ทุกคนที่เกิดมาก็เริ่มตั้งต้นที่จุดสตาร์ทเส้นเดียวกัน แต่เส้นทางของชีวิตก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอน ๒๐,๐๐๐ วัน ออกวิ่งพร้อมๆกัน แต่เมื่อยิ่งวิ่งก็ยิ่งทิ้งห่างกันไป ถามว่าทุกคนที่ออกมาวิ่งมีอะไรที่แตกต่างกัน ทุกคนล้วนมี ๒ ขา ๒ แขน ก็ความแข็งแกร่งของใจและกายนั่นแหละที่ผิดแผกไปจากกัน แต่ความแข็งแกร่งอันเป็นตัวบ่งชี้ที่แตกต่างอย่างยิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่"ฝึกได้-สร้างได้" ด้วยเหตุเพราะมนุษย์ คือ ผู้ฝึกได้นั่นเอง


ความชาญฉลาด ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้  สมองของลูกมนุษย์ทุกคนพร้อมจะบรรจุข้อมูลทุกชนิดที่ได้มาจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ ถ้าเครื่องรับไม่บกพร่องไปเสียก่อน ความฉลาดจึงเป็นสิ่งที่ฝึกได้ สร้างให้เกิดขึ้นได้ ทั้งในแง่ขนาดของเครื่องรับ ซึ่งก็คือขนาดของส่วนต่างๆของสมอง ตลอดจนความละเอียด ความไวของข้อมูลที่บรรจุลงไป แต่เมื่อรับข้อมูลเข้าไปแล้วก็ย่อมมีการประมวลผล และตีความข้อมูล ที่ส่งผลให้ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลนั้นเกิดทักษะ พฤติกรรม ตลอดจนทัศนคติที่กลายเป็นคุณธรรม และจริยธรรมในระดับลึก ที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของคนๆนั้น


ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างดีหรือไม่นั้น ก็คือกายวิภาค และ สุขภาพของสมอง สมองของคนเราเป็นอวัยวะสำคัญที่ประกอบไปด้วยโครงสร้างที่สลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง เทคโนโลยีการถ่ายภาพการทำงานของสมอง และอื่นๆ เช่นการตรวจวัดปฏิกริยาไฟฟ้าเคมีที่เกิดขึ้น ในสมอง ทำให้นักวิจัยสามารถเชื่อมโยงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสมอง ขณะที่กำลังคนผู้นั้น กำลังทำกิจกรรมต่างๆได้


ในการนำเสนอรายงานการประชุมวิชาการเรื่อง Mozart Music & Intelligence ของ ดร.ฟรานซิส เราส์เชอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน วิทยาเขตโอชโกช ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เป็นเจ้าของงานวิจัยอันเลื่องชื่อ "Mozart Effect" และ ดร.ฌอน ฮินตัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำศูนย์วิจัยภาพถ่ายสมอง ภาควิชาประสาทวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งวิสคอนซิน เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ ได้ยืนยันข้อมูลในประเด็นค้นพบที่สำคัญ คือ


  • เมื่อสมองได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ สมองก็จะสร้างองค์ประกอบของเซลล์ขึ้นมาใหม่เช่นกัน และสิ่งนี้เป็นกิจกรรมเกิดขึ้นตลอดอายุของสมอง (นั่นหมายถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเรานี่เอง!)

     

  • พฤติกรรมของมนุษย์เป็นภาพสะท้อนของภาวะความสมบูรณ์สมอง หากสมองมีความสมบูรณ์การรับรู้และการแสดงออกก็จะสมบูรณ์ด้วย และหากมีความบกพร่องที่เกิดขึ้นกับสมองส่วนต่างๆคนผู้นั้นก็จะมีความบกพร่องในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานของสมองในส่วนนั้นๆด้วย เช่น ถ้าสมองส่วนควบคุมการพูดบกพร่อง คนๆนั้นก็จะพูดไม่ได้ เป็นต้น


  • โครงสร้างของสมองเปลี่ยนแปลงได้ด้วยประสบการณ์ที่เขาได้รับ เช่น

     

    • การเรียนดนตรีจะช่วยให้สมองส่วนที่ทำหน้าที่เป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ และความทรงจำ ซึ่งมีความไวต่อการตอบสนองต่อเสียงต่างๆ ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น

     

    • การเล่นดนตรีทำให้ตัวเชื่อมระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวา มีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปเพราะนักดนตรีต้องใช้การประสานกันของมือทั้งสอง ในกาลเทศะที่เหมาะสม ภายในเวลาอันรวดเร็ว ตัวเชื่อมระหว่างสมอง ๒ ซีก ต้องทำงานหนัก เพราะต้องทำการส่งผ่านข้อมูลไปมาอยู่ตลอดเวลา

     

    • การเล่นดนตรีตามโน้ต มีส่วนในการทำให้สมองส่วนซีรีเบลลั่มที่ทำหน้าที่ประสานงานควบคุม การเคลื่อนไหว การทรงตัว การรักษาสมดุลของร่างกาย และเป็นที่ที่บันทึกความทรงจำ ของการเรียนรู้ในแบบต่างๆ ที่จะกลายเป็นความจำอัตโนมัติ เช่น ความชำนาญในการจดจำคำ และเก็บความจำที่เป็นกระบวนการที่ทำให้รู้เทคนิคการเรียนรู้ขั้นตอน ต่างๆ โดยอัตโนมัติ เช่น วิธีการขับรถ วิธีการว่ายน้ำ และอื่นๆ มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ เพราะ กิจกรรมการเล่นดนตรีที่ต้องบรรเลงโน้ต ให้ครบตามที่ระบุเอาไว้ และต้องให้มีความไพเราะ มีเสียงที่ให้อารมณ์เหมาะสม กับเพลงภายในเวลาอันรวดเร็วนั้น เป็นเงื่อนไขที่ทำให้สมองส่วนซีรีเบลลั่มต้องทำงานมากขึ้นกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้นักดนตรีจึงมีขนาดของซีรีเบลลั่ม ที่ใหญ่กว่าคนทั่วไปประมาณ ๕ %

 

  • สมองของเด็กตอบรับการกระตุ้นด้วยดนตรีได้ดีกว่าสมองของผู้ใหญ่ และการกระตุ้นด้วยดนตรี ยังกินพื้นที่การกระตุ้นทำงานของสมองทั้งส่วนหน้า และส่วนหลังได้อย่างทั่วถึง ทำให้สมองได้ทำงานพร้อมกันในหลายๆส่วน ทำให้มีการเพิ่มจำนวนของใยประสาทขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งเด็กจะสร้างใยประสาทได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ และยิ่งถูกกระตุ้นใช้บ่อยๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ (หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง) ใยประสาทก็จะแข็งแรง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น  ข้อมูลก็จะเดินทางได้เร็ว ทำให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น