เปรียบเหมือนชาวประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำเล็กๆ เขาคิดอย่างนี้ว่า บรรดาสัตว์ใหญ่ๆในหนองนี้ทั้งหมด ถูกแหคลุมไว้ ติดอยู่ในแห เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ติดอยู่ในแหนี้ ถูกแหคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ฉันใด.

ในพระสูตรที่ชื่อว่า “พรหมชาลสูตร” นั้นว่าด้วยเรื่องของ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล และทิฏฐิ ๖๒ ดังที่ผมได้เขียนก่อนหน้านี้ อันว่า ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ก็อยู่ในทิฏฐิ ๖๒ นี้แล....

ต่อมาก็คือ “อปรันตกัปปิกทิฏฐิ” ๔๔ ในอปรันตกัปปิกทิฏฐิแบ่งออกดังนี้คือ

  • สัญญีทิฏฐิ ๑๖

  • อสัญญีทิฏฐิ ๘

  • เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ ๘

  • อุจเฉททิฏฐิ ๗

  • ทิฏฐธรรมนิพพาน ๕ รวมเป็น อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔ +ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ รวมทั้งหมดเรียกว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันเป็นดังข่าย(แห)ที่ติดอยู่ของคน(สมณหรือพราหมณ์)ทั้งหลาย...

ดังพุทธพจน์ว่า....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี.

มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ถูกทิฏฐิ ๖๒ อย่างเหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายคลุมไว้ อาศัยอยู่ในข่ายนี้แหละ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกขายคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้.

เปรียบเหมือนชาวประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำเล็กๆ เขาคิดอย่างนี้ว่า บรรดาสัตว์ใหญ่ๆในหนองนี้ทั้งหมด ถูกแหคลุมไว้ ติดอยู่ในแห เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ติดอยู่ในแหนี้ ถูกแหคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห ฉันใด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้น กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี ฯฯฯ

ถูกทิฏฐิ ๖๒ อย่างนี้แหละเป็นดุจข่ายคลุมไว้ อาศัยอยู่ในข่ายนี้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยูในข่ายนี้ ถูกข่ายคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้....

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตดำรงอยู่ ต่อเมื่อกายแตกสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต.....

พระอานนท์กราบทูลว่า น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีพระเจ้าข้า ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ เพราะฉะนั้นแหละ เธอจงทรงจำธรรมบรรยายนี้ว่า อรรถชาละก็ได้ ว่าธรรมชาละก็ได้ ว่าพรหมชาละก็ได้ ว่าทิฏฐิชาละก็ได้ ว่าพิชัยสงครามอย่างยอดเยี่ยมก็ได้....

   จากข้อความเบื้องต้นนั้นว่า “พระพุทธองค์มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่นี้” หมายถึงตัณหาความยึดถือทั้งหลายแม้ใน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล หรือ แม้ในทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นเหตุให้ติดอยู่ในข่ายแหคือ ตัณหา ทิฏฐิ พระองค์ละได้หมดแล้ว พ้นจากตาข่ายแห หลุดออกจากข่ายแหที่คลอบคลุมสัตว์ทั้งหลายไว้.

ข่ายแหอันทำสัตว์ทั้งหลายให้เวียนว่าย หลงคิดว่าตัวเองมีอิสระ ดีดดิ้นแหวกว่ายอยู่นั้นที่แท้ก็อยู่ในข่ายแหนั้นเอง..

อันนี้เป็นเรื่องน่าคิดท่านทั้งหลายว่าตัวเราแต่ละคนนั้นติดอยู่ในข่ายอะไรบ้าง เป็นสิ่งต้องพิจารณาด้วยตัวของตัวเอง เป็นความจริงว่าพวกเราทั้งหลายย่อมตั้งเวียนว่ายอยู่ในข่ายแหอันใดอันหนึ่งอย่างแน่นอนจึงไม่หลุดออกไปสักที จะมากน้อยต่างกันเท่านั้นเอง.

ถ้าท่านทั้งหลายได้อ่านพระสูตรนี้อย่างละเอียดจะรู้ว่าแม้ผู้ที่ได้สมาบัติ ๘ อันเป็นธรรมอันยิ่ง(อุตริมนุสธรรม)พระองค์ก็ยังบอกว่าติดอยู่ ติดอยู่ ละเอียดแลประณีตขนาดนี้นะครับการยึดติด พระองค์จึงเรียกพระสูตรนี้ว่า อรรถชาละบ้าง ธรรมชาละบ้าง พรหมชาละบ้าง ทิฏฐิชาละบ้าง อันสุดท้ายนี้จับใจจริงๆครับ เรียกว่า “พิชัยสงครามอย่างยอดเยี่ยม” ท่านทั้งหลายอยากเป็นนักรบที่เก่งกาจก็อย่าลืมอ่าน พิชัยสงครามเล่มนี้อันเป็นยิ่งกว่าพิชัยสงครามเล่มใดใด...

ตอนต่อไปผมจะยกเอาทิฏฐิในอปรันตทิฏฐิ ๔๔ มาให้ท่านทั้งหลายได้ยลพอเป็นสนิทัสสนะบ้าง กว่าจะจบพรหมชาละสูตรคงอีกหลายเที่ยว ท่านที่อดใจไม่ไหวก็เชิญหาอ่านได้ในพระไตรปิฎกครับ ขอบพระคุณผู้มาเยี่ยมทุกท่านที่มาให้กำลังใจ วันนี้วันพระหวังว่าท่านที่รักคงจักสำรวมระวังทำกุศลให้มากครับผม สวัสดีฯฯฯฯฯฯ