ตามที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ได้ให้ความสนใจชุมชนต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย และตำบลต่าง ๆ ในจังหวัดน่าน ในเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยและปัญหาการถูกจับกุม จากความสนใจและศึกษาปัญหาได้นำเรื่องเข้าสู่การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน โดยคณะกรรมการฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อบจ.น่าน ต่อมา ได้สนับสนุนเครื่อง GIS และติดตาม ประสานงานความร่วมมือ ร่วมดูแล ศึกษาแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่านและตำบลอื่น ๆ
ที่ผ่านมา จ.น่าน ก่อนปี ๒๕๕๐ พื้นที่หลายตำบลในจังหวัดน่าน เคยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP และได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายที่ดินภาคประชาชน โดยการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( องค์การมหาชน ) หรือ พอช.ในช่วงปี ๒๕๕๐ - ๒๕๕๑ จากองค์ความรู้ที่ผ่านมา จังหวัดน่าน อบจ.น่าน ภาคีภาคประชาสังคม เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก UNDP & UNEP ตามโครงการ PEI เพื่อทำงานแก้ปัญหาความยากจนอันเกิดมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างรอการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ
ปลายเดือน ก.ย.๒๕๕๒ ได้มีการร้องขอจากเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อขอให้อบจ.น่านสนับสนุนและ อบจ.น่าน ได้ร่วมประสานไปยัง พอช. ต่างเห็นชอบร่วมกันในการดำเนินงานร่วมในนาม ศูนย์แผนที่สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ จังหวัดน่าน พวกเราได้พากันไปดูพื้นที่กันเมื่อวันที่ ๑๕ ต.ค.๒๕๕๒ เบื้องต้น อบจ.สนับสนุนอาคารสถานที่ ( อาคารกู้ภัยเดิม ) ได้มีการปรับปรุงทาสี ซ่อมแซม เปลี่ยนสายไฟฟ้า ติดตั้งพัดลม เครือข่ายฯ ได้จัดทำชั้นวางแผนที่ และอบจ.น่านประสานได้รับแผ่นที่ ๑ : ๔,๐๐๐ จาก พอช.มาเก็บรักษาเพื่อใช้ที่ศูนย์แห่งนี้ซึ่งจะมีการเปิดป้ายอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ ที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ระหว่างเวลา ๑๑ - ๑๒ น.
กำหนดการ
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2552
ณ ศูนย์แผนที่สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ จังหวัดน่าน
วันที่29 พฤศจิกายน 2552
08.00 09.00 น. สถานการณ์ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของจังหวัดน่าน
09.00-10.00น. ดูพื้นที่บ้านมั่นคงบ้านมหาโพธิ์เขตเทศบาลเมืองน่าน
10.00-11.00น. ดูพื้นที่บ้านมั่นคงบ้านสวนหอม
11.00-12.00น. เปิดป้ายศูนย์แผนที่สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ จังหวัดน่าน
12.00-13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.30น. เดินทางไปตำบลบัวใหญ่ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
15.00-16.00 น. ตัวแทนตำบลบัวใหญ่นำเสนอข้อมูลปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยจังหวัดน่าน
16.00 น. เดินทางไปที่พัก ณ อุทยานแห่งชาติขุนสถาน
มาเยี่ยมคนเมืองน่านครับ
ถือเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของคนเมืองน่านครับ
ข้อมูลเหตุการณ์วันเปิดและขับเคลื่อนจะมาบันทึกต่อให้รับทราบ
ขอขอบใจหนานเกียรติมาที่ติดตามให้กำลังใจ ให้ข้อคิดและสนับสนุนต่อเนื่องตลอดมาครับ
โครงการก่อตั้ง ศูนย์สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ จังหวัดน่าน
ความเป็นมา
จังหวัดน่านเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำน่าน ที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ถึง 45 % จากแม่น้ำ 4 สาย ที่ไหลลงมารของแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน และสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ขณะนี้พื้นที่ปลูกข้าวโพด ไม่ต่ำกว่า 7 แสนไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด ทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ทำกินเข้าสู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ การเปิดพื้นที่มากขึ้นทำให้มีการใช้สารเคมี โดยเฉพาะ ยา ฆ่าหญ้าในปริมาณมาก
จากข้อมูลดังกล่าวจังหวัดน่าน เป็นจังหวัดต้นน้ำทำให้มีการประกาศเขตอุทยาน 4 อุทยาน (อุทยานภูคา ,ศรีน่าน,แม่จริม,และขุนน่าน) และเตรียมประกาศ 3 อุทยาน(อุทยานแห่งชาตินันทบุรี,ถ้ำสะเกินและขุนสถาน) ทำให้มีหน่วยงานทั้งระดับประเทศและสหประชาชาติได้ให้ความสนใจ ในการแก้ไขปัญหา การบุกรุกพื้นที่ป่าและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้แก่ โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ,โครงการศึกษาและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำน่านของUN โดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านเป็นผู้ประสานงานหลักและโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ภาคประชาชน โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) องค์การมหาชน เป็นผู้สนับสนุน
และจากการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานที่เข้ามาดำเนินการได้พบว่าปัญหาหลัก คือ การขยายพื้นที่ทำกินเข้าสู่บริเวณป่าอนุรักษ์ ตามที่กล่าวมาจะเห็นว่าปัญหาที่ดินจะเป็นปัญหาที่สำคัญที่จะต้องหาทางจัดการเรื่องที่ดิน
ดังนั้นการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นการจัดระเบียบที่จะต้องให้หลายๆฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อเกิดการเรียนรู้ข้อมูลแต่ละส่วนมาเสมอกัน ภายใต้กระบวนการเดียวกันจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน โดยเน้นให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะโฉนดชุมชน เป็นผู้วางระเบียบร่วมกันภายใต้ความเหมาะสมกับชุมชน ทางเครือข่ายการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินภาคประชาชน จังหวัดน่าน จึงได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และสถาบันพัฒนาพื้นที่สูง โครงการขยายผลโครงการหลวง จังหวัดน่าน จึงได้เสนอโครงการฯ เพื่อเกิดแนวทางการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วมและเกิดการบันทึกความร่วมมือร่วมกันทำงานในการพัฒนาศักยภาพและความเข็มแข็งของชุมชน แก้ไขปัญหาด้านที่ดินต่อไป
วัตถุประสงค์
เป้าหมาย
ภาพขณะที่พี่น้องผองเพื่อนกำลังเตรียมสถานที่ก่อนวันจริง
วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 17:06:27 น. มติชนออนไลน์
ด่วน ! ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๓ มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้แล้ว
วันนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๓ ระเบียบ ดังกล่าว ระบุว่า โดยที่สมควรจัดให้ประชาชนที่รวมตัวกันเป็นชุมชนมีสิทธิได้รับหนังสืออนุญาตให้ใช้ ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามนโยบายโฉนดชุมชนของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยกำหนดให้ มีคณะกรรมการกลางทำ หน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐเจ้าของที่ดิน ชุมชน และประชาชน เพื่อดำเนินการขออนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตามระเบียบนี้กำหนด อันจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแล รักษา และใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๘) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๓”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในระเบียบนี้
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง กรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ
“ที่ดินของรัฐ” หมายความว่า ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทุกประเภท
“โฉนดชุมชน” หมายความว่า หนังสืออนุญาตให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการ การครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐเพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชน ซึ่งชุมชนมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยกฎหมายและระเบียบนี้
“ชุมชน” หมายความว่า กลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพื่อการจัดการด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมีการวางระบบบริหารจัดการและการแสดงเจตนาแทนกลุ่มได้ โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปีก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน
ข้อ ๔ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน” เรียกโดยย่อว่า “ปจช.” ประกอบด้วย
(๑) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
(๒) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ
(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ
(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนแปดคน ซึ่งประธาน ปจช. แต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้
(ก) ผู้แทนองค์กรชุมชนที่มีกิจกรรมและผลงานด้านการจัดการที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยตัวแทนของประชาชนในภูมิภาคและกลุ่มต่าง ๆ
ที่หลากหลาย และมีความสมดุล จำนวนห้าคน
(ข) ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร และมีวัตถุประสงค์ กิจกรรม และผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ด้านการจัดการที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวนสองคน
(ค) บุคคลภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์การทำงานที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านการจัดการที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการพัฒนาชุมชนหรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องที่จะเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานโฉนดชุมชน จำนวนหนึ่งคน ให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นกรรมการ
และเลขานุการ และให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจำนวนสองคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ข้อ ๕ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่ง เพื่อดำเนินการต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
ข้อ ๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะกรรมการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการที่มีอยู่เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ข้อ ๗ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอนโยบาย แผนงาน และงบประมาณในการดำ เนินงานโฉนดชุมชนต่อคณะรัฐมนตรี
(๒) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินงานโฉนดชุมชนตามระเบียบนี้
(๓) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนมีความพร้อมในการดำเนินงานโฉนดชุมชนรวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
(๔) ตรวจสอบและพิจารณาความเหมาะสมของชุมชนที่อาจได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐในการดำเนินงานโฉนดชุมชน ตลอดจนติดตามการดำเนินงานโฉนดชุมชน ในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้
(๕) ประสานงานและติดตามหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการตามนโยบายและแผนงานของงานโฉนดชุมชน
(๖) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานให้ปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
(๗) ดำเนินการหรือปฏิบัติงานอื่นใดที่เกี่ยวกับโฉนดชุมชนให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎคำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๘ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการโดยอนุโลม
ข้อ ๙ ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบงานธุรการ งานประชุมการศึกษาหาข้อมูล และกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการ รวมทั้งปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
ข้อ ๑๐ ให้จัดตั้งคณะกรรมการตามระเบียบนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ และในวาระเริ่มแรกให้ดำเนินการสำรวจพื้นที่เพื่อดำเนินงานโฉนดชุมชนในพื้นที่นำร่อง
จำนวนไม่น้อยกว่าสามสิบพื้นที่ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๑๑ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี