ผมว่าหลักสำคัญคือว่า คนที่เป็นพ่อแม่ ได้เห็นคุณค่า ความหมาย และยึดถือปฏิบัติตนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้หรือไม่ หลักคิดตรงนี้สำคัญ เพราะหากพ่อแม่มีหลักคิดตรงนี้แล้ว กระบวนการถ่ายทอดและปลูกฝังลูกน้อยก็จะเป็นไปอัตโนมัติและเป็นวิถีปฏิบัติที่สั่งสมไปทุกกิจกรรม ทุกเวลา ที่อยู่ด้วยกัน ทำร่วมกันครับ

คุณก้านแก้ว กองบรรณาธิการ นิตยสารรักลูก ได้ Mail มาถามความคิดเห็นคุณพ่อน้องซอมพอว่ามีวิธีสอนลูกอย่างไรให้มีคุณค่าความเป็นมนุษย์

ผมตอบไปว่า....  

............................................................

ขอบคุณครับคุณก้านแก้ว

...ที่เป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมความเป็นมนุษย์แท้ให้เกิดในสังคม...

 การเลี้ยงลูกดูแลให้มีความเป็นมนุษย์นั้น คำถามใหญ่ ตอบยากครับ ผมว่าหลักสำคัญคือว่า คนที่เป็นพ่อแม่ ได้เห็นคุณค่า ความหมาย และยึดถือปฏิบัติตนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้หรือไม่ หลักคิดตรงนี้สำคัญ เพราะหากพ่อแม่มีหลักคิดตรงนี้แล้ว กระบวนการถ่ายทอดและปลูกฝังลูกน้อยก็จะเป็นไปอัตโนมัติและเป็นวิถีปฏิบัติที่สั่งสมไปทุกกิจกรรม ทุกเวลา ที่อยู่ด้วยกัน ทำร่วมกันครับ

 

ไม่รู้ว่าจะตอบโจทย์ได้ตรงไหมนะครับ แต่ขอเล่าอย่างนี้นะครับ เนื่องจากเรา(ผมและภรรยา) ได้วางเป้าหมายชีวิตร่วมกันตั้งแต่ก่อนที่จะมี “น้องซอมพอ” แล้วว่า เป้าหมายของเราคือ “ชีวิตที่เป็นอิสระ เรียบง่าย และไม่ประมาทในชีวิต” เราจึงฝึกฝและฝึกฝืนดำเนินชีวิตเราไปตามแนวทางนั้น เมื่อมีน้องซอมพอเราก็ไม่เปลี่ยนแปลงในวิธีคิดและปฏิบัติ เราฝึกและสอนให้เขารู้จักรักตัวเอง รักคนอื่น รู้จักแบ่งปัน ใช้ชีวิตที่ไม่หรูหรา แต่รุ่มรวยด้วยความสุข (ดูๆ เหมือนชีวิตในอุดมคตินะครับ แต่ก็พยายามฝึกตนเองอยู่ครับ)

 การอบรมสั่งสอนลูกน้อยของเรา มิได้เป็นการสั่งสอนว่าต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้ หากแต่สอดแทรกไปในกิจกรรมที่เราทำด้วยกันอยู่ทุกวัน เช่น วาดรูป เล่นขายของ ทำของเล่น(ม้าก้านกล้วย) เดิน ออกกำลังกาย ทำอาหาร ทานอาหาร กวาดบ้าน ถูบ้าน ไปตาด ไปซื้อของ อ่านหนังสือ อ่านนิทาน ทำการบ้าน ฯลฯ เราจะสอดแทรกความคิดเรื่องความรักคนอื่น การแบ่งปัน การประหยัด การเห็นคุณค่าของสิ่งของ คุณค่าของเงิน การช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม การไปวัด ทำบุญ และกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ให้เขาค่อยๆ ซึมซับไปว่า “คุณค่าของความเป็นมนุษย์แท้” คุณค่าของสรรพสิ่งในโลกนี้ อยู่ตรงไหน มันเกื้อกูลกันอย่างไร

 

สิ่งที่เราช่วยกันสั่งสอนและปกป้องคือ

๑. ทีวี เราจะพยายามเอาทีวีออกห่างจากเขา จะดูบ้างก็จะเป็นรายการที่ดีเป็นพวกสารคดี เจ้าหญิงอะไรทำนองนี้ แต่ก็น้อยมาก

๒. ลูกอมขนมกรุปกรอบ อันนี้ก็บอกให้เขารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อย่างไร ไม่สอนโดยตรง และนำเอานิทานเกี่ยวกับการกินขนมลูกอมแล้วทำให้ฟันผุมาให้เขาอ่าน และให้เขาดูรูปคนที่ฝันผุ ว่าสวยไหม เขาก็จะซึมซับไปเองและตัดสินใจเอง ที่สำคัญเราไม่ซื้อให้เขา

 สิ่งที่เราช่วยกันส่งเสริมการเรียนรู้ คือ

๑. ศิลปะ เราสังเกตเห็นว่าเขาชอบวาดรูปมากๆ เราจึงสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับวาดรูปให้เขาไปเลือกเอาเอง และเป็นเพื่อนวาดรูปกับเขา ชมรูปที่เขาวาด เอามาเก็บรวบรวมไว้ ใส่กรอบบ้าง

๒. อ่านนิทาน เราจะชวนเขาไปร้านหนังสือบ่อยๆ อ่านนิทานให้เขาฟัง และเลือกซื้อนิทานที่เขาชอบ ส่วนใหญ่ก็เป็นนิทานที่มีคติสอนใจต่างๆ

๓. ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เล่นขายของ, ทำของเล่น, เดินออกกำลังกาย, ไปวัดไหว้พระ, ให้อาหารปลา ฯลฯ

 เคล็ดลับสำคัญผมว่าอยู่ที่วิถีปฏิบัติที่ทำเป็นแบบอย่างให้เขามากว่า เพราะเราไม่สามารถสอนเขาด้วยคำพูดเท่านั้น หลายครั้งที่เราเผลอ เขาก็จะเป็นระฆังแห่งสติให้เราว่า “อย่างนี้ไม่ดีเด้อ” ทำให้เราต้องระมัดระวังในการกระทำ คำพูดของเราอยู่เสมอๆ นี่เรียกว่ามีสติอยู่ทุกปัจจุบันขณะ

 ถามว่าทำอย่างนี้เขาจะมีภูมิคุ้มกันพอไหม ที่จะยืนหยัดในสังคมที่เป็นอยู่ เท่าที่ประเมินดูผลอย่างไม่เข้าข้างตัวเองก็ต้องบอกว่า ดีกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย ร่ายยาวมาดูเหมือนดีนะ แต่ก็ยังต้องเรียนรู้และปรับปรุงตนเองอยู่เสมอๆ เอาประสบการณ์และข้อคิดจากผู้รู้เป็นบทเรียนครับ

ด้วยจิตคาราวะ

พ่อน้องซอมพอ

๓ ธันวาคม ๒๕๕๒