...บางทีการตามรู้กาย ตามรู้ใจ ไม่ต้องเดินทางสายตึง (ทุกขกริยา) เสมอไป เราสามารถฝึก "สติ" ตามรู้กาย ตามรู้ใจ อย่างสุข สวยงาม เห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง (กายและใจ) โดยการเพราะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีให้เกิดขึ้นบนเส้นทางแห่งสติได้เช่นเดียวกันขอรับ
- "ปัจจุบันเป็นเวลาประเสริฐสุด" เป็นชื่อหนังสือที่ผมพึ่งหยิบติดรถมาด้วยเมื่อเช้านี้เอง บังเอิญรถสตาร์ทไม่ติด ต้องเข้าอู่เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะซ่อมเสร็จ เป็นเหตุปัจจัยให้ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ขอรับ
- ช่างถูกช่วงเวลาเสียเหลือเกินขอรับ เพราะอ่านตอนที่ต้องนั่งรอไม่มีอะไรจะทำ ทำให้ได้อรรถรสยิ่งนัก ผมจึงขอนำเนื้อหาบางตอนมานำเสนอเป็นธรรมทานต่อขอรับ
...เรามักวุ่น ๆ กันจนลืมไปว่ากำลังทำอะไรอยู่ บางคนบอกว่าเขาลืมหายใจ เราลืมมองคนที่เรารักและเห็นคุณค่าของเขาจนสายเกินไปเสียแล้วก็มี แม้ขณะเรามีเวลาว่าง เราก็ไม่รู้จักว่าจะทำความรู้จักกับสิ่งที่เป็นไปภายในและภายนอกตัวเราเองอย่างไร เราก็เลยเปิดทีวี หาไม่ก็โทรศัพท์ ดังกับว่าให้มันช่วยเราหนีไปจากตัวตนของเรา
การภาวนา คือ การรู้ว่าอะไรเป็นอะไรในร่างกายของเรา ในความรู้สึกของเรา ในจิตใจของเรา และในโลกด้วย ขณะเมื่อเราสงบอยู่กับขณะปัจจุบัน เราย่อมแลเห็นได้ซึ่งความงามและความอัศจรรย์ซึ่งประจักษ์อยู่ต่อหน้าเรา ไม่ว่าสิ่งนั้น ๆ จะเป็นทารกเกิดใหม่ หรือพระอาทิตย์แรกขึ้น เราอาจมีความสุขได้ ถ้าเรารู้จักกับสิ่งที่ปรากฏเฉพาะหน้าของเรา...
ทดลองถอดบทเรียน (มั่ว ๆ ตามสไตล์เด็กข้างวัด)
- การภาวนา หรือ การตามรู้กายตามรู้กาย นั่นเอง
- ตามให้เห็น "อนัตตา" นั่นเอง
- แต่ในอีกมติหนึ่ง ในมุมของหนังสือเล่มนี้นั้น ผมเข้าใจว่า ...บางทีการตามรู้กาย ตามรู้ใจ ไม่ต้องเดินทางสายตึง (ทุกขกริยา) เสมอไป เราสามารถฝึก "สติ" ตามรู้กาย ตามรู้ใจ อย่างสุข สวยงาม เห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง (กายและใจ) โดยการเพราะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีให้เกิดขึ้นบนเส้นทางแห่งสติได้เช่นเดียวกันขอรับ

มรดกธรรมสำคัญที่พระพุทธองค์ให้ไว้ คือ "การอยู่กับปัจจุบันขณะ"ครับ
*** สดชื่นทุกวันกับปัจจุบันเวลานะคะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีครับ พี่ครูกิติยา เตชะวรรณวุฒิ
สวัสดีครับพี่ครูคิม
(ขอวิจารณ์หนังสือต่อดังนี้ขอรับ)