าที่ทำได้ดี ในปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ใดบ้าง รวมทั้งข้อผิดพลาด และแนวทางพัฒนาศักยภาพ จากนั้นก็ส่งให้อาจารย์ประพนธ์ และพี่แอนน์(ชุติมา) ก่อนล่วงหน้า ต่อจากนั้นก็เป็นการนัดพูดคุยตามประเด็นในแต่ละมิติ
บรรยากาศการประเมิน
เรานัดหมายกันเวลา บ่ายโมงตรง ทุกคนเข้าพร้อมกันในห้องประชุม แล้วเราก็ค่อยๆ คุยกันทีละมิติ สลับกันพูดอย่างไม่มีกติกาใดๆ และมีบางช่วงอาจารย์ประพนธ์ หรือ พี่แอนน์ถามและ แสดงความเห็นเพิ่มเติมมาบ้าง เราใช้เวลาตั้งแต่บ่ายโมง จนเกือบถึง 5 โมงเย็น
การพูดคุยครั้งนี้ มันไม่ค่อยมีความรู้สึกถึงการประเมิน แต่มันออกไปทางการพูดคุยที่มีการตั้งกระทู้ หรือหัวข้อเอาไว้ก่อน ไม่มีใครพูดกล่าวถึง ท้วงติง ถ้อยคำในแบบประเมิน ไม่ได้ยึดเป็นสรณะ เพียงใช้เป็นกรอบเพื่อการพูดคุยกันเท่านั้นเอง
บางหัวข้อ เราพูดคุยไปเริ่มจากการพูดทบทวนตัวเองทีละคน แต่ปรากฎการณ์ที่เกิด มันกลับปิ๊งปั้ง พูดคุยแล้วเกิดไอเดียใหม่ๆที่จะพัฒนางานออกมาเป็นระยะๆ เป็นการพูดคุยที่เริ่มจากอดีต(ภายในปี 2552)ของแต่คน แล้วค่อยๆเลื้อยๆไปที่อนาคตของ สคส. หรืออนาคตของเราทุกคน
ในระหว่างการพูดคุยก็มีเสียงหัวเราะ ปนคุยแซวกันบ้าง สลับบรรยากาศอยู่ตลอดเวลาเป็นปกติเหมือนหลายๆครั้งที่เราประชุมกัน
สำหรับผมแล้วมองการพูดคุยเมื่อวานนี้ว่าเป็น...
การพูดคุยที่ก่อให้เกิดรังสีของความเป็นไปได้ มากกว่าการตัดสิน
การพูดคุยที่ไม่มีการโต้แย้งคนอื่น ใครมีอะไร คิดอย่างไรก็ยกมาพูด และส่วนใหญ่พูดถึงการทบทวนตัวเองให้ทีมฟัง
การพูดคุยที่เอาใจเป็นตัวตั้ง แล้วเอาเงื่อนไขการประเมินเป็นเพียงช่องทาง หรือกรอบของการพูดคุยสนทนากันเท่านั้นเอง
ผมว่าผมโชคดีมาก ที่มีโอกาสได้อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้
ผมก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าอะไรเป็นแรงดึงดูดให้ทุกคนที่ สคส. ทำงานได้เช่นนี้ ผลงานปีที่ผ่านมาไม่เลวเลย แต่ทุกคนทำแบบเต็มที่ แต่ไม่ถึงกับทิ้งชีวิตส่วนตัว
ทั้งๆที่ ที่นี่ไม่ได้มี...
เงินเดือนสูงๆ
สวัสดิการแบบเต็มอัตราอย่างองค์กรอื่นเขามีกัน (ในตอนนี้)
แถมยอมลดเงินเดือนตอนตั้งต้นกันทุกคน
เรามีเพียงแต่....
กติกาเล็กๆที่ตั้งกันเอง เช่น ใครทำงานวันหยุด ก็เลือกวันธรรมดาหยุดแทนได้, เราไม่ได้ตอกบัตรเข้าทำงาน ไม่ลงเวลาเข้า-เลิกงาน ใครมาเช้าก็เลิกเร็ว ใครชอบทำงานเย็นๆค่ำๆ ก็มาสาย เป็นการไม่ซ้ำเติมปัญหาจราจรที่แออัดในเวลาเข้าและเลิกงานไปในตัว แต่เวลาเราอำนวยกระบวนการใน workshop ก็เล่นหลักกันแบบทั้งภาคกลางวันและภาคค่ำกันเลย แบบว่าวันเดินทางกลับจาก workshop จึงค่อยมารู้สึกว่าใช้พลังไปเยอะ, ทุกวันหยุดราชการ เราก็หยุดกับเขาด้วย, เวลาใครหยุดไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหนมา ก็ต้องเอารูปถ่ายมาเล่าในวาระการประชุมประจำสัปดาห์ด้วย, ใครได้ขนม อาหารคาวหวานของฝาก OTOP จากที่ไหนมาก็เอามาให้ชิมด้วยในห้องประชุม, และทุกเช้าใครเข้าสำนักงานก็ซื้ออาหารมากินกันในห้องครัวเล็กๆในสำนักงาน
หรือว่าเรื่องเล็กๆเช่นนี้ที่ดึงดูดเรา?
แวะมาเยี่ยมเยียบนทักทายครับ...
อ่านบรรยากาศการทำงานแล้ว อยากไปทำงานที่นั่นด้วยจังเลย
คุณหนานเกียรติ
วันนี้ผมเห็นหนังสือ "ครูเพื่อศิษย์" ของอาจารย์หมอวิจารณ์พิมพ์ออกมาแล้ว จะขออาจารย์ส่งมาให้อ่านนะครับ แต่ยังไม่รู้ว่าจะส่งไปที่ไหนเลยครับ?
ขอบคุณป้าแดง และ สลามฯ อ.จารุวัจน์ ครับ
บรรยากาศ เป็นเรื่องของคนในจริงๆ ครับ คนนอกมาสร้างให้ไม่ได้ด้วย
และที่สำคัญ บรรยากาศ เป็นเรื่องที่ใช้เหตุผล ตรรกะ อย่างเดียวสร้างไม่ได้ ต้องมี "ใจ" เป็นส่วนผสมที่สำคัญเลยแหละ
ผมเริ่มเชื่ออย่างนั้น
ไม่จำเป็นต้องเชื่ออย่างผมนะครับ