4. ประคบประหงมชายน้อย

 

 

ปีบสูงใหญ่ยืนต้นนานนับสิบปี  พรมดอกรูปแตรเรียวแหลมของตัวเองเกลื่อนขาวนวลรอบโคนและเผื่อแผ่มาถึงนอกชาลาออฟฟิศฉัน  ปีบต้นเดียวกันนี้แม่มณีหรือ'มณีจันทร์'แห่ง'ทวิภพ'คงได้ประจงตากแห้งแถมปรนปรุงด้วยชะเอมและน้ำผึ้งเอาไว้มวนยาสูบให้เจ้าคุณอัครเทพวรากรผู้เป็นที่รัก  ดอกปีบช่างยาวรับกับทรงมวนบุหรี่  ธรรมชาติช่างสร้างหรือคนไทยช่างสรรค์?  ฉันคิดซ้ายคิดขวาแต่แล้วก็บอกตัวเองรีบหยุดคิด  ควรคิดงบประมาณหนังให้เสร็จก่อนไถลไปเรื่องอื่น  รับปากกับพี่อ้อมว่าคงได้รับร่างแรกไปพิจารณาในเร็ววัน  ระงับใจได้แล้วก็หันหน้าเข้าเครื่องคิดเลขและหน้ากระดาษบรรจุข้อมูลเต็มพรืด  จิ้มสองสามทีก็แสน  จิ้มอีกทีเป็นล้าน

30 ห้อง x 600 บาท x 22 วัน = 396,000 บาท

ตัวอย่างเบาะๆที่ยกมา  เป็นการประเมินค่าที่พักเมื่อกองจะย้ายไปถ่ายทำยัง ต.อ่างศิลา อ.บางแสน  โลเคชั่นหลักของเรื่องคือบ้านนางเอกอยู่ที่นั่น  ฉันมีผู้คนทำงานในกองถ่ายประมาณ 60 ชีวิต  จับคู่นอน 2 คนต่อ 1 ห้อง  ในเวลา 22 วันของการถ่ายทำ  เป็นดังการคำนวณข้างต้น

เราเองแต่ผู้เดียว  จะก้าวขาออกจากบ้านมีแค่ 20 บาทคงเยี่ยมเพื่อนได้ทั่วพระนคร  (ถ้าขึ้นรถเมล์นะ!)  แต่การจะยกกองถ่ายทำแต่ละครั้ง  ยังต้องใคร่ครวญถึงค่านู่นค่านี่อีกจิปาถะ  ค่าพาหนะในการขนส่ง  ค่าน้ำมัน  ค่าที่อยู่ที่กิน  แม้กระทั่งเรื่องส้วม

บ้านที่ใช้ถ่ายทำอยู่ตำบลดังกล่าว  เราจึงเรียกติดปากว่าบ้านอ่างศิลา  บ้านอ่างศิลาเจ้าของพำนักที่กรุงเทพทิ้งให้บ้านเปลี่ยวร้างอยู่ที่นั่น  แต่ยังสวยสมบูรณ์คงสไตล์ปี50อย่างครบถ้วน  คุณลองคิดดู  ผู้คนมากกว่า 50 ชีวิตขึ้นไปต้องเคี่ยวกรำงานตลอด 22 วันเต็ม  เรื่องกินโอเคอยู่แล้ว  ไม่ต้องห่วง  กองถ่ายฉันมีอาหารอิ่มหมีพีมัน  แต่ที่สุขาล่ะ  คนห้าสิบกว่าชีวิตกับบ้านร้าง  จะทำยังไง?   

รถสุขาเคลื่อนที่  เป็นของบริษัทวีเอส  สั่งตรงมาจากกรุงเทพ  ฉันบรรลุคำตอบพร้อมความโล่งอก  แต่ในขณะที่นิ้วไต่เดี๊ยะไปตามเอกสารเสนอราคา  ก็สะดุ้งโหยงขึ้นมาใหม่

รถสุขาค่าบริการวันละ 5,000 บาท  ค่าคนขับ  ค่าน้ำมันเพื่อเติมให้รถวิ่งมารับการถ่ายหนักเบา  ค่าน้ำสะอาดสำหรับชะล้าง  อีกไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000  สมการเป็นดังนี้  6,000 บาท x 22 วัน = 132,000 บาท  …เฮ้อ

ฉันจึงหาสุขามาประจำกองถ่ายด้วยประการฉะนี้  ด้วยเหตุผลของความกินดีอยู่ดีของผู้คนในกอง  ยังมีค่าใช้จ่ายอีกเหลือคณาเกินจะแจงหมดในคราวเดียว  ทั้งหมดนี้ต้องคิดทบไปทบมาอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้การถ่ายทำไม่ติดขัด  ทุกคนในกองถ่ายเสมือนฟันเฟืองหลายตัวที่หมุนไปพร้อมกันเพียงเพื่อให้เข็มยาวและเข็มสั้นชี้ถูกจุดตามวาระ  ใครสักคนเกิดปวดอึขึ้นมากะทันหัน  การถ่ายทำก็จะไม่ราบรื่น

การประเมินสถานการณ์ออกมาเป็นตัวเลขเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด  เรียกว่า'การทำงบประมาณ'

สตางค์ก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่งซึ่งรวมอยู่ในงบประมาณทำหนัง  คือค่าฟิล์ม  มิใช่อย่างที่เราเดินไปร้านเซเว่น  ซื้อมาสักม้วนสองม้วน  เอาใส่กล้องกดสองสามแชะแล้วก็ไปซื้ออีก  เขาจะว่ากันเป็นร้อยๆ  เกจิอาจารย์หลายท่านบอกว่ามาตรฐานหนังไทยจะใช้ฟิล์มประมาณ 400 ม้วน  ฟิล์มถ่ายภาพยนตร์ม้วนนึงก็สี่ถึงห้าพันบาท  ลองคำนวณดู  ว่าถ้าใช้ฟิล์ม 400 ม้วนเพื่อถ่ายหนังให้จบ  จะเป็นเงินเท่าไร?

ด้วยรู้ว่าตัวเองอ่อนด้อยเรื่องนี้    จึงเพียรเสาะข้อมูล  หาหนังสืออ่าน  เอาใบเสนอราคามาพินิจพิเคราะห์  ในใบเสนอราคาจะยาวเป็นหางว่าวถึงนัมเบอร์ต่างๆของฟิล์ม  แต่ก็บอกเพียงราคา  หาได้บอกคุณลักษณะว่าฟิล์มนัมเบอร์ไหนใช้ถ่ายกลางวัน  หรือกลางคืนเหมาะจะใช้นัมเบอร์ไหนไม่

คราวนี้  ฉันมีคุณนภร ฉิมโฉม  คนเก่งแห่งโกดัก  เป็นเจ้าชายขี่ม้าขาว

ทางเรามีสัมพันธภาพอันดีกับโกดัก  โกดักเองก็คิดเช่นนั้น  เมื่อมีสัมมนาที่น่าสนใจเกี่ยวกับฟิล์ม  คุณนภรก็จะบอกเล่าเก้าสิบกับฉันเนืองๆ  วันหนึ่ง  แฟกซ์ของคุณนภรมาที่บริษัทฉันความว่า  "มีสัมมนาเรื่องฟิล์มโกดัก…"  จะจัดขึ้นวันนั้นวันนี้  ที่ไหนสักแห่ง  และฟรี  พับผ่า!  ช่างปะเหมาะเคราะห์ดีอะไรอย่างนี้  มิใช่ของฟรีที่ล่อตาฉัน  ฉันรีบรี่ไปสัมมนานั่นเพราะอยากรู้จักนัมเบอร์ฟิล์ม

ฉันได้ความรู้กระบุงโกยไม่หมดจากสัมมนา  ขอขอบคุณคุณนภรมา ณ ที่นี้

ตานี้ล่ะ  ฉันจะได้สั่งฟิล์มอย่างผู้รู้แจ้ง  "เอาฟิล์มนัมเบอร์1234มาส่งในวันพรุ่งนี้นะคะ"  "5678หมดแล้วจ้ะ  รีบมาส่งด้วย"  กระหยิ่มใจนัก  นี่เราก้าวบันไดโปรเฟสชั่นแนลมาอีกขั้นแล้วสินะ

ก่อนนี้  เอ็กแซ็กท์เคยให้โอกาสฉันร่วมงานละครเวทีเรื่องวิมานเมือง  ฉันต้องคลุกตั้งแต่ขั้นตอนแรก  คือการรับสมัครนักแสดง  มีผู้สนใจสมัครเข้ามามากมายตั้งสองพันกว่าคนเพื่อชิงเป็น 1 ใน 30 ตัวละครเอก  (อย่างนี้เขาเรียกaudition  ถ้าต้องเฟ้นหานักแสดงเพื่อให้ตรงตามแคแร็กเตอร์ตัวละครเรียกว่าcasting)

ละครเรื่องนั้นเป็นละครเพลง  ผู้ที่จะเข้าร่วมauditionต้องร้องเพลงเป็น  ต้องเทสต์เสียงสดๆกับเปียโนที่บรรเลงเดี๋ยวนั้นต่อหน้าคณะกรรมการ  ฉันก็หนึ่งในนั้น  ฟังผู้สมัครแต่ละคนไปก็ให้คะแนนคนละเยอะๆ  ด้วยต่างร้องเพราะพริ้งไม่น้อยหน้ากัน  หันไปทางลิซ่ากับน้องแน่น  กรรมการซึ่งร่ำเรียนมาทางดนตรีโดยตรง  เห็นทั้งคู่ต่างอภิปรายคุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละคนดังนี้

"น้องเสื้อดำคนนั้นร้องท่อนแยกสูงเป็นอีชาร์ป  น่าจะต่ำลงหน่อย…"

"ใช่  คนเสื้อแดงเหมือนกัน  ตอนท่อนฮุคก็ลีดเสียงต่ำตั้งดีแฟลต…"

ว่าแล้วทั้งคู่ก็เอื้อนเสียงที่ถูกต้องเป็นตัวอย่าง  เสียงที่เปล่งออกมาประสานกลมกลืนกับโน้ตอย่างชัดเจน

ฉันอึ้ง  พวกเขารู้สิ่งที่พวกเขาทำอย่างถ่องแท้  ช่างโปรเฟสชั่นแนลจริงๆ

ในการศึกษานัมเบอร์ฟิล์มอย่างถี่ถ้วนทำให้ฉันสมปรารถนาเหมือนที่เคยอยากเป็นเช่นลิซ่าและน้องแน่น  คือต้องรู้ในสิ่งที่ทำจริงๆ

ฉันเชิญคุณนภรมาหาถึงบริษัท  เหตุเพราะเราสองอยากจะคุยเจาะลึกถึงจำนวนที่ต้องใช้และราคาจะเป็นมากน้อยเท่าใด  หลังหารือกันพักใหญ่

"ทราบว่าหนังเรื่องนี้ต้องไปถ่ายที่ญี่ปุ่นด้วยใช่ไหมครับ?"

"ใช่ค่ะคุณนภร  ไปถ่ายแค่ฉากเดียว  แต่ต้องไปตั้งสามสี่วัน  มันเป็นฉากสุดท้ายไคลแม็กซ์ของเรื่อง  เราต้องการยกกองไปถ่ายเพื่อเอาหิมะ  อีกประการนึง  คุณนภรก็ทราบอยู่แล้วว่าพระเอกเป็นญี่ปุ่น  นางเอกจะไปญี่ปุ่นทำไม?  คงไม่ใช่แค่อยากไปดูหิมะหรอกน่ะ  ฮิ ฮิ"  ก่อนที่ฉันจะอธิบายเรื่อยเจื้อยเข้ารกเข้าพง  คุณนภรก็

"ถ้าไปถ่ายที่ญี่ปุ่น  จะสั่งฟิล์มยังไงครับคุณฟะฟาฟิเน?"

เออ  นั่นสิ  จะสั่งยังไงวะ  ฉันตอบคุณนภรไม่ได้  รู้สึกตกจากบันไดแห่งความโปรเฟสชั่นแนลลงมาจุกแอ้ก  หน้าที่นี้เป็นของฉันโดยตรง  ประเด็นสำคัญอันนี้ฉันไม่ได้ไตร่ตรองไว้เลย  รู้สึกราวแม่ทัพที่เตรียมรี้พลออกรบแต่ลืมเอาศาสตราวุธไปด้วยยังไงยังงั้น

คุณนภรคงเห็นแววตาแสนเศร้าของผู้จัดการกองถ่ายเช่นฉันถลนปลิ้นเพราะความตกใจมาปรี่ออเต็มทั้งสองหน่วย  คงอดสงสารไม่ได้  จึงแนะนำให้คลายใจ

"ที่ไหนก็สั่งได้ทั้งนั้นแหละครับ  ถ่ายที่ญี่ปุ่นก็สั่งของญี่ปุ่น  หรือสั่งจากผมที่เมืองไทยนี่ก็ได้"

"แต่ค่าเงินของญี่ปุ่นแข็งกว่าบ้านเรามากนะคะ  เอาเงินไทยไปซื้อของญี่ปุ่น  จะไม่เป็นการเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้างเหรอคะ?"  …นั่นแน่!  ยังพอมีภูมิรู้อยู่บ้างนะมึง 

"ถ้าอย่างนั้นคุณฟะฟาฟิเนต้องhand-carryไปเอง"

ฉันตาถลนอีกรอบ

"หิ้วไปน่ะครับ  ขอแนะนำว่าให้หิ้วติดมือไปเลย  อย่าloadลงคาร์โก้หรือใต้ท้องเครื่อง  ร้องไห้กันมานักต่อนักแล้ว"

อูยยย  การที่เราจะหิ้วหรือไม่หิ้วอะไร  จะทำให้เราร้องไห้ได้เชียวหรือ?

"คือยังงี้นะครับ  ถ้าเราบรรทุกฟิล์มไปกับใต้ท้องเครื่อง  ฟิล์มจะต้องไปผ่านกระบวนการX-Rayซึ่งจะทำให้เสียหาย  ยิ่งฟิล์มที่ยังไม่ได้exposed  คือยังไม่ได้ใช้ถ่ายยิ่งต้องระวังให้มากเพราะมันมีความไวรังสีสูง  การเอ็กซเรย์ของเป็นธรรมเนียมปฏิบัติการตรวจคนเข้า-ออกเมืองทั่วโลก  แม้ที่ต.ม.จะบอกว่าการเอ็กซเรย์ปลอดภัยสำหรับฟิล์มก็ตามที  แต่สำหรับฟิล์มถ่ายหนังแล้ว  ผมว่าไม่ควรเสี่ยง"

"ฟิล์มที่โดนเอ็กซเรย์  มันจะเป็นยังไงคะ?"

"ก็ถ่ายหนังไม่ติดน่ะซีครับ"

…เอาอีกแล้ว  โง่อีกแล้ว

"ยิ่งในกรณีที่ถ่ายทำเสร็จเรียบร้อยแล้วน่ะครับ  ลงทุนลงแรงกันไปหลาย  เอาฟิล์มกลับเมืองไทยหวังจะเอามาล้างที่นี่  ดันไปผ่านเอ็กซเรย์ที่ต.ม.  ล้างเสร็จพอเห็นฟิล์มถึงกับร้องไห้"

อ้อ  อย่างนี้นี่เอง  ฉันไม่อยากชกมวย  แต่ก็โดนคุณนภรสอนมวยเสียอยู่หมัด

"แล้วต้องทำยังไงล่ะคะ?"

"ก็หิ้วติดตัวขึ้นเครื่องทั้งไปและกลับเหมือนที่ผมบอก"

"อูย  หนักนะ"

"หนักก็ต้องยอมล่ะคุณฟะฟาฟิเน  ลงไปเป็นแสนเป็นล้านกับแค่หิ้วของหนัก  คุณฟะฟาฟิเนเลือกเอา"

"อืม  หิ้วก็ต้องหิ้วกันล่ะคุณนภร  แถมต้องดูแลอย่างดีอีกต่างหาก"

"ดีครับ  แล้วก็สามารถขอหนังสืออนุญาตจากทางผม  คือทางโกดักแห่งประเทศไทยเราจะรับประกันให้ว่าสิ่งที่คุณหิ้วติดตัวขึ้นเครื่องเป็นฟิล์มสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์อย่างแท้จริง  เขาจะได้ไม่เอาเข้าเครื่องเอ็กซเรย์"

คุณนภรลากลับโดยที่ฉันไม่ลืมขอบคุณด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง  จะไม่ลึกซึ้งได้อย่างไรในเมื่อเขาได้ให้สิ่งที่มีประโยชน์  การเอาประสบการณ์ตรงมาบอกเล่าเก้าสิบให้เห็นคุณนั้นถือเป็นเนื้อนาบุญอันไพศาลเชียวนะ  เรื่องบางเรื่องซึ่งเราคิดว่าเล็ก  แต่ปฏิบัติไปโดยไม่ใช้ความรอบคอบอาจนำพาไปสู่เรื่องใหญ่ก็เป็นได้  เช่นในเรื่องฟิล์ม  ฉันได้มุมคิดใหม่เดี๋ยวนั้น  ลูกเราได้รับการปฏิบัติอย่างไรฟิล์มสำหรับถ่ายภาพยนตร์ก็ต้องให้ได้อย่างนั้น  ต้องประคบประหงมทะนุถนอม  ถ้าไม่เลี้ยงดูอย่างดี  มีอะไรเสียหายขึ้นมา  ลูกของเราจะเป็นอย่างไร?

คุณคอยตามอ่านไปเรื่อยๆนะ  แล้วจะรู้ว่าพรหมลิขิตเล่นตลกกับฉันอย่างไร  ในเรื่องฟิล์ม!

หนังสือมากมาย  มักบอกเล่าเรื่องราวชวนอัศจรรย์ที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน  สัปดาห์หนังสือแห่งชาติปีนึงตอนสมัยฉันยังเด็กรณรงค์ให้ส่งคำขวัญว่าด้วยหนังสือมาประกวดประขันกัน  ผู้ชนะเลิศปีนั้นเขาว่าไว้อย่างนี้  "หนังสือคือกระจกส่องโลก"  แหม  มันช่างโดน! พิเคราะห์คำขวัญนั้นแล้วเห็นภาพตามไปได้จริงๆ  เมื่อหยิบจับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง  ก็เสมือนหนังสือเล่มนั้นทำหน้าที่แว่นขยาย  เอาไว้ส่องตรวจตราและค้นหาโลกบางด้านบางมุมที่เรายังไม่รู้จัก  ใครไม่ชอบการอ่าน  ก็ไม่ค่อยได้เผชิญความมหัศจรรย์ที่จะมีมาไม่ซ้ำในแต่ละวันหรอกนะจ๊ะ

Gone with the Wind  ก่อนจะเป็นภาพยนตร์ก็เป็นหนังสือมาก่อน  ว่าด้วยเรื่องราวสงครามกลางเมืองอเมริกาในยุคตั้งประเทศใหม่ๆ   เดือดร้อนไปหมดทุกหย่อมหญ้า  เหตุเพราะเรื่องนิ๊ดเดียว  แถมจับต้องก็ไม่ได้  สิ่งนั้นคืออคติ  ตั้งกองรบกันใหญ่โตก็เพราะมีไอ้เจ้าอคตินี่แหละคลุมหัวใจ  นางเอกผู้ซึ่งมีชีวิตสุขีสุโขอยู่ดีๆก็พลันตกระกำลำบากราวหล่นปุมาจากสวรรค์  คนอ่านก็พลอยลุ้นให้นางเอกพ้นบ่วงกรรมกับเขาเสียที

อีนางเอกผู้นี้ก็ช่างทำให้คนอ่านรู้สึกหมั่นไส้ระคนเอ็นดูอย่างช่วยไม่ได้  เขารบกันออกจะปึงปังเธอก็ยังถวิลหาคนรัก  กินไม่ได้นอนไม่หลับทั้งๆที่จนกรอบจะไม่มีกินอยู่แล้ว  ในบทนึง  คนรักของเธอเดินทางกลับจากแนวหน้าเพื่อมาเยี่ยมบ้านในช่วงเทศกาลคริสต์มาส  นางเอกก็ดีใจจนเนื้อเต้น  ครั้นเขาพบคู่หมั้นคู่หมายก็ต่างแสดงออกถึงความห่วงหาอาทรซึ่งกันและกัน  ตัวซึ่งไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาเลือกก็พิลาปรำพันทำนองว่า  ไปรักมันทำไม  นังเมลานีออกจะออดแอดซีดเซียว  หน้างี้ก็แทบไม่มีสีเลือด  ไม่เห็นน่าพิสมัยตรงไหน  แน่ะ  เห็นมั้ย  จะไม่ให้หมั่นไส้อย่างไร  แอบเป็นชู้ทางใจกับผัวชาวบ้านอีกแน่ะ

คืนนั้น  อีนางเอกก็ซุ่มเงียบผู้เดียว  กะปลอดคนเมื่อไหร่จะถลันให้ถึงตัวคนรักของเธอผู้ที่ชื่อแอชลีย์ให้จงได้  ปลอดคนของเจ้าหล่อนคือปราศจากคู่หมั้นอยู่เคียงข้างนั่นเอง  อีนางเอกจะได้สารภาพรักที่สั่งสมในใจมานาน  เธอซุ่มดูแอชลีย์และเมลานีที่อยู่ในอ้อมกอดของกันและกันอย่างร้อนเร่า  พลางรำพึง

"…ดูนังเมลานีสิ  ใบหน้าที่แทบไม่มีสีเลือดกลับเบ่งบานชมพูระเรื่อ  นัยน์ตาก็ระยิบระยับราวกับมีดวงดาวสุมอยู่ในนั้น  ไม่รู้จะดีใจอะไรนักหนา  กะอีแค่แอชลีย์กลับมาเยี่ยมบ้านแค่คืนเดียว  โอพระเจ้า  ฉันเพิ่งรู้ว่าสีหน้าสีตาคนมีความสุขเป็นแบบนี้นี่เอง  เมลานีคงรักแอชลีย์ท่วมท้น  เมลานีคงรักแอชลีย์เต็มหัวใจจริงๆ"

พี่อ้อมสะกิด  ฉันสะดุ้งเฮือก  "คุณต้อมพูดอะไรแน่ะ"

ฉันรีบยัดเมลานี,แอชลีย์  และอะไรต่อมิอะไรลงลิ้นชักสมอง  และรีบดึงอีกอันออกมาเพื่อรับข้อมูล  ซึ่งคงต้องเป็นข้อมูลสำคัญมากๆ  เพราะตอนนี้เหลือเพียงเรา 3 คนเท่านั้นเพื่อประชุมอย่างใช้สมาธิ  พี่ต้อม  พี่อ้อม  และฉัน

"พี่ต้อมว่าอะไรนะคะ?"

"คือถ้าเราจะถ่ายให้ได้หิมะในช่วงเวลาที่เราต้องการ  เราก็ต้องไปญี่ปุ่นโซนเหนือๆขึ้นไปใช่ไหม?  อืมมม  ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น  เพราะมันจำเป็นนี่"

"แต่อ้อมว่าท่าทางจะไม่ไหวนะคุณต้อม  เกินสามล้านไปเราจะแย่เอานะคะ"

"แต่ถ้าฉากสุดท้ายของเรื่อง  นางเอกมันตัดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง  แล้วเราเห็นมันเดินเงียบๆคนเดียวกลางหิมะ  โอ  ช่างเป็นบรรยากาศที่อิ่มเหงามากๆยังไงไม่รู้  ผมอยากให้คนดูดูจบแล้ว  ความรู้สึกติดไปจนหัวถึงหมอนเลยเชียวแหละ"

"โอเคเลยค่ะคุณต้อม  ถ้าอย่างนั้นอ้อมจะหาทางดู  พยายามหลายๆทางมันเป็นไปได้แน่อ้อมรับรอง"

สิ่งที่ฉันเห็นตรงหน้าคือสีหน้าสีตาอิ่มเอิบมีความสุขของทั้งผู้กำกับและโปรดิวเซอร์  ผู้ซึ่งอยากเห็นภาพยนตร์ของตนไปในทางที่ดี  ที่สวยงาม  นั่นปะไร  ฉันเข้าใจไม่ผิดใช่ไหมว่าความสุขของพี่ทั้งสองก่อเกิดมาจากความรัก  ความรักที่ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์มีต่องานของตนประหนึ่งเป็นพ่อและแม่ของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆนั่นเอง