รู้ทุกข์ จึงเห็นธรรม




เราเกิดมาพร้อมกับกายหนึ่ง ใจหนึ่ง

 

ไปไหนก็หนีไม่พ้นกายนี้ ใจนี้

 

แต่ส่วนใหญ่เรามักจะหลงลืมกาย ลืมใจตัวเอง มัวแต่สนใจสิ่งรอบๆตัวตลอดเวลา

 

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์

 

ซึ่งทุกข์ย่อลงมาอีกก็คือ กายนี้ ใจนี้นั่นเอง

 

 

 

 


เราอาจมองว่าปัญหาต่างๆ ความลำบากคับข้องใจ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจในชีวิตเป็นทุกข์ก็ไม่ผิดแต่เพื่อจะพ้นทุกข์ได้จริงๆ เราต้องมาเรียนรู้ทุกขสัจจ์ ซึ่งก็คือ เรียนรู้กาย และ ใจของเรานั่นเอง เพราะกายกับใจเรานี่เอง คือ ตัวทุกข์ที่ไปไหนมาไหนกับเรา ถ้าเรารู้ทุกข์อย่างถูกต้องเมื่อศีล สมาธิ ปัญญาสะสมจนแก่รอบเมื่อนั้นมรรคผลก็จะเกิดขึ้นมา

 

การรู้ทุกข์ หรือ รู้กาย รู้ใจถ้ารู้อย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถเห็นได้ว่า กายไม่ใช่ตัวเรา ไม่ยึดถือกาย และ ไม่ยึดถือจิตได้ในที่สุด

 

สิ่งนี้เอง คือ หลักในการปฏิบัติธรรม

 

ถ้าเราคิดแต่ว่าจะปฏิบัติธรรมต้องนั่งหลับตาทำสมาธิ ถือศีล เดินจงกรม เข้าวัด ฟังธรรม ต้องแบ่งเวลาเป็นสัดส่วนมาทำ เช่นนี้คงยังห่างไกลจากมรรคผลนิพพานนัก

 

การปฏิบัติธรรมที่ดีควรทำได้ในชีวิตประจำวัน คือ การรู้กาย รู้ใจ ฝึกจนสติเกิดขึ้นเอง มีสติ ปัญญาที่เหนือการคิดเอา ส่วนการทำในรูปแบบทำสมาธิ ถือศีล เดินจงกรม เข้าวัด ฟังธรรมก็ควรทำเป็นเครื่องสนับสนุน

 

นี้คือ หลักปฏิบัติที่เราควรรู้เพื่อจะได้ไม่หลงเดินทางผิด และ อาจทำให้เนิ่นช้าโดยไม่จำเป็น ถ้าเราไม่รู้หลักก็จะติดอยู่กับเปลือก พุทธพิธี รูปแบบ ที่ไม่ใช่ใบไม้หนึ่งกำมือที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน แต่เราชอบเรียนใบไม้ในป่ามากมายที่ไม่ใช่หลักสำคัญ

 

การปฏิบัติไม่ได้ยากเกินไป ไม่ต้องลงทุนเยอะ ไม่ต้องหาเวลาว่าง เพราะเรามีกายกับใจในทุกเวลา ทุกสถานที่ขอแค่หมั่นเพียร ขยันรู้ด้วยจิตตั้งมั่น เป็นกลาง