เวลา 5-15 นาที ต่อวัน สร้างการเรียนรู้ให้เด็กน้อยในวัยขวบปีแรกได้อย่างมหัศจรรย์
ในสภาวการณ์ปัจจุบันครอบครัวไทยในสังคมเมืองมีความรีบเร่ง พ่อแม่ต้องทำงานนอกบ้าน มีเวลาจำกัด เด็ก ๆ ต้องอยู่กับพี่เลี้ยงที่เป็นคนไทยบ้าง ต่างชาติบ้างหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็กที่ห่างไกลจากคำว่ามาตรฐาน ในสังคมชนบทก็ไม่แตกต่างกัน พ่อแม่ยังต้องทำงาน ภาระหน้าที่การเลี้ยงเด็กจึงตกไปที่ปู่ย่าตายาย ญาติผู้ใหญ่ ที่อาจมีปัญหาสุขภาพ หรือมีภาระที่ทำให้ไม่สามารถดูแลเด็กได้เต็มที่
ปัจจุบันสังคมไทยยังไม่สามารถก้าวผ่านปัญหาเรื่องปากท้องที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ เมื่อเริ่มต้นดำเนินชีวิตในแต่ละวัน การจะดูแลเด็กเล็กให้มีพัฒนาการการเรียนรู้โดยผ่านวิธีการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่ในวัยเด็กจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะอาจยังเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว หรือคิดว่าเป็นหน้าที่ของโรงเรียน ดังนั้นจึงต้องใช้ความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านที่มีผลอย่างมากต่อพัฒนาการของเด็ก
การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กใช้เวลาไม่มากในแต่ละวัน เพียงแค่ 5-15 นาที กับหนังสือดี ๆ สักเล่ม คุณค่าแห่งการอ่านหนังสือมีมากกว่าการได้สาระจากหนังสือ แต่เป็นการสร้างความผูกพัน ( bonding ) สร้างสัมพันธภาพในครอบครัว เติมความรัก ความอบอุ่นผ่านการสัมผัส การโอบกอด ขณะอ่านหนังสือ ชี้ชวนให้ดูภาพในหนังสือ กระตุ้นความสนใจด้วยเสียงและท่าทางของพ่อ แม่ การได้ยินเสียงของพ่อแม่ร่วมกับท่าทางและความสนุกสนานจากเนื้อหาของหนังสือ เด็กจะมีความสุข เกิดการสรรสร้างจินตนาการ หนังสือเพียงหนึ่งเล่มสามารถจุดประกายการเรียนรู้และนำไปสู่การแสวงหาความรู้เป็นอันดับต่อไป
การอ่านหนังสือให้ลูกฟังควรเริ่มตั้งแต่ลูกยังเป็นทารก แม้เด็กจะไม่เข้าใจที่พ่อแม่พูด แต่เขาสามารถซึมซับภาษาและรับรู้ว่าพ่อแม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะเด็กวัย 0-3 ปีซึ่งเป็นวัยทองของชีวิตที่เด็กจะซึมซับกับเรื่องราวดีๆที่พ่อแม่ปลูกฝังด้วยความใส่ใจ เพราะเป็นช่วงที่สร้างพื้นฐานการไว้วางใจต่อโลกภายนอก เด็กจะได้มีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีพลังและมั่นคงเด็กในวัยนี้จะให้ความสนใจกับรูปภาพมากกว่าเรื่องเล่า เพลิดเพลินไปกับความสวยงามของหนังสือ และเรียนรู้พื้นฐานของการอ่านหนังสือ นี่คือสิ่งที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ได้เห็นความสำคัญของการอ่าน จึงริเริ่มโครงการ Bookstart หรือโครงการหนังสือเล่มแรกในปี พ.ศ.2547 เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็ก โดยสนับสนุนให้พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ร่วมกันแบ่งปันความสุขในโลกของหนังสือ โดยการ แจกถุงหนังสือให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดและให้หนังสือที่ผ่านการคัดเลือกและเหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย จากการทำงานที่ผ่านมาพบว่า เด็กน้อยเกิดการเรียนรู้ได้มาก มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ชัดเจน สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ดี มีความสามารถในการอ่าน การเขียน การคิดและคำนวณสูงกว่าเด็กทั่วไปถึง 3 เท่า
กระบวนการง่าย ๆ ในการใช้หนังสือเพื่อพัฒนาเด็กตั้งแต่วัยทารกมี 8 ประการ ได้แก่ 1.การจัดมุมหนังสือในบ้าน 2. สร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการอ่าน 3 .มีช่วงเวลาที่ชื่นชอบของครอบครัว 4. อ่านให้ลูกฟังเป็นประจำ ที่ไหนก็ได้ 5. เวลาอ่านควรอ่านออกเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กสนใจ 6. ถ้าพ่อแม่ที่อ่านหนังสือไม่ออกก็ใช้ภาพในหนังสือพูดคุยกับเด็ก 7. คอยใส่ใจและแสดงการตอบรับต่อเด็กและ 8. ควรทำเป็นประจำทุกวัน เพียงวันละ 5-15 นาที
8 วิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้
เมื่อเห็นถึงผลดีของการรักการอ่านจึงต้องเสริมสร้างปัจจัยเกื้อหนุนที่จะช่วยให้เด็กเข้าถึงหนังสือได้ง่าย โดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานอื่น ๆ มาสนับสนุน ซึ่ง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการประสานนโยบายการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ได้ให้แนวทางในเรื่องนี้ว่า ต้องเริ่มตั้งแต่ ครอบครัวแต่จุดสำคัญอยู่ที่รัฐบาล ต้องมีนโยบายทำให้หนังสือดี ๆ มีราคาถูก เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถเข้าถึงได้ ทุกชุมชนต้องมีห้องสมุดหมู่บ้าน มีชมรมรักการอ่าน กระจายหนังสือดี ๆ ไปทุกชุมชน อย่างน้อยหนังสือดี ๆ ก็ขายได้มากขึ้นเกือบแปดหมื่นเล่มเท่ากับจำนวนหมู่บ้านในประเทศไทยเพื่อเป็นการกระตุ้นคนทำหนังสือให้ผลิตหนังสือดี ๆ ออกมาตลอด
ประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่รัฐบาลมีนโยบายที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น อะไรก็ตามที่จำเป็นต่อชีวิต ต้องมีราคาถูก ดังนั้นอาหารจำพวกแป้งที่ใช้ทำโรตี ยารักษาโรครวมถึงหนังสือในอินเดียจึงมีราคาถูก เพื่อให้ประชาชนมีความสามารถในการซื้อได้ง่าย
เวลาเพียง 5-15 นาทีในแต่ละวันกับหนังสือดี ๆ ระหว่างพ่อแม่และลูกสร้างความสุขได้ไม่ยาก ความสุขนั้นอยู่ใกล้ตัวและความสุขนั้นเกิดขึ้นง่าย ๆ แต่มั่นคง
เรียนคุณศรีวินันท์
....บางครั้งทำงานจนลืม ให้เวลาตรงนี้กับลูกๆ....เคยเห็นเขาอ่านภาพให้เป็นเรื่องราวเป็นราวตามภาพที่เขาเห็น ทั้งๆที่เขาอ่านยังไม่ออก...ที่แท้เขาสนใจนี่เอง...
เรียน อ.ปิ่นธิดา
อ.ชื่อเพราะจังเลยค่ะ วันนี้ช่วงบ่ายหนูมีประชุมเรื่องพัฒนาการเด็ก ประชุมเสร็จแล้วหนูจะเขียนบล็อกอีกค่ะอ.มารอให้กำลังใจมือใหม่หัดเขียนด้วยนะคะ
หนังสือที่อ.อ่านให้ลูกฟังหรือให้ลูกเปิดดูเอง ควรเป็นหนังสือที่สีสันสดใส รูปภาพใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจค่ะ เด็กจะได้ประทับใจในหนังสือตั้งแต่เล็ก ๆ จะส่งผลต่อเด็กไปจนเด็กโตขึ้น และจะถึงช่วงที่คุณแม่ต้องดูแลใกล้ชิดเมื่อหนูน้อยเข้าโรงเรียน เพราะจะมีสิ่งมาดึงความสนใจของเด็กจากหนังสือ การที่เด็กเริ่มโตขึ้นก็จะสนใจดูทีวี ติดเล่นกับเพื่อนค่ะ แต่ปัญหานี้คงไม่ยากที่อ.จะรับมือใช่มั๊ยคะ
ขอบคุณค่ะ
เพิ่มข้อมูลให้แล้วครับ ปกติใช้วิธีง่ายๆๆแบบนี้ ก็น่าสนใจ 1.การจัดมุมหนังสือในบ้าน 2. สร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการอ่าน 3 .มีช่วงเวลาที่ชื่นชอบของครอบครัว 4. อ่านให้ลูกฟังเป็นประจำ ที่ไหนก็ได้ 5. เวลาอ่านควรอ่านออกเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กสนใจ 6. ถ้าพ่อแม่ที่อ่านหนังสือไม่ออกก็ใช้ภาพในหนังสือพูดคุยกับเด็ก 7. คอยใส่ใจและแสดงการตอบรับต่อเด็กและ 8. ควรทำเป็นประจำทุกวัน เพียงวันละ 5-15 นาที
แต่ชาวบ้านมักบอกว่าไม่มีเวลา ต้องทำมาหากินครับ...
เป็นวิธีเพิ่มสุขให้กับครอบครัวค่ะ
พี่และครอบครัวจะไปร้านหนังสือกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
ทำให้เราได้พูดคุยภาษาเดียวกัน แต่หลากความคิด
ได้มีโอกาสวิเคราะห์สิ่งที่อ่านด้วยกัน
วิธีการที่แม่จะสอนลูกหากแม่อ่านไม่ได้ ให้เล่าเรื่องราวดีๆ
จากประสบการณ์ของแม่ เช่นความอดทน ความขยัน
เล่าเรื่องที่คุณยายสอนแม่มาก็ได้ เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนค่ะ
ขอบคุณ 8 วิธีพัฒนาเด็กน้อยด้วยหนังสือค่ะ
จะนำไปปรับใช้กับ มุมที่มีอยู่แล้วให้เหมือนบูธโชว์สินค้า
เ้พื่อให้ลูกๆยืมไปให้แม่ดู อ่านค่ะ