ที่เล่ามายืดยาวนี้ เพียงเพื่อจะบอกว่า ผมเองไม่ได้มีพื้นฐานใด ๆ เลยที่จะพัฒนาตนเองในด้านการเขียนหนังสือได้ จบปริญญามาแล้วอย่าว่าจะเขียนบทความสักบทเลยครับ แค่เขียนบันทึกสั้น ๆ สักหน้ากระดาษนึงก็เป็นเรื่องสุดแสนจะสาหัส

   ผมเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างลำบาก แม้มิใช่คนชั้นล่างซะทีเดียว เพราะทั้งพ่อและแม่ทำงานเป็นลูกจ้างประจำของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง

   พ่อและแม่มิได้เรียนหนังสือมากนัก พ่อจบ ป.๔ แม่จบ ป.๒ ทั้งชีวิตการทำงานของพ่อและแม่ เป็นคนทำงานที่อยู่ระดับต่ำสุดของหน่วยงาน เห็นความสุขสบายของเจ้านายจึงอยากให้ลูกสุขสบาย วิธีการเดียวคือพยายามส่งลูกเรียนให้สูงที่สุด

   ทั้งพ่อและแม่สามารถเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ จึงส่งผมและน้อง ๆ เข้าเรียนในโรงเรียนที่ว่ากันว่าดีที่สุดของจังหวัด เป็นโรงเรียนเอกชน ลูกหลานคนมีเงินมักจะเรียนที่นี่ แม้มิต้องเสียค่าเทอม แต่การเรียนในโรงเรียนเอกชนก็มีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ในช่วงที่เรียนหนังสือพร้อมกันสามคนพี่น้อง ครอบครัวจึงเข้าขั้นขัดสน

   ผมต้องเลื่อนเวลาเข้าเรียนออกไป ๑ ปี เพื่อรอเข้าพร้อมน้องที่อายุห่างกันขวบเดียว ด้วยเหตุผลทางฐานะของครอบครัว ดินสอและยางลบจะถูกแบ่งกันคนละครึ่งกับน้อง กับข้าวมื้อหลางวันหากเป็นไข่ต้มก็จะผ่าแบ่งกันคนละซีก โชคดีหน่อยหากได้กระดูกหมูทอดไปเป็นกับข้าวไปเรียน ได้เงินไปโรงเรียนวันละบาทขณะที่เพื่อน ๆ ได้ไปไม่ต่ำกว่า ๕ บาท เสื้อผ้ามีเพียงสองชุด กลับจากโรงเรียนต้องรีบถอดแล้วซักทันที ไม่เคยมีของเล่นที่ซื้อหาจากตลาด ฯลฯ

   แม้ว่าพ่อแม่จะพยายามสนับสนุนให้ผมและน้อง ๆ ได้เล่าเรียนอย่างเต็มที่ แต่ก็มิได้สร้างปัจจัยเสริมที่จะทำให้ผมสามารถพัฒนาตนเองด้านการเรียนได้ เช่น การส่งเสริมให้รักการอ่านหนังสือ การสอนการบ้าน การสอนเพิ่มเติม การติดตามการเรียนรู้จากทางโรงเรียน ฯลฯ ผมจึงสอบได้ที่ไม่เกินที่ ๑๐ เมื่อนับจากท้ายของนักเรียนทั้งห้องราว ๔๐ คน ตั้งแต่ชั้น ป.เด็กเล็กจนกระทั่งถึง ม.๓ ระดับชั้นสูงสุดของโรงเรียน

   พ่อผมเคยบวชที่เดียวกันกับรองผู้อำนวยการโรงเรียนชายประจำจังหวัด เมื่อไปสมัครเข้าเรียนผมจึงถูกจับยัดเข้าไปอยู่ในชั้น ม.๔ สายวิทย์ – คณิต ปีนั้นผมติดศูนย์วิทยาศาสตร์ทุกตัว ทั้งเคมี ฟิสิกส์ ชีวะ ติดศูนย์คณิตศาสตร์ทั้งสองตัว รวมทั้งภาษาอังกฤษทั้งหลักและเสริม

   ผมย้ายเข้าไปเรียน ปวช.พาณิชยการสายบัญชีที่กรุงเทพฯ ในปีถัดมา อยู่กรุงเทพฯปีเดียว เพราะเกเรมากจนพ่อต้องเอาตัวกลับ เดิมจะให้กลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่มีที่เรียนจึงต้องระเห็ดมาเรียนต่อ ปวช.ปี ๒ ที่ จ.พิษณุโลก

   มาเรียนที่พิษณุโลก ก็ยังไม่ทิ้งลาย ตอนนั้นพอเล่นกีตาร์ได้บ้าง จึงสมัครเป็นนักดนตรีของโรงเรียน ได้สิทธิพิเศษทุก ๑๐ จาก ๑๐๐ คะแนนในทุกวิชาที่เรียน กระนั้นเมื่อจบ ปวช.ปี ๓ คะแนนที่ได้เพิ่ม ๑๐ คะแนนทุกรายวิชา เมื่อรวมกับคะแนนจริงที่ได้ เกรดเฉลี่ยยังไม่ถึง ๒.๐๐ ทำให้จบไม่ได้ ต้องลงเรียนรีเกรดตอนปิดเทอมจึงรอดออกมาได้

   ไปเรียนต่อ ปวส. อีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน แต่เรียนได้เทอมเดียวก็ออกมาอยู่บ้าน

   ชีวิตการเล่าเรียนผมเริ่มอีกครั้งเมื่อบวช ผมมีเหตุต้องบวชต่ออีก ๓ พรรษาเพื่อแก้บน พ้นพรรษาแรกไปแล้วผมไปอยู่จำพรรษาที่ จ.เชียงใหม่ และเริ่มต้นเรียนปริญญาตรีที่นั่น ผมสมัครเข้าเรียนในโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันราชภัฏเชียงใหม่กับกรมประชาสงเคราะห์ ที่ต้องการจัดการศึกษาให้กับพระธรรมจาริกที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ตามหมู่บ้านชาวเขาทั่วภาคเหนือของประเทศไทย เพื่อเพิ่มพูนคุณวุฒิและความรู้สมัยใหม่สำหรับการไปช่วยชาวบ้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ควบคู่ไปกับการเผยแพร่ธรรม

   ผมเข้าเรียนได้เพราะเป็นเด็กเส้น เนื่องจากพ่อรู้จักและเคยเป็นลูกน้องของหลวงพ่อรูปหนึ่งซึ่งเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรมประชาสงเคราะห์

   พระธรรมจาริกที่มาเข้าโครงการศึกษาต่อนี้ มีพื้นฐานความรู้พอ ๆ กับผม คือไม่ค่อยจะรู้อะไรมาก ทักษะการเรียนรู้ต่าง ๆ มีอย่างจำกัดจำเขี่ย ทั้งการคิด อ่าน เขียน ยกเว้น พูด

   เกี่ยวกับเรื่องการเขียน ผมได้พัฒนาทักษะนี้บ้างผ่านการเขียนโครงการ ซึ่งในการเรียนจะต้องมีการทำโครงการต่าง ๆ มากมาย แต่ก็อย่างว่า โครงการที่เขียนก็มักลอก ๆ เขามาอีกที ไม่ได้คิดเองเขียนเองสักเท่าไร

   ที่เล่ามายืดยาวนี้ เพียงเพื่อจะบอกว่า ผมเองไม่ได้มีพื้นฐานใด ๆ เลยที่จะพัฒนาตนเองในด้านการเขียนหนังสือได้ จบปริญญามาแล้วอย่าว่าจะเขียนบทความสักบทเลยครับ แค่เขียนบันทึกสั้น ๆ สักหน้ากระดาษนึงก็เป็นเรื่องสุดแสนจะสาหัส

   นอกจากนั้นแล้ว โดยพื้นฐานผมแม้จะมีดีกรีถึงปริญญา แต่ก็เป็นคนที่สติปัญญาค่อนข้างอับทึบ คิดอ่านการณ์ใดช้ามาก ๆ การรับรู้เรื่องราวความรู้ใด ๆ ในเรื่องเดียวกันต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนทั่วไปไม่น้อยทีเดียว ผมไม่อาจเข้าใจทันทีถึงเนื้อหาเหล่านั้น ในขณะฟังต้องจด จด จด และจด เพื่อที่จะนำมาทบทวนและทำความเข้าใจในภายหลัง และหากงานนั้นผมไม่ได้จดและไม่ได้มาทวนซ้ำ มั่นใจได้ว่าความรู้เหล่านั้นไม่ได้เข้าไปสู่รอยหยักในสมองเลย

   ดังนั้นจึงขอเป็นกำลังใจให้กับท่านที่จะเริ่มต้นฝึกฝนตนเองครับ

   “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” เป็นจริงเสมอครับ

 

บันทึกที่เกี่ยวข้อง

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๑) ที่มาและที่ไป

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๒) ขอเล่าเรื่องตัวเองสักหน่อย

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๓) การอ่านเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๔) ก้าวแรกและก้าวต่อของการฝึกเขียน

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๕) เวทีชื่นชมผลงาน

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๖) การพัฒนาแบบก้าวกระโดดใน G2K

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๗) การเขียนแนวทางแบบผม

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๘) ส่งท้ายบทเรียน