ชื่นชมในน้ำใจและความสามัคคีของชาวอำเภอปาย...ที่ขนเหล็กข้ามเขาสูงตั้งหลายลูก เพื่อลูกหลานจะได้มีสะพานสัญจรสะดวก

         ชายใดไม่เที่ยว  เทียวไป

         ทั่วแคว้นแดนไพร ยากจะประสบพบสุข

              บทประพันธ์นี้ มีอิทธิพลต่อผมมาก ชีวิตผมคือการเดินทางโดยแท้ แม้เมื่อเกษียณอายุราชการ ผมก็ยังตัดสินใจทำธุรกิจท่องเที่ยว โดยไปจดทะเบียนที่เชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว

              บริการนำเที่ยว "เทียนไฮเทค" มีผลงานชิ้นแรกคือ การนำเที่ยวแม่ฮ่องสอน ภายใต้นิยาม "ฝ่าทะเลหมอกสู่ทุ่งดอกบัวตอง"

        จุดแรกที่ไปถึงคือ "โป่งเดือด" บ่อน้ำพุร้อน ประเภทกีเซอร์ ซึ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จะมีน้ำพุพุ่งสูงขึ้นมาประมาณ 2 เมตร ทุก 30 วินาที มีความร้อนประมาณ 99 องศาเซลเซียส ใกล้บ่อใหญ่มีห้องอาบน้ำซึ่งนำน้ำร้อนจาก โป่งเดือดผ่านท่อเข้ามา โดยน้ำพุร้อน มีคุณสมบัติบำรุงรักษาผิวพรรณได้ดี

        สุภาพบุรุษหลายท่านลงไปแช่ในบ่อเปิด สุภาพสตรีเพียงอาบน้ำในห้องอาบน้ำแล้วมาแช่เท้าที่บ่อ

        เราไปถึงเจ็ดโมง เช้าเกินไป ก่อนเวลางานของโรงนวด เลยอด

        จากนั้นเราไปรับประทานอาหารเช้าที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง กว่าจะได้กินก็เกือบสิบโมง (แช่น้ำพุร้อนเพลินไปหน่อย..) หลังอาหารพวกเราตื่นตากับจุดชมวิวดอยกิ่วลม สวยงามมาก

 คณะฝ่าทะเลหมอกสู่ทุ่งดอกบัวตองส่วนหนึ่ง

 

ความเหมือนที่แตกต่าง

       จากห้วยน้ำดังเราขึ้นเขาลงเขาอีกหลายลูก ซึ่งล้วนแล้วแต่สูงชันสุดยอดทั้งนั้น จนลูกทัวร์ท่านหนึ่งเรียกว่า ยูเทรินต่างระดับ อือ..ฮื้อ..ช่างคิดได้

        ก่อนถึงปายเราพบกับสะพานประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่คู่ขนานกับสะพานคอนกรีตเส้นทางสู่ปาย

        สะพานแห่งนี้เดิมเป็นสะพานไม้ ญี่ปุ่นใช้ทหารเชลยศึกสร้างขึ้นเพื่อลำเลียงพลไปโจมตีพม่า เมื่อสงครามใกล้สงบ ญี่ปุ่นได้เผาสะพานทิ้ง (เสียดายจัง...)

        ต่อมาอีกหลายปีจังหวัดเชียงใหม่ได้รื้อสะพานนวรัตน์ ชาวอำเภอปายเห็นว่า ยังพอมีประโยชน์ได้ไปขอแล้วขนมาสร้างแทนสะพานไม้ที่ถูกเผา โดยสร้างแบบสะพานนวรัตน์ดังเดิม

       (ผมอ่านประวัติด้วยความชื่นชมในน้ำใจและความสามัคคีของชาวอำเภอปาย...ที่ขนเหล็กข้ามเขาสูงตั้งหลายลูก เพื่อลูกหลานจะได้มีสะพานสัญจรสะดวก ยอดเยี่ยมมากครับ..) 

       ขอต่อวันหน้านะครับ ง่วงแล้ว