หมอนอินซูที่รักโมเดล

วันนี้ขอแลกเปลี่ยนผลการพัฒนาคุณภาพงาน ของฝ่ายเภสัชกรรม

โดยภญ.นวลผจง วินัยชาติศักดิ์

บ่อยครั้งที่เราเห็นผู้ป่วยเบาหวานปฏิเสธไม่อยากฉีดยา ทั้งๆที่น้ำตาล>300 mg%มาหลายเดือน จากหลากหลายเหตุผลที่ผู้ป่วยอ้าง...น้องนวลได้เสนอแนวทางในการช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้ และมีนวตกรรม "โมเดลหมอนอินซูที่รัก" ที่ทำให้ผู้ป่วยและญาติได้ฝึกฉีดยา และผลงานเป็นที่น่าพอใจมาก (นำเสนอในงานมหกรรม CQI โรงพยาบาลสูงเนิน) คุณระพีคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมีประโยชน์กับทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ จึงขออนุญาตน้องนวลนำมาเผยแพร่ 

การเตรียมความพร้อมในการฉีดยาอินซูลินครั้งแรก

ของผู้ป่วยเบาหวานในรพ.สูงเนิน

เป้าหมาย  

  1. เพื่อลดอัตราการปฏิเสธการฉีดยาในผู้ป่วยที่แพทย์สั่งใช้ยาฉีดอินซูลินครั้งแรก

  2. เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับญาติและผู้ป่วยที่ได้รับยาฉีดอินซูลินรายใหม่ให้ได้รับการฝึก

ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ

ในปี 2551 มีผู้ป่วยเบาหวานมารับบริการที่ รพ. สูงเนิน จำนวน 1,530 ราย ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีตามเป้าหมาย 450 คน (29%) ผู้ป่วยบางรายมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นทั้งด้านไต ตา และหลอดเลือดสมอง มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่สมควรได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินแต่ปฏิเสธการรักษา โดยพบว่ามีผู้ป่วยที่ปฏิเสธการฉีดยาทั้งหมด 3 รายจาก 5 รายที่แพทย์สั่งใช้ภายในช่วงเวลา 2 เดือน (เม.ย.พ.ค.51) สาเหตุเพราะผู้ป่วยมีความกลัวต่อการฉีดยา กลัวเข็ม  กลัวเจ็บ ไม่สะดวกและมีความยุ่งยากในการที่ต้องฉีดยาทุกวัน นอกจากนี้ยังกลัวผลแทรกซ้อนจากการฉีดยาโดยเฉพาะ ภาวะช็อกจากน้ำตาลในเลือดต่ำ ในส่วนของทีมผู้ให้บริการพบปัญหามีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการสอนการฉีดยา  การอธิบายความสำคัญของการฉีดยาและผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการฉีดยาและแนวทางป้องกันแก้ไข  จึงทำให้การรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน ไม่ประสบความสำเร็จ

กิจกรรมการพัฒนา

1. ให้สุขศึกษารายกลุ่มที่คลินิกเรื่องยาที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน ทักษะในการฉีดยาอินซูลินให้กับผู้ป่วยเบาหวานและ/หรือญาติ ทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน (มิ.ย.- ก.ค.51)

2. ประดิษฐ์“โมเดลหมอนอินซูที่รัก” เพื่อใช้เป็นสื่อในการสอนและฝึกทักษะของผู้ป่วยเบาหวานและญาติ โดยทำเป็นโมเดลหมอนรูปหน้าท้อง

 

3. กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการฝึกทักษะและเตรียมความพร้อมดังนี้

- กลุ่มที่แพทย์วางแผนไว้ว่า  อาจจะได้ฉีด  insulin  ถ้าได้รับยารับประทานขนาดสูงสุดแล้วแต่ ยังควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี (FBS > 180 mg%)

- กลุ่มผู้ป่วยนอก  และผู้ป่วยใน ที่แพทย์สั่งใช้ยาฉีด insulin ครั้งแรก 

4. ดำเนินการ Empowerment ผู้ป่วยและญาติในการฉีดยาอินซูลินดังนี้

- อธิบายความสำคัญของการฉีดยา insulin

- สาธิตการฉีดยาแก่ผู้ป่วยรายใหม่และญาติโดยแนะนำการใช้ ปากกา Penfill การใช้โมเดลหมอนอินซูที่รัก จากนั้นให้ผู้ป่วยทดลองปฏิบัติจนผู้ป่วยมีความมั่นใจ และพร้อมที่จะฉีดยาได้ด้วยตนเองอย่างถูกต้อง

- แนะนำการเลือกตำแหน่งฉีดยาให้สอดคล้องกับการทำงานของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำจากการฉีดยาในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม โดยมีเอกสารแผนที่รูปภาพคนแสดงตำแหน่งที่เหมาะสมในการฉีดยาให้                 

- เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนหลังฉีดยา โดยแนะนำและแจกเอกสารอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เพื่อให้ผู้ป่วย ทราบวิธี สังเกตอาการหลังฉีดยารวมทั้งสามารถแก้ไขอาการน้ำตาลต่ำเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง

ผลการดำเนินงาน

-  แพทย์จะสั่งใช้ยาฉีดอินซูลิน 32  ราย, ยอมรับการฉีดยา 28 ราย

-  ใช้ยากิน max dose >6 ด. 10 ราย,  ไต 8 ราย

-  ผู้ป่วยนอก 21 ราย ญาติ 9 ราย(75%)

-  ผู้ป่วยใน 7 รายและญาติ 6 ราย (25%) 

-  ผู้ป่วยและญาติที่ฉีดยาได้ถูกต้องมี 12 ราย (42.86%)

-  ปฏิเสธการฉีดยา 4 ราย เพราะกลัวเข็มฉีดยา

- ทุกราย เลือกตำแหน่งที่จะฉีดยาได้อย่างเหมาะสม

- ไม่เป็นไต+ไม่มีการอักเสบของผิวหนัง

ปัญหาที่ยังพบมาก  คือถอนเข็มฉีดยาออกเร็วเกินไปทำให้มียาบางส่วนติดที่ปลายเข็ม และไม่เขย่าหลอดยาก่อนฉีด

 

ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนเล่าว่า

- ไม่เคยคิดเลยว่า..จะกล้าฉีดยาให้กับตัวเอง

- ตอนแรกกลัวมาก แต่เห็นความพยายามของคุณหมอ(เภสัชกร ผู้สอนฉีดยา)ก็คิดว่าลองดูหน่อยละกัน ถึงตอนนี้ฉีดมาเกือบหกเดือน รู้สึกมีความสุขดี

- รู้สึกภูมิใจมากที่ได้ฉีดยาให้แม่..

ต้องขอขอบคุณน้องนวล แทนทุกคน

ที่ช่วยให้เราได้เห็นรอยยิ้มของผู้ป่วยและญาติ

ทำให้รู้สึกว่าการดูแลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ มันดีอย่างนี้นี่เอง

มีความสุข อิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก