เมืองสุวรรณภูมิ

........ตำนานบ้านถ้ำคีรีวงศ์(ต่อค่ะ).............


ถ้ำคีรีวงศ์ หมู่ที่ 1 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ ถ้าดูตามแผนที่จะอยู่ตอนใต้ของภาคกลาง และอยู่ตอนเหนือของภาคใต้  พื้นที่ดังกล่าวนี้นักโบราณคดีที่ศึกษาเกี่ยวกับการก่อกำเนิด.."นครรัฐ"..ชายฝั่งภาคใต้ได้จัดให้อยู่ในกลุ่ม "แหล่งโบราณคดีเก่าแก่ชายฝั่งตะวันออก"..คือ ตั้งแต่ประจวบฯ ถึง นราธิวาส ซึ่งนักประวัติศาสตร์ไทยได้เริ่มหันมาสนใจพื้นที่นี้มากขึ้น  เนื่องจากมีเหตุหลายประการที่พอสันนิษฐานว่า แท้ที่จริงแล้ว .."เมืองสุวรรณภูมิ"..
หรือประเทศ.."กิมหลิน"..ตามที่กล่าวถึงในจดหมายเหตุของจีนนั้นตรงกับพื้นที่ตรงนี้นั่นเอง

เดิมสันนิษฐานว่า..สุวรรณภูมิ หรือ ประเทศกิมหลิน อาจอยู่ที่เมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี เพราะค้นพบศิลปวัตถุโบราณต่างๆมากมาย  จำพวกอุเทสิกะเจดีย์ และต่อมานักประวัติศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าศิลปโบราณวัตถุเหล่านั้นมีอายุเก่าแก่ไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 10  แต่อารยธรรมสุวรรณภูมิก่อกำเนิดมาก่อนนั้น ข้อสันนิษฐานดังกล่าวจึงยุติไป

นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่สันนิษฐานกันว่า.."สุวรรณภูมิ"..หรือประเทศกิมหลิน น่าจะตั้งอยู่ระหว่างตอนเหนือของสุราษฎร์ธานี ถึงประจวบฯ แม้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ทรัพยากรธรรมชาติที่กล่าวถึงในคัมภีร์และจดหมายเหตุจีน
จะพูดถึงการแสวงหาโภคทรัพย์ แล่นเรือไปกิมหลินที่มีพื้นที่อุดมไปด้วยแร่ทองคำเนื้อดี มีบ่อเงิน ประเทศนี้มีประชากรหนาแน่น ชาวเมืองชอบจับช้างใหญ่มาทั้งเป็น เมื่อช้างตายจะถอดเอาเขางามัน ซึ่งก็น่าจะสันนิษฐานว่า..แร่ทองคำเนื้อดี บ่อเงิน และการจับช้างใหญ่..คือบริเวณ อ.ทับสะแก ถึงชุมพร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแร่ทองคำเนื้อดีนี้ก็คือ.."ทองนพคุณ"..อยูที่ อ.บางสะพาน นั่นเอง  เพราะจาก ประจวบฯ ถึง นราธิวาส มีแร่ทองคำเพียง 2 แห่งเท่านั้นคือ บางสะพาน กับ ที่โต๊ะโม๊ะเท่านั้น แต่ที่บางสะพานจะมีความบริสุทธิ์กว่า  ส่วนการจับช้างใหญ่ คนเก่าแก่ที่เล่าสืบต่อกันมาว่าจะอยู่บริเวณป่าทึบเทือกเขาตะนาวศรี ตั้งแต่ กุยบุรี ถึงป่าเขาไชราช จ.ชุมพรเท่านั้น  และมีการจับช้างกันมาแต่โบราณ จึงพอสันนิษฐานว่า อ.บางสะพาน อ.ทับสะแก เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณ  ซึ่งนักโบราณได้พบร่องรอยที่ผนังถ้ำคูหาที่ 2 ด้านทิศตะวันตกของถ้ำคีรีวงศ์ มีลักษณะจำหลักให้เห็นเป็นเค้าโครงพระพุทธรูปลึกเข้าไปในผนังถ้ำมีลักษณะภาพนูนต่ำ ตามลักษณะคติการสร้างพระพุทธรูปในถ้ำที่มีมาแต่โบราณกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฒนธรรมทวาราวดี
 
ในสมัยครูเล็กยังเด็ก พ่อเคยเก็บพวกหินเพชรพลอยมาใส่ถังไว้เยอะแยะมากมาย  ในสมัยนั้นเราไม่เคยคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะมีค่ามากในปัจจุบัน แต่พ่อบอกว่า มันเป็นเพชรพลอยที่ยังไม่แกร่งพอ สีสันจะสวยงามระยิบระยับมาก สีออกขาวกับชมพู เป็นเหลี่ยมงดงาม แต่ตอนนั้นพวกเราเอามาเล่น และทิ้งไปหมดแล้ว ปัจจุบันเรานึกเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่า น่าจะเก็บไว้ดู  และพ่อยังเล่าอีกว่า ชาวบ้านจะไปร่อนทองกันตามร่องน้ำที่ไหลออกมาจากภูเขา ประเภทลำธารนั่นเอง โดยเอาตะแกรงร่อนจะได้เม็ดหิน ดิน ทรายเป็นเม็ดเล็กๆสีดำๆ แล้วใส่ถุงปุ๋ยกลับมาแยกอีกครั้ง แต่พ่อบอกว่า การที่จะได้ทองกลับมาถือเป็นโชควาสนาของแต่ละบุคคล อย่างบางทีเคยมีคนเก่าแก่เล่าว่า เดินทางขึ้นไปบนเขาเต่า หัวหิน แล้วพบเข้ากับก้อนทองคำสุกปลั่ง พอเอื้อมมือไปจะเก็บทองที่เราเห็นก็จะหายวับไป เหมือนภาพลวงตา เพราะเกิดจากความโลภอยากได้ เพราะฉะนั้นเพื่อนบ้านมาชวนพ่อก็จะไม่ไป

บางส่วนจากหนังสือ..ตำนานบ้านถ้ำคีรีวงศ์