6. เปิดกล้องซะที
และแล้วก็ถึงวันที่ทุกคนรอคอย 24 สิงหาคม 2545คือวันเปิดกล้องของภาพยนตร์เรื่องLast Life in the Universe เวลานัดหมายของทุกคนคือ06.30 ที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งในย่านซอยนานา
ทุกคนในกองถ่ายเดินสวนไปมาหนาตา ต่างรีบรุดประกอบหน้าที่ของตนอย่างขมีขมัน นั่น น้าอ๋อยกำลังสาละวนทำอาหารมื้อพิเศษเพื่อเลี้ยงคนกว่า 50 ชีวิต มื้อพิเศษนั้นก็แค่ก๋วยเตี๋ยวไก่หน้าตาธรรมดา แต่เมื่อตักน้ำซุปช้อนแรกเข้าปากฉันก็รู้ว่าน้าอ๋อยทุ่มสุดฝีมือ โน่น รถปั่นไฟสิบล้อของบริษัทวีเอส รถปั่นไฟนี่ถือเสมือนสัญญลักษณ์ของกองถ่าย ด้วยความที่คันใหญ่โตเห็นเด่น ใครพลัดหลงก็เอารถปั่นไฟนี่แหละเป็นประภาคารนำร่องสู่กองถ่ายได้โดยสะดวก รถปั่นไฟชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าปั่นไฟ มีสายห้อยระโยงระยางออกมาจากตัวรถมากมายชวนฉงน ฉันแบกกล่องใส่ฟิล์มหนักเกือบสิบกิโลเดินตามสายไฟที่ทอดยาวเยื้อยเข้าสู่ตัวอาคารก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสิ่งที่เคยได้ฟังมา
ตอนนั้นฉันอยู่ในช่วงถ่ายทำละครโทรทัศน์เรื่อง“บัลลังก์เมฆ” ได้เคยคุยกับพี่ๆดาราขวัญใจ ตอนเด็กๆเราเห็นเขาได้ก็แค่ในจอเท่านั้น พี่บัว-ธัญญรัตน์ โลหนันทน์ พี่แอ๋ว-โขมพัสตร์ อรรถยา ป้าติ่ง-พิมพ์พรรณ บูรณะพิมพ์ คุณเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน และพี่ๆอีกหลายท่านที่ทนรำคาญเด็กกองถ่ายคนหนึ่งไม่ไหว ผู้ชอบเซ้าซี้พี่ๆผู้มีพระคุณช่วยเล่าเรื่องราวแต่หนหลังว่าเค้าถ่ายหนังกันยังไง แล้วก็นั่งฟังหูห้อยอย่างอัศจรรย์ใจไม่เสื่อมคลาย
พี่บัวเล่าถึงการเดินทางในสมัยก่อนว่า "ช่วงที่พี่เล่นอยู่ หนังบู๊กำลังเฟื่องมาก โน่น ไปถ่ายทีก็สระบุรี เดินทางไม่สะดวกเหมือนเดี๋ยวนี้ พี่มีรถขับก็จริงแต่ต้องเผื่อเวลาออกจากบ้านห้าหกชั่วโมง ถนนแสนจะขรุขระ ขับๆไปก็ต้องหูไวตาไวมองหารีเฟล็กซ์ คนกองถ่ายเค้าจะเอามาตั้งไว้เป็นจุดสังเกต มันสะท้อนแสงวาบๆเห็นแต่ไกล แผนท่งแผนที่ไม่มีหรอก อาศัยดูรีเฟล็กซ์นี่แหละหาเลี้ยงตัวมา"
พี่แอ๋วเล่าถึงรถปั่นไฟ "สมัยก่อนรถปั่นไฟไม่ใหญ่โตเหมือนเดี๋ยวนี้หรอก หนังเรื่องนึงที่พี่เล่นเจ้าของเค้าเร่งปิดกล้อง ก็ถ่ายกันข้ามวันข้ามคืน ถ่ายมากๆเข้ารถปั่นไฟระเบิด หัวเหอแหกไปตามๆกัน เรายังสาวๆก็สนุกไปตามเรื่อง แต่ถ้าเป็นตอนนี้ เราคงใจหายเหมือนกันว่าถ้าเราเป็นอะไรไป ลูกจะอยู่กับใคร"
ป้าติ่งก็ย้อนประสบการณ์การทำงานให้ฟังว่า "หนูทำหน้าที่ติดต่อประสานงานใช่มั้ย? สมัยนี้เค้าเรียกผู้จัดการกองถ่าย แต่สมัยก่อนเค้าเรียกธุรกิจกอง ป้าเคยเป็นธุรกิจมาก่อนเหมือนหนู หนูจะติดต่อใครก็ยกโทรศัพท์มือถือ ถึงไหนแล้วจ๊ะ ถึงไหนแล้ว ดาราก็ตอบกันไป ใกล้ถึงแล้ว อยู่ปากซอยนี่เอง บางคนก็ติดอยู่บนทางด่วนยันเต สมัยป้าไม่มีหรอกโทรศัพท์มือถือ แค่ชั้นโทรศัพท์บ้านยังลำบาก ต้องใช้โทรเลข รึไม่ก็ถือหนังสือไปส่งถึงบ้านกันเลยทีเดียว"
กองถ่ายประกอบด้วยผู้คนร้อยพ่อพันแม่ การจะเชื่อมความต้องการของทุกคนให้มาเจอกันได้เป็นเรื่องยากพอตัว ผู้กำกับจะลั่นกล้องอยู่แล้ว ดารายังมาไม่ถึง ผู้กำกับก็มาจี้เอากับเรา เราก็ต้องยกหูโทรศัพท์ราวชักยนต์ เอาโทรศัพท์มือถือมาวางเรียงกันจะรู้ทันทีว่าอันไหนของผู้จัดการกองถ่าย เพราะปุ่มเปิ่มจะเลือนเหมือนก้นเด็ก ไร้ไฝฝ้าราคี ฉันเคยนึกเหนื่อยที่โดนไล่เบี้ยเอาวันละหลายๆทาง หลายๆครั้ง คุณเล็ก-ภัทราวดีเหมือนเป็นผู้สะกิดบางอย่างในตัวให้สู้ต่อ "ผู้จัดการกองถ่ายเหมือนกระโถน ถ้าเราทำใจได้อย่างนี้ตั้งแต่แรกก็จะดีเลยเชียว ใครจะให้ทำอะไร บอกมา ทำให้ ใครจะว่าอะไร ว่ามา เรารับฟัง ทำให้เราทำงานได้อย่างสนุกโดยไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตา"
สายไฟทิ้งตัวจากชั้น5สู่เบื้องล่าง ฉันแหงนมองตามก็อดถอนใจไม่ได้ คงต้องลากสังขารขึ้นแดนฉิมพลีนู้นเลยทีเดียว โง่ทำไม ลิฟต์มีก็ใช้ซี่ ไม่ได้หรอก พี่ๆช่างไฟเขากำลังใช้อยู่ ของแต่ละอย่างที่พวกเขาแบกหนักกว่าของฉันหลายเท่านัก ขาตั้งโคมไฟเป็นท่อนเหล็กทั้งดุ้น หนักโขอยู่ โคมไฟซึ่งใหญ่ขนาดแม่กะละมังซักผ้า ก็ต้องดูแลหยิบฉวยอย่างถนอม บี้บิ่นเพียงเสี้ยวนั่นหมายถึงเงินล้านที่ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นกล่องฟิล์มของฉันไม่ครณามือเท่าไหร่หรอก พูดถึงฟิล์มแล้วรู้สึกได้เลยถึงความอุ่น เพิ่งมาถึงหมาดๆเมื่อตะกี๊ หากแต่เป็นความอุ่นเฉพาะตัวที่อยู่ในอาการใจเต้นตึกตักมาเกือบสัปดาห์แล้วว่าของสำคัญที่จะใช้ในการถ่ายภาพยนตร์จะมาทันเวลาไหม ไม่ใช่ทุกคนเตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพ แล้วไม่มีฟิล์ม ฉันคงโดนเหยียบจมดินคนเดียวแน่ๆ ทั้งหมดทั้งมวลเพราะพี่คริสโตเฟอร์ ดอยล์ประชุมกับเรา และแถลงว่า เขายังไม่เคยถ่ายหนังในเมืองไทยเลย เขาไม่แน่ใจว่าอุณหภูมิรวมถึงความเข้มของแสงในบ้านเราจะเหมาะสมกับฟิล์มยี่ห้อไหน นัมเบอร์อะไร เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำกันจริงๆจึงจำเป็นต้องเทสต์ฟิล์ม
ขบวนการก็คือ เอาฟิล์มแต่ละยี่ห้อแต่ละนัมเบอร์มาวางเรียงกัน แล้วใช้ถ่ายภาพอย่างเดียวกันทุกอันไป ผสมเทคนิคอีกนิดหน่อย คือฟิล์มแต่ละนัมเบอร์นั้นยังต้องซอยย่อยเพื่อลองใช้ความไวแสงที่ต่างกัน เมื่อถ่ายเสร็จ พี่ดอยล์ก็เอาฟิล์มมาล้างด้วยขบวนการพิเศษอีกต่างหาก คือแบบฟอกกับแบบไม่ฟอก ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ พี่เขาจะเขียนbleachหรือnon-bleachกำกับไปทุกกระป๋อง ขอโทษจริงๆที่พอมาถึงตรงนี้แล้วฉันไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างกว่านี้ได้ ต้องให้เจ้าของวิชาชีพมาว่าให้ฟังเอง ฉันรู้อย่างเดียวว่าพี่ดอยล์เขาเจ๋งเอาการอยู่ ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องThree-อารมณ์ อาถรรพ์ อาฆาต ก็คงจำได้ถึงหนังในส่วนของประเทศฮ่องกง ที่ดูหม่นเศร้าหนาวเยือกจับหัวใจยังไงบอกไม่ถูก โทนสีเขียวๆเจือเหลืองของหนังเรื่องนั้นมีผลต่ออารมณ์เป็นที่สุด ไม่ใช่อื่นไกล พี่ดอยล์คนนี้แหละทำ
เมื่อเอาชิ้นฟิล์มที่ใช้ทดสอบมาฉายดูเป็นอันๆไป เราจะเห็นทันทีว่าอันไหนโดดเด่น ดุจเดียวกับภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนกโดดเด่นขึ้นมาฉับพลันเมื่อให้คำสัมภาษณ์บนเวทีประกวดมิสยูนิเวอร์ส ชิ้นงานที่เหล่าทุกคนในทีมรวมทั้งพี่ดอยล์เห็นพ้องตรงกันคือชิ้นที่ให้สีแก้มและสีปากของพระเอกนางเอกบ่มเลือดฝาดน่าสัมผัส ผลดีอีกอย่างนึงของการเทสต์ฟิล์มก็คือเราสามารถเห็นโทนสีโดยรวมว่าซึมเศร้าเหงาหงอย หรือระรื่นชื่นบานเหมาะควรกับภาพยนตร์เรื่องนั้นมากน้อยเพียงใด? คริสโตเฟอร์ ดอยล์บอกว่าเขาจะทำอย่างนี้ทุกครั้งกับภาพยนตร์ทุกเรื่องที่รับถ่ายภาพให้ พี่ต้อม-เป็นเอกถึงกับแซวตัวเอง "เพิ่งทำหนังเป็นจริงๆจังๆก็คราวนี้แหละ"
ดังที่ได้เล่าให้ฟังก่อนนี้ ฉันเตรียมพูดคุยกับโกดักแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี ปรากฏว่าฟิล์มที่ได้รับการลงมติกลับเป็นฟูจิ เรื่องก็เกิดน่ะซี
มิใช่ฟิล์มโกดักด้อยคุณภาพแต่ประการใด หากแต่Last Life in the Universeต้องการสีพิศดารที่ฟิล์มฟูจิให้ได้ เราจึงเลือกฟูจิ ได้ผลสรุปออกมา ฉันก็รีบติดต่อฟูจิแห่งประเทศไทยโดยไว การณ์กลับตาลปัตรอีกครั้งเมื่อน้องแจ๊ดและน้องเก่งที่น่ารักแห่งฟูจิประเทศไทยแจ้งว่า ฟิล์มฟูจินัมเบอร์ที่เราอยากได้ไม่มีใครสั่งในประเทศไทย พูดให้ง่ายคือในเมืองไทยไม่มีใครเขาใช้กัน ยุ่งล่ะซี ฉันเลยต้องรีบขวนขวายสั่งจากเมืองนอก ควานทั้งฮ่องกงและญี่ปุ่น กว่าจะอีเมล์กันรู้เรื่อง กว่าจะนำส่งฟิล์มผ่านทางอากาศยาน กว่าจะเอาฟิล์มออกจากด่านได้ ฟิล์มฟูจินัมเบอร์นั้นก็มาถึงในเช้าวันเปิดกล้องพอดิบพอดี เฮ้อ คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองฉันจริงๆ
งานในกองถ่ายช่างเป็นงานการแก้ปัญหา บวกโชคชะตา และความเฮงจริงๆ
ฉันแบกฟิล์มขึ้นมาถึงชั้น5 ตายังไม่ละจากสายไฟเส้นดำใหญ่นั้น มันเลื้อยแทรกตัวเข้าไปในบานประตูที่งับหลวมๆ พอเปิดประตูเข้าไปก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดเพราะหลังประตูบานนั้นมีผู้คนมากมายกว่าข้างล่างเสียอีก พื้นที่อันน้อยนิดทำให้ทุกคนดูเหมือนมดงานที่ง่วนประกอบกิจขวักไขว่ในรัง พี่ๆแผนกไฟกำลังติดตั้งอุปกรณ์ไฟ พี่ๆแผนกเสียงกำลังตรวจเช็คไมโครโฟน น้องๆแผนกกล้องก็เอาเครื่องมือเกี่ยวกับการถ่ายทุกชนิดออกมาวางเรียงเป็นตับ หนำซ้ำบรรยากาศรอบๆที่จำลองเป็นอพาร์ทเม้นท์ของพระเอกชาวญี่ปุ่น ก็มีสีเทา ดูซึมเซาและเนี๊ยบไปพร้อมๆกันอย่างที่พี่ต้อมและพี่ตั้ม-ผู้ออกแบบงานสร้างว่าไว้ไม่มีผิด
เมื่อเปิดกองถ่ายขึ้นมา ชีวิตของทุกคนต้องขึ้นอยู่กับชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งทำหน้าที่เสมือนเสนาธิการกองทัพ เขาคือเชิดพงษ์ หรือที่เราเรียกพี่เชิดติดปาก พี่เชิดจะออกเอกสารชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าcall sheet มันคือแผนที่ใช้ถ่ายทำแต่ละวัน ในนั้นจะระบุเวลาที่ทุกคนต้องถึงกองถ่าย วันนี้เปิดกล้องพี่เชิดจึงนัดหมายเช้าตรู่กว่าปกติคือ06.30 ในcall sheetยังกะระยะเวลาที่ต้องเตรียมตัวเพื่อถ่าย เวลาที่เริ่มลั่นกล้อง และเวลาเสร็จสิ้น ชีวิตของทุกคนช่วงถ่ายทำจึงต้องขึ้นอยู่กับcall sheetของพี่เชิดผู้นี้นี่เอง
(คิดว่ายังไม่น่าจบหรอกนะ แต่เขียนได้แค่นี้ เพราะพี่อ้อมจากไปแล้ว ...ด้วยมะเร็ง)