แต่เมื่อมีใครสักคนถามน้องหม่อง ว่า อยากได้สัญชาติไทยหรือเปล่า? สิ่งที่จะได้รับเป็นคำตอบก็คือ อาการส่ายหน้า ยิ้มๆ (หรือบางครั้ง ไม่ยิ้ม) พร้อมกับบอกว่า “ไม่รู้” แต่สิ่งที่น้องหม่องรู้ และตอบได้อย่างชัดถ้อยชัดคำก็คือ “ผมอยากไปแข่งเครื่องบินกระดาษพับที่ญี่ปุ่น .. ผมจะเอารางวัลที่ 1 มาให้ได้” มันเป็นความฝันเล็กๆ ของเด็กชายไร้สัญชาติวัย 12 ปี

น้องหม่อง บินสู่ฝันกับเครื่องบินกระดาษพับ 

ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล/ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว SWIT

วันที่ 8 สิงหาคน 2552

ภาพเด็กชายป.4 วัย 12 ปี ก้มหน้าก้มตาพับกระดาษ และก่อนที่จะปล่อยเครื่องบินกระดาษพับในมือให้บินร่อนออกไป เด็กชายจะเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหาองศาที่ทำมุมแปดสิบองศากับพื้น มันเป็น ‘ท่าเฉพาะ’ ของ ด.ช.หม่อง ทองดี ที่ทำให้เครื่องบินกระดาษพับของน้องหม่อง สามารถร่อนในอากาศได้นานถึง 12.50 วินาที กลายเป็นสถิติใหม่ระดับประเทศในการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 5 ประจำปี 2551 ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยสถิติใหม่นี้น้องหม่องจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนนักร่อนเครื่องบินกระดาษพับจากประเทศไทย เพื่อเดินทางไปแข่งขันชิงแชมป์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี ในฐานะกีฬาที่ส่งเสริมให้ประชาชนฝึกสมาธิ

น้องหม่องดีใจ และหมั่นฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพราะน้องหม่องอยากได้รางวัลที่ 1 เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

“แรกๆเด็กคนนี้เป็นม้านอกสายตา เพราะมีเด็กที่สนใจค่อนข้างมาก จนช่วงทดสอบคัดเลือกเด็ก 20 คนมาฝึก ก็เห็นว่าเด็กคนนี้มีความตั้งใจสูงมาก เด็กคนอื่นๆส่วนมากจะมาทดสอบประมาณ 3 รอบ แต่หม่องมา 6-7 รอบ เขามีความพยายาม ไม่ท้อ”  คุณครูอำนาจ  กิตติจริยา ครูวิทยาศาสตร์ผู้ฝึกสอน เล่าถึงน้องหม่อง

ครูอำนาจเล่าถึงที่มาของการฝึกหัดนักเรียนพับเครื่องบินกระดาษว่า ประมาณปี 2551 หลังจากที่โรงเรียนบ้านห้วยทรายได้รับจดหมายเชิญจากสวทช. ให้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันร่อนเครื่องบินพับกระดาษ จากนั้นมาทางโรงเรียนจึงได้คัดเลือกนักเรียนจำนวน 20 คน เพื่อมาฝึกฝนทั้งเทคนิคและทักษะ

จากเดิมที่เด็กๆพับเครื่องบินร่อนเล่นกันด้วยความสนุกสนาน แต่กว่าน้องหม่องจะก้าวมาถึงจุดนี้ คุณครูอำนาจบอกว่า ต้องใช้ทั้งพรสวรรค์และพรแสวงหรือความมุ่งมั่นอย่างมาก จึงทำให้เครื่องบินกระดาษลำเล็กๆนี้ดูน่าทึ่งได้อย่างอัศจรรย์

เทคนิคสำหรับการร่อนเครื่องบินกระดาษให้นานของน้องหม่อง ต้องเริ่มตั้งแต่ใจรัก ความตั้งใจในการฝึกฝน โดยเด็กๆจะต้องผสมผสานระหว่างรูปทรงเครื่องบินที่ตนเองถนัดกับเทคนิคที่ครูคิดค้น โดยต้องเรียนรู้ทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ในเรื่องความสมดุลของการพับเครื่องบิน ตลอดจนหลังจากเมื่อปล่อยเครื่องบินพุ่งออกไปแล้วเพื่อให้เครื่องบินกระดาษสามารถร่อนอยู่ได้นาน ทักษะเหล่านี้ยังรวมถึงการคิดค้นของครูผู้ฝึกจากการสังเกตจากเครื่องบินจริง และการบินของนกซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีอยู่รอบๆโรงเรียนอีกด้วย

นอกจากนั้นการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากสภาพพื้นที่ อากาศ หรือทิศทางลม ก็เป็นอีกทักษะหนึ่งที่สำคัญที่ก่อเกิดจากการหมั่นฝึกฝนอย่างหนักและสม่ำเสมอ เพื่อให้เด็กรู้จักสังเกต เกิดการเรียนรู้จากการสั่งสมประสบการณ์ ตลอดจนรู้จักคิดเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

และอีกองค์ประกอบสำคัญที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง ก็คือสภาพร่างการที่พร้อมและสมบูรณ์ โดยการฝึกฝนของครูพละศึกษาที่น้องหม่องต้องทั้งหมั่นฝึกดึงข้อ และวิ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อแรงส่งในการทำให้เครื่องบินกระดาษลำน้อยพุ่งไปให้สูงที่สุด

น้องหม่อง เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2540 ที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พ่อและแม่ของน้องหม่องเป็นชาวไทใหญ่ (Shan) ที่อพยพหนีภัยการสู้รบในประเทศพม่าเข้ามาในประเทศไทย ในปี 2547 ทั้งพ่อและแม่ของน้องหม่อง ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานที่อนุญาตให้ทำงานและมีสิทธิอาศัยชั่วคราว ซึ่งทำให้น้องหม่องมีสิทธิอาศัยชั่วคราวในฐานะผู้ติดตามแรงงานฯ โดยพ่อแม่และน้องหม่องได้รับการบันทึกชื่อและประวัติในทะเบียนราษฎรของประเทศไทย (ท.ร.38/1) ได้รับการกำหนดเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 00 เมื่อปี 2547 ทั้งพ่อแม่และตัวน้องหม่อง แม้จะถูกสันนิษฐานว่าเป็นคนพม่า แต่ทั้งในทางข้อกฎหมายและในแง่ความเป็นจริงของชีวิตในแต่ละวันแล้ว ครอบครัวทองดี เป็นครอบครัวคนไร้สัญชาติ เพราะยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศพม่า

น้องหม่องเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2548 ภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล (ตามติคณะรัฐมนตรี 18 มกราคม 2548) ทางโรงเรียนได้สำรวจและบันทึกน้องหม่องในทะเบียนประวัติของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยได้รับการกำหนดเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0

โรงเรียนบ้านห้วยทรายและโครงการบางกอกคลินิก ภายใต้กองทุนศ.คนึง ฦาไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ช่วยกันดำเนินการประสานงานเพื่อให้น้องหม่องสามารถเดินทางไปแข่งขันฯ ที่ประเทศญี่ปุ่น สิบห้าวันก่อนวันเดินทางน้องหม่องและหน่วยงานที่ช่วยเหลือฯ มีโอกาสพบกับอธิบดีกรมการปกครอง และได้รับคำตอบว่า คำขอเดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้ามาในประเทศไทยของน้องหม่อง ถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุที่ว่าน้องหม่องมีสัญชาติพม่า การเดินทางออก-กลับเข้ามาในประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทย รวมถึงเกิดความสับสนเพิ่มเติมขึ้นว่า “น้องหม่องต้องการขอสัญชาติไทย”

แต่เมื่อมีใครสักคนถามน้องหม่อง ว่า อยากได้สัญชาติไทยหรือเปล่า? สิ่งที่จะได้รับเป็นคำตอบก็คือ อาการส่ายหน้า ยิ้มๆ (หรือบางครั้ง ไม่ยิ้ม) พร้อมกับบอกว่า “ไม่รู้” แต่สิ่งที่น้องหม่องรู้ และตอบได้อย่างชัดถ้อยชัดคำก็คือ

“ผมอยากไปแข่งเครื่องบินกระดาษพับที่ญี่ปุ่น .. ผมจะเอารางวัลที่ 1 มาให้ได้” 

มันเป็นความฝันเล็กๆ ของเด็กชายไร้สัญชาติวัย 12 ปี

 

วันที่ 3 กันยายน 2552 คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายผ่านกระบวนการยุติธรรมทางปกครองแก่น้องหม่อง เพราะเสรีภาพในการเดินทางของเด็กไร้สัญชาติย่อมเป็นไปได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ความสามารถ ศักยภาพที่จะได้รับการพัฒนา เพิ่มพูน รวมถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ไปให้ไกลเท่าที่จะเป็นไปได้ ก็เป็นสิทธิของเด็กทุกคน อย่างเสมอภาค ไม่เว้นแม้แต่เด็กไร้สัญชาติอย่างน้องหม่อง

เวลา 16.00 น. น้องหม่องได้เข้าพบกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น้องหม่องได้มอบเครื่องบินกระดาษพับสีเหลืองให้กับท่านนายกฯ และบอกว่า “อยากไปแข่งเครื่องบินกระดาษพับที่ประเทศญี่ปุ่น” นายกฯ ได้ให้กำลังใจน้องหม่องว่า “ขอให้ตั้งใจเรียน และให้มุ่งมั่นในสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้สำเร็จ”

ตลอดทั้งวัน ภาพของน้องหม่องก้มหน้าก้มตาพับกระดาษ และท่าร่อนเครื่องบินกระดาษพับถูกถ่ายทอดสู่สายตาของสังคมไทยทุกช่วงต้นชั่วโมงข่าว รวมถึงการนำเสนอรายงานพิเศษโดยทุกสถานีข่าว

สุดท้ายจากความพยายามและแรงใจของหลายฝ่าย น้องหม่องได้รับอนุญาตให้เดินทางไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่นระหว่าง วันที่ 18 -20 กันยายนที่ผ่านมา  รอยยิ้มกว้างๆของน้องหม่องกับความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องมาตระเวณทำความเข้าใจกับผู้ใหญ่ในหลายวันนี้ได้รับการตอบรับสักที

แล้วฝันและความพยายามของน้องหม่องก็เป็นจริงเมื่อน้องหม่องกลับมาพร้อมกับรางวัลชนะเลิสประเภททีมสามคน และรางวัลที่ 3 ประเภทบุคคล  และที่มากมายกว่านั้นคือสังคมไทยได้หยิบยื่นโอกาสและสนับสนุนให้เด็กชายเล็กๆ คนนี้ ได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ในขณะเดียวกันเด็กชายที่มีความสามารถพิเศษคนนี้ ก็พิสูจน์ให้เห้นว่าเป็นอีกหนึ่งสมาชิกที่มีศักยภาพของสังคมไทยด้วยเช่นกัน