อริยสัจจ์ ๔ เป็นชุดความคิดที่แสดงให้มนุษยชาติได้ตระหนักรู้และมองเห็นความจริงที่ประเสริจ เหตุผลที่เรียกว่าความจริงอันประเสริฐก็เพราะอริยสัจจ์ ๔ เป็นชุดความคิด และหลักปฏิบัติที่สามารถทำให้พระพุทธเจ้าสามารถออกจาก "กำดัก" หรือ "หลุมพราง" ของปัญหา หรือความทุกข์ที่พระองค์เคยเผชิญเมื่อครั้งดำรงตนเป็น "เจ้าชายสิทธัตถะ"

          ในฐานะที่เป็น "คน" พระองค์มองเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่่ว่าจะเป็นความทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ  แต่การสอนเรื่องความทุกข์ไม่ได้หมายความว่า พระองค์สอนให้เรามองโลกในแง่ร้าย หรือจมปลักอยู่กับความทุกข์  การสอนเรื่องทุกข์ ก็เพื่อที่จะย้ำเตือนให้มนุษย์มองเห็นพิษภัย เรียนรู้ และเข้าใจความทุกข์ และรีบถอนตัวออกจากความทุกข์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ มิฉะนั้นแล้ว เราก็จะถูกความทุกข์เกาะ กัด และกินเราทุกเวลา และนาที

           ฉะนั้น การที่จะเข้าใจ และพาตัวเองออกจากหล่มของความทุกข์ วิธีการที่ดีที่สุดก็คือ การมองและทำความเข้าใจความทุกข์ไปที่ "รากเหง้าของความทุกข์" ว่าเกิดจากอะไร หรืออยู่ที่ไหน คำตอบที่พระองค์พบ และสรุปจากบทเรียนที่พระองค์ได้รับก็คือ "ตัณหา" หรือ "ความอยาก" เพราะความอยากแท้ๆ ที่พาให้พระองค์พานพบแต่ความทุกข์ในขณะเป็นเจ้าชาย  ความหมกมุ่นในสิ่งสร้างความพึ่งพอใจ หรือพึ่งใจกับสิ่งเสพโดยขาดสติ  ความอยากมี หรืออยากได้ แล้วไม่สามารถที่จะมีหรือได้ตามที่ใจปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ไม่สมความอยาก และการต้องการที่จะพาตัวเองให้ผ่านพ้นไปจากสิ่งทีไม่พึงใจ หรือปรารถนา แต่ก็ไม่สามารถที่จะหลีกหนีบรรยากาศนั้นไปได้ จึงทุกข์และทรมานกับหล่มที่ตัวเองได้สร้างขึ้นมาขังตัวเอง หรือคนอื่นสร้างให้

            เมื่อพระองค์ได้เพียรพยายามถึงหกปี (ความจริงพยายามมาหลายชาติแล้ว) พระองค์จึงคนพบ "ทางออก" ที่พระองค์เฝ้าแสวงหา และทางออกนี่เองคือคำว่า "สุข" ที่ยั่งยืน ที่พาให้พบกับ "ความเป็นอิสระ" ทางใจที่ไม่ต้องตกเป็นทางของกิเลสตัณหา ที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งเสพ หรือเป็นความสุขที่ไร้เงื่อนไข หรือการปรุงแต่งใดๆ

            เครื่องมือสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงค้นพบทางออกนั่นก็คือ "มรรค" หรือ วิธีการออกจากกำดัก ๘ ประการ หรือจะเรียกวิธีการนี้ว่า "ทางสายกลาง" ซึ่งเป็นทางเดินที่นำให้พระองค์ทรงพบความจริงว่า ดีกว่า ประเสริฐกว่าหนทางแรกคือ "สุขนิยม" หรือ "กามสุขัลลิกานุโยค" ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นวัตถุนิยม หรือความสุขที่อาศัยสิ่งเสพ แต่ก็ไม่สามารถทำให้พระองค์พบความสุขที่แท้จริง จึงทำให้พระองค์ต้องหันไปศึกษาคำตอบอีกโจทย์หนึ่งนั่นคือ "ทุกข์นิยม" หรือ "อัตตกิลมถานุโยค" โดยพระองค์เข้าใจว่าสิ่งที่กักขังความทุกข์เอาไว้คือตัวร่างกายมนุษย์ ฉะนั้น การที่เราทรมานตัวเรา หรือร่างกายเรามากยิ่งขึ้น หนักขึ้น กิเลสที่ซ่อนตัวภายในจะทนอยู่ไม่ได้ และจะกระเด็น หรือมลายหายไปจากตัวเรา แต่ความจริง แม้พระองค์จะทรมานตัวเอง หรือบำเพ็ญทุกรกิริยามากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถเผากิเลสให้มอดไหม้ไปจากตัวเราได้

            ฉะนั้น คำว่า "ทางสายกลาง" ได้กลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่พระองค์ค้นพล และสอดคล้องกับการพาตัวเองให้หลุดพ้นจากหล่มของความทุกข์ได้ที่ดีสุด   อย่างไรก็ตาม หากไม่มี "สุขนิยม" หรือ "ทุกข์นิยม" ให้พระองค์ได้ศึกษาแล้ว พระองค์จะค้นพบ "ทางสายกลาง" ได้อย่างไร  หากไม่มีทุกข์ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญคือ "ความสุข" หากไม่มีสุข เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเผชิญคือความทุกข์ และหากไม่มีความสุข (เทียม) และความทุกข์ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า "ทางสายกลาง" มีค่ามากมายเพียงใด หรือความสุขที่แท้จริงมีคุณค่ามากมายเพียงใด