Great Quotes, What Quotes?

หลังจากได้ลองบันทึก quotes จากคนหลายๆคนที่เกิดมาบนโลกนี้ ทำอะไรหลายๆอย่าง มีผลกระทบต่อคนหลายๆคน ซึ่งตอนบันทึก ก็เกิดตามหลังการตามอ่าน หาอ่าน คิด ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง มีคนสะท้อนกลับ ตัวเองอ่าน แปล แล้วก็อ่านที่ได้แปลไป เกิดการหมุนเวียนของความหมายมากมายหลายตลบ แล้วก็หยดกลั่นออกมาเป็นบันทึกนี้อีกฉบับหนึ่ง

ถ้าใครชอบอ่าน จะพบว่าเราสามารถหาคำคม คำพังเพย สุภาษิต ในภาษาไหนๆก็ไม่ยาก มาคิดดูก็น่าสนใจ เพราะในบรรดาวรรณกรรมรูปแบบต่างๆ มีทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง แต่รูปแบบและผลกระทบจากกลุ่มสุภาษิตคำพังเพย มีผลที่ค่อนข้างจะ unique เป็นที่น่าสนใจว่าเพราะอะไร อะไรเป็นกลไก เป็น mechanism และเกิดอะไรขึ้น ตกลงมันเป็นเพราะ quotes หรือเพราะคนอ่านกันแน่ ที่ทำให้เกิดความรู้สึก ความคิด จินตนาการที่เกิดไป

แล้วพอดีก็ได้อ่านความสั้นของพี่กิจจา รพ.นครพิงค์ จาก website newheartnewlife จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้นั่งคิดเรื่องนี้ในตอนเช้าวันนี้

ในบทความพี่กิจจา พูดถึงเรื่อง "พิธีกรรม" ที่สังคมเรามีหลากหลายไปหมด เป็นมฤดกโลก ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงหล่อเลี้ยงจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก และผมได้สะท้อนไปดังนี้

พิธีกรรม

น่าสนใจมากครับ ผมคิดว่ากลไกส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในพิธีกรรมก็คือ ขั้นตอนการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ที่ชะลอการให้ความหมายอันตื้นเขิน ลงไปเชื่อมโยงกับมิติทางอารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์เก่า ประสบการณ์ปัจจุบัน อาจจะไปถึงมิติทางจิตวิญญาณ จมเสร็จแล้ววนย้อนขึ้นแบบตัว U ออกมาเป็นความสะทกสะท้อน และได้ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง

กระบวนการต่างๆที่ว่า ก็มีอุปสรรคที่จะขวางไม่ให้เกิดครบวงจรได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็น voice of judgment, cynicism หรือ fear กลายเป็น protocol ไป ไม่ได้เป็น ritual (ผมว่าสองคำนี้ต่างกันตรงการจะมี หรือไม่มี contemplation) เพราะ ritual หรือพิธีกรรม ต้องมีมิติของการภาวนาร่วมด้วย มิฉะนั้น จะ downgrade ลงไปเหลือแค่ protocol

อย่างเช่นการกราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง เราอาจจะเคยเห็นการกราบแบบลวกๆ เน้นท่า เข่า ศอก ฝ่ามือ อุณาโลม จรดพื้น เอ้าท่าสวย ใช้ได้ (พูดอย่างไม่อาย เพราะผมเคยประกวดมารยาทตอนอยู่ชั้น ม.ศ. 2 ก็เน้นแต่ protocol ไม่ได้คิดอะไรเช่นกัน) แต่พอมาคิดอีกที มันคงจะไม่ได้เป็นแค่นั้น ถ้าเราจะคิดว่าเป็น “พิธีกรรม” เพราะ เราไม่ได้มี contemplation เลย

แม้กระทั่งการใส่บาตร เราอาจจะมี contemplate ว่าขอให้ถูกลอตเตอรีรางวัลที่หนึ่ง (จากการใส่บาตรมูลค่า 20 บาท) การ contemplate แบบนี้ก็เป็นพิธีกรรม เพราะมีการ contemplate แต่เป็นพิธีกรรมของจิตมาร ไม่ใช่พิธีกรรมของจิตใหญ่ ทั้งสอง ritual มีผลต่อจิตวิญญาณคนทำเหมือนๆกัน คือ ได้เป็นมาร หรือเกิดจิตใหญ่

น่าสนใจจริงๆครับ ขอบพระคุณที่จุดประกาย

ในเรื่อง quotes อาจจะไม่เหมือนกับ ritual เสียทีเดียว แต่กลไกที่สำคัญผมมีสมมติฐานว่าใกล้่เคียงกัน คือ "การฉุดให้สะดุดคิด" ซึ่งในระหว่างการเกิดกระบวนการที่ว่า มันจะมีเรื่องของการรับรู้ ห้อยแขวน ฉุกคิด ประเดประดังมาไล่ๆกัน พวกที่เราคล้อยตามทันทียังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่โดยเฉพาะพวกที่ทำให้เราอ่านแล้ว เกิดความฉงนฉงาย มีมุมมองใหม่ และนำมาสะทกสะท้อนต่อ เราคิดเกิดอาการติดใจใน quotes นั้นๆมากยิ่งขึ้น จนอาจจะนำไปสู่ระดับการเปลี่ยนแปลง

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต (ต้องขอบคุณ comment ของคุณ Christopher ต่อบทความนี้ ที่ให้ผมคิดต่อ) นั่นคือ quotes เหล่านี้ ใน frame ของความงาม ความดี ความจริง สำหรับผมแล้วคิดว่าค่อนไปทาง "ความจริง" มากกว่าเรื่องอื่นๆ คือ กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ของผู้พูด (คนแรก) ซึ่งจะต่างจากเวลาที่มีคนอ้างอิงต่อ ที่ค่อนไปทาง "ความดี" (คือคิดว่าดี จึงขออ้างมาพูดบ้าง) ดังนั้น quotes ที่ออกมาจาก original speakers จะมีพลังงานแบบหนึ่ง แต่ที่ออกมาจากการอ้างอิงต่อๆจะมีพลังงานอีกแบบหนึ่ง บริบทต่างกัน

เวลาอ่าน ถ้าเราเอาบริบทของผู้พูดคนแรกมาใคร่ครวญ ไตร่ตรองด้วย จะเกิดความรู้สึกอีกแบบ ดังนั้น เวลาอ่าน quotes ถ้าจะให้ดี เราอ่านชีวประวัติคนพูดคนแรกด้วย เรื่องราวของท่านเนลสัน แมนเดลลา หรือมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จะมีอรรถรสที่ต่างไปเยอะระหว่างการเข้าใจในสิ่งที่ท่านทั้งสองเจอะเจอในชีวิตจริง คือ เราจะเพิ่มมิติของ "อารมณ์ ความรู้สึก" อีกส่วนหนึ่งเข้ามา เราได้ยิน ""We must learn to live together as brothers or perish together as fools." ของ Martin Luther King เราต้องจินตนาการถึงการมีชีวิตอยู่ในสมัยที่คนผิวดำจะขึ้นรถโดยสารต้องไปนั่งอีกที่หนึ่ง มีการเหยียดผิว มีการดูถูกข้ามชนชั้นซึ่งกันและกัน และพูดประโยคดังกล่าวออกมาอีกครั้ง เราจึงจะได้สิ่งที่คนพูดคนแรกอยากจะสื่อจริงๆ เพราะมันมี energy ของ the source มาผสมผสานด้วย

หลังจากที่เราอ่าน quotes เหล่านี้ เราจะเกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน และปัจเจกบุคคลก็จะค่อยๆสอดใส่ความดี ความงามลงไป จาก facts (หรือ information) ที่รับมา ดังนั้น quotes จะไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องความดีเสมอไป แต่เป็นอะไรที่ฉุุดกระตุกคิด และเกิดประโยชน์จากการฉุดกระตุกคิดให้ฉุกคิดนี่เอง

เราอาจจะอ่าน quotes ได้ทั้งของฮิตเลอร์ พอลพต หรือ villains มากมายและ "ได้อะไรบางอย่าง" ซึ่งไม่ได้เป็นสุภาษิต แต่ quotes เหล่านี้มีพลังในการที่ทำให้เราจมลึกใคร่ครวญลงไปในจิตวิญญาณของเราเอง ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเหตุผลนี้เอง การที่เราจะตั้งตาตั้งตาสะสม quotes ไปสักกี่สมุดไทยก็ตาม ยังไม่ได้ก่อให้เกิดอะไร (อาจจะเป็นฟาร์มปลวกนั่นก็อย่างหนึ่ง) แต่ quotes จะสนุกสนานและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากหลุดออกมาจากปากของ originator ก็ต่อเมื่อเราเกิดโยนิโสมนสิการ (การคิดใคร่ครวญอย่างแยบคาย) เท่านั้น