ด้วยความงามของขุนเขา แมกไม้ สายธาร และน้ำใจงามของชาวบ้านรักไทย

        เราจากถ้ำลอดด้วยความเปี่ยมสุข บทสนทนาบนรถยังคงชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ จนมาถึงที่พักริมทางบ้านลุกข้าวหลาม โค้งที่ 1,548 ซึ่งมีกระเป๋าขายมากมาย หลายแบบ ผมให้เวลา 20 นาที แต่..กว่าจะเดินทางต่อก็ล่วงแล้ว 40 นาที (ก็...กระเป๋าสวยนี่นา...ลูกทัวร์หลายคนบอก)

        

        เราไปถึงถ้ำปลาค่ำแล้ว ได้เห็นปลาพลวงหินในถ้ำ ซึ่งตัวใหญ่กว่าข้างนอกมาก ไม่ค่อยชัด บริเวณทางเข้ามีร้านขายของที่ระลึก ลูกทัวร์ผมจะซื้ออีกละ แต่ผมไม่ตามใจ ขอให้ขึ้นรถเพื่อเดินทางสู่ที่พัก "บ้านรักไทย"

        รถตู้ VIP สองคันวิ่งตามกันห่างๆ เส้นทางสู่บ้านรักไทย สูงชัน โค้งหักศอก เราให้คนขับรถปิดแอร์ แล้วเปิดหน้าต่าง เพื่อช่วยเครื่องยนต์ ระยะทางจากถ้ำปลาถึงบ้านรักไทย เพียงสามสิบหกกิโลเมตร แต่..เราใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ทั้งๆ ที่ถนนราดยางอย่างดี

      ถึงที่พักบนบ้านรักไทย ทุกคนดูตื่นเต้นและมีความสุขมาก ผมรีบเชิญรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นอาหารเย็นแบบยูนาน ที่ตั้งโต๊ะรอพวกเราอยู่แล้ว

    

          เราจากบ้านรักไทย เกือบเก้าโมงของวันรุ่งขึ้น ช้ากว่ากำหนดถึงหนึ่งชั่วโมง ด้วยความงามของขุนเขา แมกไม้ สายธาร และน้ำใจงามของชาวบ้านรักไทย

         เรามาแวะบ่อโคลนก่อนที่จะเข้าตัวเมือง และขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยกองมู เราพิชิต 1,864 โค้งแล้ว

   

       จากนั้นเรามุ่งหน้าสู่ขุนยวม รับประทานอาหารกลางวันตอนบ่ายโมง เป็นอาหารพื้นเมือง ทั้งเหนืออีสาน ต่างคนต่างทานด้วยความหิว ส้มตำสั่งเพิ่มหลายจาน ไก่ย่างอีกหลายตัว อิ่มหนำสำราญแล้ว ผมนึกว่าชาวคณะจะรีบขึ้นรถเพื่อไปดอยแม่อูคอ แต่.. เปล่าหรอก แวะซื้อของที่ระลึกอีกแล้ว คราวนี้เป็นเสื้อทุ่งดอกบัวตอง

      เราไปถึงดอยแม่อูคอ ที่ผมอยากตั้งชื่อว่า "ขุนเขาสีทอง" สีเหลืองอร่าม ทอดตัวลาดชันสูงต่ำสุดสายตา

 

         คณะฝ่าทะเลหมอกทุกคน ได้รับใบประกาศผู้พิชิตแม่ฮ่องสอน 1,864 โค้ง จากหอการค้าแม่ฮ่องสอน หลังจากถ่ายภาพและชื่นชมจนพอใจแล้ว เราก็เดินทางกลับพร้อมด้วยรอยยิ้มที่อิ่มสุข