ผมคิดว่าการสื่อสารของสมาชิกใน www.Gotoknow.org และ www.Managerroom.com นี้น่าจะเป็นการสื่อสารในลักษณะภววิสัย เพราะเป็นการจุดประกายต่อยอดเชื่อมโยงความรู้ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และสื่อสารด้วยความเป็นกลาง ไม่อคติ ไม่ตัดสิน

คำสองคำนี้ผมเคยเห็นอยู่ในสำนวนของหนังสือหลายๆเล่ม ซึ่งอ่านแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ คำว่า “อัตวิสัย” ยังพอเดาได้ว่าน่าจะมาจาก “อัตตา” ความเป็นตัวเป็นตน ความยึดมั่นถือมั่น แต่พอมาเจอคำว่า “ภววิสัย” ก็งงไปพักใหญ่ ไม่รู้จะเชื่อมโยงกับอะไรดี ผมพยายามเชื่อมโยงกับคำว่า “ภวตัญหา” คือความอยากได้มีอยากเป็น ต้องการให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่ได้ความหมาย จนกระทั่งมาอ่านหนังสือ “CEO กับความรัก” ของคุณก่อศักดิ์  ไชยรัศมีศักดิ์ บอสใหญ่ของ CP ALL (7-11) จึงได้ทราบความหมายที่แท้จริง และทำให้ผมอ่านหนังสืออื่นๆที่มีส่วนประกอบของสำนวน “อัตวิสัย/ภววิสัย” ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

 

 

คุณก่อศักดิ์ได้อธิบายไว้อย่างง่ายๆ ดังนี้ คำว่า “อัตวิสัย” มาจากภาษาอังกฤษคำว่า “Subjective” ถ้าแปลตรงตัว ก็จะแปลว่า “ประธาน” ซึ่งหมายถึงผู้กระทำ แปลความได้ว่าการกระทำที่ขึ้นอยู่กับตนเอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คำว่า “ภววิสัย” มาจากภาษาอังกฤษคำว่า “Objective” ถ้าแปลตรงตัว ก็จะแปลว่า “กรรม” ซึ่งหมายถึงผู้ถูกกระทำ แปลความได้ว่าการกระทำที่ขึ้นอยู่กับผู้ที่ถูกกระทำ

 

 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าถามว่าบ้านคุณอยู่ไกลจากปากซอยมั้ย คนที่ 1 ตอบว่า บ้านผมอยู่ไม่ไกลหรอก เดินยังไม่ทันเหนื่อยก็ถึงแล้ว หรือจะนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าไปก็ไม่นาน แล้วก็ไม่เหนื่อยด้วย คนที่ 2 ตอบว่า บ้านผมอยู่ห่างจากปากซอยประมาณ 500 เมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที จะเห็นว่าคนที่ 1 จะตอบโดยใช้ข้อมูลจากมุมมองความรู้สึกของตัวเอง ไม่ชัดเจน คนที่ 1 จึงเป็นคนลักษณะอัตวิสัย แต่คนที่ 2 จะใช้ข้อมูลที่เป็นสากล ชัดเจน วัดได้ คนนี้จะเป็นคนลักษณะภววิสัย

 

แน่นอนว่าในการดำเนินชีวิตเราจะต้องทำตัวให้เป็นคนลักษณะภววิสัย นึกถึงใจเขาใจเรา คิดวิเคราะห์ให้ละเอียดรอบคอบ ใช้สมองซ้ายขวาให้สมดุล โดยในเรื่องของข้อมูลที่จะสื่อออกมาต้องวิเคราะห์แยกแยะให้ละเอียดรอบคอบจับต้องได้ เป็นรูปธรรมด้วยสมองด้านซ้าย และใช้สมองด้านขวาในการคิดคำนึงถึงความรู้สึกของผู้รับสาร นึกถึงใจเขาใจเรา ก่อนจะสื่อสารออกไป

 

 

ก่อนที่จะตอบโต้สื่อสารออกไปเราต้องมีข้อมูลและเหตุเพียงพอ ซึ่งตอนที่เรารับสารเข้ามา เราต้องฟังให้ศัพท์แล้วจับค่อยจับไปกระเดียด ซึ่งผมคิดว่าเราควรฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อเก็บรายละเอียด ฟังโดยไม่ใช้อารมณ์ ฟังทุกอย่างที่เขาสื่อสารมา ไม่ใช่ฟังสิ่งที่ต้องการฟังหรือสิ่งที่ฟังแล้วถูกใจเท่านั้น ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นการฟังแบบ Deep Listening ตามหลักวิชาการที่เขาว่ามา หลังจากที่ฟังจนได้ข้อมูลเพียงพอแล้ว ให้นำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผล โดยใช้สมองทั้งด้านซ้ายและขวาอย่างสมดุล จากนั้นจึงสื่อสารออกไป ในการสื่อสารออกไปผมคิดว่าต้องสื่อสารออกไปอย่างเป็นกลาง ด้วยสติ ไม่มีอคติ ไม่ตัดสิน ซึ่งน่าจะตรงตามทฤษฎี I in You และถ้าสติมั่นคงมากขึ้น ก็จะทำให้การสื่อสารลึกซึ้งไปจนถึงจุด I in Mind หรือ I in Now เลยทีเดียว ซึ่งการสื่อสารจะเป็นไปอย่างไหลลืน กลมกลืน แนบเนียน อย่างอัตโนมัติ ผมยอมรับว่าการที่จะไปถึง I in Now นั้นค่อนข้างยาก และก็ยอมรับว่า ผมเองก็ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น สำหรับตัวผมเองผมคิดว่าการสื่อสารของสมาชิกใน www.Gotoknow.org และ www.Managerroom.com นี้น่าจะเป็นการสื่อสารในลักษณะภววิสัย เพราะเป็นการจุดประกายต่อยอดเชื่อมโยงความรู้ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และสื่อสารด้วยความเป็นกลาง ไม่อคติ ไม่ตัดสินครับ